วันอาทิตย์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โขนกลางแปลง

ก.ศ.ร.กุหลาบ เขียนไว้ใน “สยามประเภท” โขนกลางแปลง เคยมีครั้งกรุงเก่า (พระนครศรีอยุธยา) สองครั้ง และในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์อีกครั้ง (วิสาสะ เล่ม 1 สถิต เสมานิล บริษัทต้นอ้อแกรมมี่ พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ.2539)

โขนกลางแปลงเป็นโขนสองโรง ปลูกโรงเผชิญหน้ากัน ฝ่ายมนุษย์รามลักษมณ์ อยู่สุดสนามหญ้าด้านหนึ่ง ฝ่ายยักษ์ทศกัณฐ์ สุดสนามหญ้าอีกด้านหนึ่ง โดยประเพณีนิยมวังหลวงวังหน้า ทรงมีพระบรมราชูปถัมภ์ ทั้งนาฏกรรมและคีตกรรมอยู่แล้ว

ส่วนใหญ่ของเรื่องรามเกียรติ์ ก็คือการรบกันระหว่างทัพมนุษย์กับทัพยักษ์ สมัยที่มีเจ้าแผ่นดินวังหลวง วังหน้า ฝ่ายวังหลวงเป็นทัพมนุษย์ ฝ่ายวังหน้าเป็นทัพยักษ์

โขนกลางแปลง เล่นครั้งแรกในรัชกาลแรก แห่งกรุงเทพฯ เมื่อรัชกาลที่ 1 ปราบดาภิเษกเถลิงถวัลยราช เป็นพระเจ้าแผ่นดินได้ 15 ปี ทรงมีพระราชดำริ ฉลองพระบรมอัฐิ สมเด็จพระปฐมบรมชนก

โปรดให้ประกอบพิธีเหมือนกับถวายพระเพลิงพระศพ อดีตกษัตริย์สมัยกรุงศรีอยุธยา

ปลูกโรงในที่สนามชัย (ข้างสวนสราญรมย์) หน้าพระที่นั่งสุทไธสวรรจ์ ใช้ช้างจริง ม้าจริง เป็นพาหนะให้มนุษย์กับยักษ์ รวมๆกันราว 500-600 คน รบกันตามถนนหลวงหน้าพระเมรุ

โขนกลางแปลง เริ่มเล่นตั้งแต่เวลาเย็น ไปเลิกเอาเมื่อยามหนึ่ง (21.00 น.) เมื่อเจ้าพนักงานจุดดอกไม้ไฟ เมื่อใด โขนหรือการเล่นต่าง ก็เลิกเมื่อนั้น

วันหนึ่ง ทัพทศกัณฐ์ ฝ่ายวังหน้าใช้ดอกไม้ไฟไม่สะใจ ใช้ปืนจริง (จดหมายเหตุ เรียก ปืนบาเรียมราง) ทัพพระรามฯ ฝ่ายวังหลวง ก็ใช้ปืนจริงบ้าง เสียงปืนจริงยิงประชัน ดังสนั่นหวั่นไหว

ทำเอาราษฎรขวัญอ่อนตระหนกอกสั่น คิดว่าทัพพม่ายกเข้าประชิดติดกรุง

ระหว่างงานฉลองพระบรมอัฐิ คณะทูตเขมร คณะทูตญวน คุมเครื่องราชบรรณาการเข้าถวายช่วยงาน...ต่างก็พากันชอบและชมว่า โขนกลางแปลงสนุกอย่างเป็นยอด ไม่มีมหรสพใดจะสนุกเทียมเท่า

โขนกลางแปลง ครั้งแรก สมัยกรุงศรีอยุธยา เล่นในพระราชพิธีสะเดาะพระเคราะห์ เมื่อปี พ.ศ.2029 สมเด็จพระเจ้ารามาธิบดี พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 9 ฉลองพระชันษา ครบ 25 ปี เล่นตอน หิรัญยักษ์ม้วนแผ่นดิน

ครั้งที่สอง โขนกลางแปลง เรียกในจดหมายเหตุว่า โขนอุโมงค์โรงใหญ่ สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช

จดหมายเหตุบันทึกว่า เป็นการทำขวัญ สมุหนายก เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ (ฟอลคอน ฝรั่งชาติกรีก)

เรื่องสืบมาจาก ขณะเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ กำลังเดินเข้าศาลาลูกขุนใน ในพระราชนิเวศน์เมืองลพบุรี หลวงสุรศักดิ์ ซึ่งรู้กันว่าเป็นพระราชโอรสลับสมเด็จพระนารายณ์ ได้ปรี่เข้าไปใช้วิชาหมัดมวย ชกปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ฟันหักสองซี่

เรื่องถึงสมเด็จพระนารายณ์ ตรัสสั่งให้หาตัวหลวงสุรศักดิ์ ก็หาไม่พบ เพราะหลวงสุรศักดิ์หนีไปอาศัยอยู่ในบริเวณนิวาสสถานของเจ้าแม่วัดดุสิต

เจ้าแม่พระองค์นี้ เป็นที่นับถือยำเกรงของทุกๆฝ่าย กระทั่งเจ้าพระยาวิชาเยนทร์กราบกรานในฐานะย่าบุญธรรม

สมเด็จพระนารายณ์ ทรงโปรดเจ้าพระยาวิชาเยนทร์มาก ตั้งให้เป็นสมุหนายก ใช้ติดต่อทำมาค้าขายกับต่างประเทศ เมื่อหาตัวหลวงสุรศักดิ์ไม่ได้ จึงหันไปให้ มีโขนกลางแปลง เป็นการปลอบขวัญ

การที่หลวงสุรศักดิ์แค้นเจ้าพระยาวิชาเยนทร์หนักหนา ก็มีเหตุผลฟังได้

ว่ากันว่าเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ไม่แค่ไม่ยอมรับนับถือพุทธศาสนา ยังเป็นตัวกลางให้พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศสชวนสมเด็จพระนารายณ์เข้ารีต ระหว่างนั้นก็ใช้อำนาจบังคับให้สึกพระสงฆ์ออกมารับราชการ

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ตั้งใจใช้ประโยชน์จากทรัพยากรมนุษย์ แต่หลวงสุรศักดิ์ เห็นฝรั่งเป็นมิจฉาทิฐิ ไม่ละลายแก่บาปกรรม กราบทูลฟ้องพระนารายณ์ แล้วทรงไม่ทำอะไร หลวงสุรศักดิ์จึงเดินเข้าไปชกปากเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เป็นการระบายโทสะ

ตอนที่หลวงสุรศักดิ์ ปฏิวัติยึดอำนาจให้พระเพทราชา พงศาวดารเขียนว่า เมื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ถูกเรียกเข้ามาเฝ้า ถึงตึกพระเจ้าเหา ก็ถูกจับฆ่า

อ่านเรื่องนี้แล้ว ผมแขม่วท้องเสียวแทน ผู้มีอำนาจสมัยใหม่

ใครที่เอะอะก็จะจับพระสึก จะเอาพระเข้าคุก ไม่เลือกพระผู้น้อยพระผู้ใหญ่ ระวังกรรมจะตามทันกันบ้างนะครับ.

"กิเลน ประลองเชิง"

3 ส.ค. 2559 10:05 ไทยรัฐ