วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เลี้ยงลูกต้องรู้ทัน! มายา นมผง=นมแม่ ลอบเร้นทำตลาด ผิดหลักสากล หมอเอี่ยวโดนฟัน

"นมจากอกแม่ คือ แหล่งโภชนาการที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อย"

หากแต่ ในประเทศไทย ของเรา…..

จากผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติและองค์การยูนิเซฟ ในปี พ.ศ.2555 พบว่า

12.3% ของทารกไทย หรือ เพียง 12 คน ใน 100 คน เท่านั้น ที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลังคลอด!

ขณะที่ค่าเฉลี่ย ทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรก เป็นรายภูมิภาค พบว่า ….

ภาคเหนือ มีเพียง 19.6%
ภาคกลาง มีเพียง 7.9%
ภาคอีสาน มีเพียง 13.8%
ภาคใต้ มีเพียง12.2%
กทม. มีเพียง 8.2%

นี่คือค่าเฉลี่ย ของ ทารกสัญชาติไทย ย้ำอีกครั้งว่า ทารกสัญชาติไทย ที่รับนมแม่เพียงอย่างเดียว ภายในระยะเวลา 6 เดือนแรก หลังคลอด

ที่น่าตกตะลึงมากที่สุด นั่นก็น่าจะเป็น กทม. เมืองที่คนตกท่อ...เอ๊ย เมืองที่สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร กลับ มีค่าเฉลี่ยในการเลี้ยงลูกด้วยนมจากอกแม่ นมที่ดีที่สุดในโลก เพียง 8.2% หรือ อัตราส่วน เพียง 8 คน จาก 100 คน เท่านั้น!

และที่น่าตกใจยิ่งไปกว่า นั้น คือ ……

สัดส่วนของเด็กที่เกิดในครัวเรือนยากจน กลับมีโอกาสบริโภคนมจากอกแม่.... อาหารที่ดีที่สุดในโลก สำหรับ ทารก สูงกว่า เด็กที่เกิดในครอบครัวร่ำรวยมาก เสียอีก!

15.8% หรือ ทารกเพียง 15 คน ใน 100 คน จากครอบครัวไทยที่ยากจน ได้บริโภคนมแม่ ในขณะที่ ตัวเลข 8.6% หรือ เพียง 8 คนครึ่ง ใน 100 คน ของครอบครัวที่ร่ำรวยมากเท่านั้น ที่ทารกมีโอกาสได้กินอาหารที่เหมาะที่สุดสำหรับตัวเอง

ทั้งๆ ที่ งานวิจัยทางการแพทย์ พบว่า หากเลี้ยงทารกด้วยน้ำนมจากอกของแม่ เพียงอย่างเดียว นาน 6 เดือน จะช่วยลดการเสียชีวิตของทารก ได้ถึง ร้อยละ 20 ในทารกอายุ 28 วัน ถึง 1 ปี เพราะหัวน้ำนม สามารถช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค และมีสารป้องกันการติดเชื้อโรค

น่าตกตะลึง ใช่ไหมครับ ….. ตัวเลขช่างสวนทาง จากสิ่งที่ควรจะเป็นเสียจริง....

อะไรคือสาเหตุหลักที่ทำให้บรรดาคุณแม่ยุคใหม่ ณ สยามประเทศเรา ละทิ้งสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกน้อยไป เรื่องนี้น่าสนใจ.....ปัจจัยที่ว่า คืออะไร? วันนี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ อาสาพาแฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ ไปดูกัน

พญ.สุธีรา เอื้อไพโรจน์กิจ กุมารแพทย์ทารกแรกเกิด โรงพยาบาลบีเอ็นเอช และอนุกรรมการมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ใน สกู๊ป คนเป็นแม่ต้องรู้! นมผง VS นมเต้า ความต่างราวฟ้ากับเหว http://www.thairath.co.th/content/504019 เอาไว้ว่า

"ประเทศไทย มีแม่ที่เลี้ยงลูก ด้วยนมแม่สำเร็จ เพียง 15% อีก 85% ไม่สำเร็จ เพราะถูกตัดตอน ตั้งแต่ที่โรงพยาบาล"

"ถูกตัดตอน ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล" ย้ำอีกครั้ง "ถูกตัดตอน ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล"

แฟนๆ ไทยรัฐออนไลน์ สงสัยแล้วใช่ไหมครับ? อะไรคือ ตัดตอน ตั้งแต่อยู่โรงพยาบาล เราไปฟังคำให้สัมภาษณ์ ของ พญ.สุธีรา กันอีกครั้ง ว่า ถูกตัดตอน คืออะไร?

“บริษัทนมผง ใช้วิธีทำการตลาด โดยการไปแจกกิฟต์เซต กับทางโรงพยาบาลหลายๆ แห่ง โดยหวังว่า ผลิตภัณฑ์ของตัวเอง จะได้เข้าถึงบรรดาทารกที่เพิ่งคลอดใหม่ๆ เพื่อให้เด็กเกิดอาการติดขวดตั้งแต่นั้น ทีนี้พอเวลาไปเจอนมจากเต้าของแม่ ก็จะเกิดอาการไม่อยากดูดและร้องไห้ จนต้องให้นมผงไปเรื่อยๆ ซ้ำร้าย เมื่อเวลาพาลูกกลับบ้าน บริษัทนมผงเหล่านี้ ก็จะใช้วิธีมอบกิฟต์เซตเป็นถุงของขวัญ มีกระเป๋า ของเล่นและนมผงผลิตภัณฑ์ของตัวเอง ให้กับบรรดาคุณแม่มือใหม่กลับไปด้วย ทำให้กลายเป็นว่าเมื่อกลับบ้าน แม้แม่ จะเพียรพยายามเอาเข้าเต้าทีไร ลูกก็จะร้องไห้ทุกที ทีนี้พอลูกร้องหนักๆ เข้า พ่อแม่ก็จะเกิดอาการใจอ่อนไปชงนมผงมาให้ กลายเป็นการตัดวงจรการ ผลิตน้ำนมของตัวเองเพื่อให้กับลูกไปในที่สุด ซึ่งวิธีการทำการตลาดเช่นนี้ ส่วนตัวมองว่า เป็นการตลาดที่ไร้จริยธรรมอย่างยิ่ง” พญ.สุธีรา กล่าว 

"เป็นการตลาดที่ไร้จริยธรรม อย่างยิ่ง" ย้ำอีกครั้ง 

สอดคล้อง กับ งานวิจัยของสำนักงานพัฒนานโยบายสุขภาพระหว่างประเทศ พบว่า มีหลายบริษัท ได้มีการละเมิด International code of marketing breast milk substitutes หรือ Code ซึ่งเป็นหลักเกณฑ์ว่าด้วย การตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทารกและเด็กเล็ก ซึ่งกำหนดไว้เพื่อปกป้องสุขภาพเด็กทุกคนให้เด็กได้กินนมแม่อย่างแพร่หลาย ทั้งในรูปแบบโจ่งแจ้งและไม่โจ่งแจ้ง โดยผ่าน 6 เครื่องมือหลัก ในการเข้าถึงตัวแม่และครอบครัว ประกอบด้วย

1.การตลาดอินเทอร์เน็ต โดยผ่านทางการสร้างเครือข่ายแม่และครอบครัว การให้ผู้ทรงอิทธิพลบนโลกออนไลน์ (Online Influencer) และดารา (Celebrity) ในการช่วยประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อออนไลน์

2.การส่งเสริมการขาย โดยผ่านการลด แลก แจก แถม การประกวด และการชิงโชคต่างๆ เพื่อจูงใจให้ซื้อผลิตภัณฑ์

3.การตลาดทางตรง โดยผ่านการจัดกิจกรรมในห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล

4.การโฆษณา ผ่านทางสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่ออื่นๆ ที่มีกลุ่มแม่และเด็กเป็นเป้าหมาย

5.การบริหารจัดการลูกค้า (CRM) โดยมีการทำฐานข้อมูลจัดเก็บ เพื่อใช้ในการติดต่อเพื่อประชาสัมพันธ์ข้อมูลกิจกรรมส่งเสริมการขาย

6.พนักงานขาย หรือบุคลากรทางการแพทย์ มาแนะนำเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผลิตภัณฑ์ ซึ่งนอกเหนือจากการแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์แล้ว บางครั้งก็มีการแจกอุปกรณ์ หรือของชำร่วย ที่มีตราหรือสัญลักษณ์อื่นๆ ของผลิตภัณฑ์ บางครั้งก็มีการแจกจ่ายให้แก่สถานพยาบาล ซึ่งเมื่อแม่และครอบครัวได้รับแจกตัวอย่างผลิตภัณฑ์ หรือ ของขวัญที่มีตราผลิตภัณฑ์แล้ว ก็อาจทำให้แม่และครอบครัวเข้าใจว่า บุคลากรทางการแพทย์หรือสถานพยาบาลดังกล่าว มีความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์นี้

นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ประกอบการหลายราย ยังเลือกใช้วิธี การประชาสัมพันธ์แบบเชื่อมโยง โดยการตั้งชื่อผลิตภัณฑ์ และออกแบบบรรจุภัณฑ์สำหรับเด็กโต ให้ใกล้เคียง กับ นมสำหรับทารกซึ่งห้ามโฆษณา โดยหวังผลให้เกิดการเชื่อมโยง ถึงครอบครัวของทารกแรกเกิด ว่าเมื่อจะมองหานมผงสำหรับเด็กอายุไม่เกิน 1 ปี ก็จะนึกถึงแบรนด์นี้

ทำไม….ต้องทำถึงขนาดนี้ เราต้องไปดู งานวิจัย การสื่อสารการตลาดอุตสาหกรรมนมผง กับ การละเมิด CODE ของ ดร.บวรสรรค์ เจี่ยดำรง อาจารย์ประจำหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ซึ่ง ผลวิจัยดังกล่าว ระบุเอาไว้ว่า

มูลค่าทางการตลาด นมผงในประเทศไทย ต่อปีสูงถึง 25,000 ล้านบาท!

โดยค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือนในการซื้อนมผง ระดับ Premium อยู่ที่ 6,210 บาท ขณะที่ ต่อปีเฉลี่ยสูงถึง 74,520 บาท

ขณะที่ ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ในการซื้อนมผง ระดับ Standard อยู่ที่ 3,000 บาท ต่อปีเฉลี่ยอยู่ที่ 36,000 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อเดือน ในการซื้อนมผง ระดับ Economy อยู่ที่ 2,500 บาท ต่อปี เฉลี่ยอยู่ที่ 25,000 บาท

โดย กุญแจสำคัญที่ทำให้ การทำตลาดของบริษัทนมผงประสบความสำเร็จอย่างสูง ก็คือ การสร้างมายาคติให้คุณแม่ชาวไทย คล้อยตามว่า "นมผงเท่ากับนมแม่" ย้ำอีกครั้ง กุญแจสำคัญคือ "นมผง เท่ากับ นมแม่"

ทั้งๆ ที่ในข้อเท็จจริงแล้ว หาใช่เช่นนั้นไม่....

พญ.สุธีรา ให้ความรู้กับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ เอาไว้ว่า ข้อดีของ นมแม่ คือ สามารถใช้เลี้ยงลูก ได้จนกระทั่งถึงอายุ 7 ขวบ แถมยังช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกายได้เป็นอย่างดี เด็กจะไม่ป่วยง่าย และที่สำคัญ DHA จากน้ำนมแม่ จะไปช่วยส่งเสริมพัฒนาการด้านสมองของเด็กได้ ส่วน DHA ที่นมผงบางผลิตภัณฑ์ อวดอ้างว่ามีเช่นกัน นั้น จากงานวิจัยพบว่า DHA ในนมผงซึ่งทำจากนมวัว นั้น เป็นคนละตัวกับ ที่มีในน้ำนมแม่ และไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้จริง!

ด้าน ดร.บวรสรรค์ เจ้าของงานวิจัย การสื่อสารการตลาดอุตสาหกรรมนมผง กับ การละเมิด CODE กล่าวกับทีมข่าวฯ ว่า ปัจจุบัน บริษัทนมผงได้ละเมิด CODE ในประเด็น การห้ามทำการส่งเสริมการตลาด ทุกรูปแบบ ทั้งแบบตรงๆ และแอบแฝง อย่างกว้างขวาง เนื่องจาก CODE ในปัจจุบันสำหรับประเทศยังเป็นเพียงการขอความร่วมมือ ยังไม่ใช่กฎหมาย ที่มีการบังคับใช้หรือมีบทลงโทษหากมีการละเมิด

และยิ่งเมื่อมีการตอกย้ำกันมากๆ เข้าว่า นมผง=นมแม่ ไปทุกวันๆ จึงทำให้บรรดาคุณแม่ในเมืองไทย ที่มีศักยภาพสามารถเลี้ยงลูกได้ด้วยนมของตัวเอง เปลี่ยนไปใช้นมผงมากขึ้นเรื่อย ๆ

อย่างไรก็ดี ที่น่าห่วงที่สุด ตอนนี้มี 2 ประเด็นที่ควรให้ความสนใจก็คือ 1.การใช้บุคลากรทางการแพทย์ มาเป็นผู้แนะนำผลิตภัณฑ์เสียเอง ซึ่งได้ผลอย่างยิ่งในการทำให้เกิดความเชื่อถือ และ 2.การใช้สื่อโซเชียลมีเดีย ในการสื่อสารกับ บรรดาคุณแม่และหญิงตั้งครรถ์ โดยตรงแบบตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อสร้าง Brand loyalty หรือ ความภักดีในตราสินค้า

ด้วยเหตุนี้เอง จึงต้องมีความพยายามผลักดัน ให้มี พ.ร.บ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาด อาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีสาระสำคัญคือ

1.ห้ามมิให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายซึ่งนมดัดแปลง นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่อง และนมสูตรต่อเนื่อง สำหรับทารกหรือเด็ก ทำการโฆษณา จำหน่าย แจกตัวอย่าง บริจาคให้ ฯลฯ ซึ่งนมตามที่กำหนด

2.กำหนดให้ผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายซึ่งนมดัดแปลง นมดัดแปลงสูตรต่อเนื่อง และนมสูตรต่อเนื่อง สำหรับทารกหรือเด็ก ต้องให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์แก่กลุ่มบุคคลที่กำหนดตามความเป็นจริง และห้ามมิให้ให้ข้อมูลอันเป็นเท็จ ปิดบัง อำพราง เป็นต้น

3.กำหนดให้หน่วยบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข บุคลากรวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง มีหน้าที่ตามที่กำหนด ตลอดจนกำหนดห้ามมิให้บุคลากรดังกล่าวกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดตามที่กำหนด ซึ่งปัจจุบัน ยังอยู่ในชั้นการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ ของ สภานิติบัญญัติแห่งชาติอยู่

โดยหากกฎหมายนี้ มีผลบังคับใช้เมื่อไหร่ การทำการตลาดทั้งหมดของบริษัทนมผง จะไม่สามารถกระทำได้อีกต่อไป และส่วนตัวเชื่อว่า จะช่วยทำให้ทัศนคติของบรรดาคุณแม่ในเมืองไทย หันมาใช้นมจากอก ในการเลี้ยงลูกสูงขึ้น ยกตัวอย่างเช่น ที่ประเทศเวียดนาม เมื่อมีการประกาศใช้กฎหมาย ในลักษณะนี้ ก็ทำให้คุณแม่ชาวเวียดนามหันมาใช้นมธรรมชาติในการเลี้ยงลูกมากขึ้น อย่างเห็นได้ชัด ดร.บวรสรรค์ กล่าว

แต่อย่างไรก็ดี.....….

ที่น่าเป็นห่วงก็คือ แม้จะมีกฎหมายเข้ามาควบคุม แต่เค้าลางที่บริษัทนมผง จะพยายามหลบเลี่ยงกฎหมายเพื่อเข้าไปทำการตลาด ก็เริ่มมีมาให้เห็นกันบ้างแล้ว อย่างล่าสุด ที่เห็นๆ กัน ก็คือ การใช้ผู้มีชื่อเสียงในสังคม ที่กำลังมีลูกเล็กๆ ทำทีเป็นโพสต์ภาพผลิตภัณฑ์นมผงอยู่ใกล้กับลูกของตัวเอง พร้อมกับระบุข้อความในทำนองว่า ลูกของตัวเองเลี้ยงง่าย และฉลาดเฉลียว ได้เพราะสินค้าดังกล่าว

และต่อมา ถูกวิพากษ์วิจารณ์เสียยับเยินว่า เป็น ไวรัลโฆษณาแฝงอยู่ในโลกโซเชียลมีเดีย! 

ซึ่งก็คงเห็นกันแล้วว่า ยุทธวิธีเหล่านี้ จะต้องมีปรากฏขึ้นอีกแน่นอน เพราะในเมื่อ มีคนที่พยายามจะควบคุม คนที่พยายามจะเลี่ยง ก็ต้องหาทางใดทางหนึ่ง เพื่อหลบเลี่ยงเข้าจนได้ แต่แน่นอน การมีกฎหมายควบคุมเอาไว้บ้าง แม้จะไม่สามารถควบคุมได้ 100% มันก็ยังดีกว่าไม่มีเลย เพราะคนที่พยายามหลบเลี่ยง ก็จะทำได้ยากขึ้น เจ้าของงานวิจัย กล่าวในที่สุด 

บุคลากรทางการแพทย์ ร่วม อีเวนต์ขายนมผง ถือว่าผิดจริยธรรม

ด้าน นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวกับทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ว่า บุคลากรทางการแพทย์ ไม่สามารถไปช่วยขายสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์อยู่แล้ว เพราะจะถือว่า เป็นการทำผิดข้อบังคับแพทยสภา ที่ว่าด้วยการปฏิบัติตัวของแพทย์กับบริษัทที่เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ ซึ่ง นมผง ก็ถือเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ เช่นกัน! 

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปเข้าร่วมงานอีเวนต์ ที่จัดโดยผลิตภัณฑ์นมผง แม้จะเป็นการพูดในเชิงวิชาการ แต่หากเป็นพูดให้กับประชาชนทั่วไปรับฟัง ก็จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ นั้นๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรอย่างยิ่ง และเป็นการทำผิด ข้อบังคับฯ

ซึ่งหากพบว่ามีบุคลากรทางการแพทย์คนใด กระทำการเข้าข่ายดังกล่าวจนถูกร้องเรียน ก็จะถือว่า เป็นการทำผิดจริยธรรมทางการแพทย์ ซึ่งมีโทษ ตั้งแต่ ตักเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ และสูงสุดคือ ถอนใบอนุญาตฯ

Marketing บริษัทนมผง ในปัจจุบัน กับ มุมมองทางการแพทย์  

นายกแพทยสภา กล่าวว่า ส่วนตัวยอมรับว่า มากเกินไปจริง เช่น เด็กเพิ่งคลอดออกมา ก็มีการแจกนมผง หรือ พยาบาล สอนชงนมให้กันแล้ว แต่ปัจจุบัน ต้องถือว่าดีขึ้นเยอะ และการกระทำในลักษณะแบบนั้น ก็ลดน้อยลงไปแล้ว

นมแม่=นมผง จริงหรือไม่? แต่หากจำเป็นจริงๆ ก็ควรยึดทางสายกลาง 

ในประเด็นนี้ นพ.สมศักดิ์ กล่าวว่า แน่นอนว่า นมแม่คือแหล่งโภชนาการที่ดีที่สุด ส่วนตัวเห็นด้วย โดยเฉพาะในช่วง 1 เดือนแรกหลังคลอด เด็กควรจะกินนมแม่เพียงอย่างเดียว เพราะนมผงไม่มีทางสู้นมแม่ได้ เนื่องจากในระยะนี้ นมแม่จะไปช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันต่างๆ ให้กับลูกน้อย 

แต่อย่างไรก็ดี ผู้เป็นแม่เอง ก็ต้องดูแลเรื่อง ภาวะโภชนาการที่ดี ควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้สารอาหารต่างๆ แปรเปลี่ยนไปเป็นน้ำนมให้ลูกน้อยได้อย่างสมบูรณ์

ทั้งนี้ ส่วนตัวอยากให้ทุกคนเดินทางสายกลาง เพราะส่วนหนึ่งต้องเข้าใจว่า บริบทของสังคมไทยปัจจุบันเปลี่ยนไป ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่ ต้องออกไปช่วยทำงานนอกบ้าน ซึ่งจุดนี้ อาจจะทำให้เกิดปัญหาในการให้นมบุตรอยู่บ้างเหมือนกัน

หรืออย่าง ปัจจุบัน กฎหมายให้ผู้หญิงสามารถลาคลอด เพื่อดูแลบุตรได้ 90 วัน แล้วหลังจากนั้นล่ะ…? หรืออย่างบางท่าน ความจำเป็นบังคับต้องส่งลูกไปให้ ตา หรือ ยาย ที่ ต่างจังหวัดเลี้ยงดูล่ะ…? หรือ แม่บางท่าน เกิดมีปัญหาเรื่องสุขภาพ ขึ้นมาล่ะ..? แบบนี้การให้นมด้วยตัวเองก็คงไม่สะดวกนักจริงไหม...

แต่แน่นอน หากมีความจำเป็นบังคับเช่นที่ว่า ต้องหันไปใช้นมผงเลี้ยงลูก สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ ต้องได้รับการเรียนรู้เรื่องการชงนมให้ถูกสุขลักษณะควบคู่ไปด้วยเช่นกัน นายกแพทยสภา กล่าวในที่สุด 

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน 

ขอบคุณภาพ ข้อมูลและภาพประกอบ

องค์กรยูนิเซฟ Unicef

งานวิจัย การสื่อสารการตลาดอุตสาหกรรมนมผง กับการละเมิด CODE ดร.บวรสรรค์ เจี่ยดำรง อาจารย์ประจำหลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี http://www.thaibreastfeedingcampaign.net/upload/content/files/ref6.pdf

รู้หรือไม่ การสร้างกลยุทธ์ นมผง=นมแม่ เป็นการทำตลาดที่ผิดหลักเกณฑ์ว่าด้วย การตลาดผลิตภัณฑ์อาหารทารกและเด็กเล็ก หรือ Code และหากมีบุคลากรทางการแพทย์เข้าร่วม ถือว่ามีความผิด! 3 ส.ค. 2559 13:40 4 ส.ค. 2559 08:54 ไทยรัฐ