วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แบบอย่างการปฏิรูปประเทศ

เหลืออีกเพียงไม่กี่วันก็คงจะรู้ผลการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่าจะผ่านหรือไม่ผ่าน ซึ่งก็อยู่ที่การตัดสินใจของประชาชน

ผู้มีสิทธิลงคะแนนจากจำนวน 50.5 ล้านคน แต่ถึงตอนนี้แล้วคงจะรู้แล้วว่าจะเลือกข้างไหน

แต่ที่แน่ๆก็คือ แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็ตาม รัฐบาล คสช.ก็ยังต้องทำหน้าที่บริหารประเทศต่อไป เพียงแต่ว่าจะสั้นหรือยาวเท่านั้น

สิ่งที่เห็นและเป็นอยู่นั้นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้บดบังการทำงานของรัฐบาลไปไม่น้อย

เนื่องจากเป็นเรื่องของการเมืองที่เกิดความเห็นต่าง ถ้ายังไม่ถึงจุดเปลี่ยนผ่านก็ย่อมเกิดแรงกระเพื่อมที่ทุกคนมุ่งไปให้ความสนใจมากกว่าเรื่องอื่นๆ

แม้แต่ด้านเศรษฐกิจก็เชื่อมต่อในเรื่องการเมืองที่ลุ้นผลเช่นเดียวกัน

สิ่งหนึ่งนอกเหนือจากความมั่นคงของประเทศตามปกติแล้ว ผลงานของรัฐบาลก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ออก หากว่ารัฐบาล คสช.สามารถบริหารประเทศสร้างผลงานจนได้รับการยอมรับมากขึ้น

จะเป็นอานิสงส์สำคัญที่ทำให้รัฐบาล คสช.มีความมั่นคงและมีส่วนช่วยให้ได้รับการสนับสนุนจนฝ่ากระแสการเมืองไปได้ดียิ่งขึ้น

“รัฐมนตรี” จึงเป็นองค์ประกอบที่จะหนุนนำให้เดินหน้าไปได้ดี

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. มาถึง ตอนนี้ถือว่าได้รับการยอมรับจากประชาชนที่รักษาระดับมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีความตั้งใจ จริงใจและตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มาจากการเลือกตั้งตามระบบก็ตาม

ถือว่าเป็นแต้มต่อสำคัญของรัฐบาลชุดนี้

ถ้าลึกลงไปในส่วนของรัฐมนตรีที่มาจากสายพลเรือนหลายคนก็ทำหน้าที่จนได้รับการยอมรับ แม้อีกบางส่วนจะยังไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม แต่เพราะนายกฯที่ค่อนข้างจะกระฉับกระเฉงและจี้งานตลอดจนทุกคนจะต้องเร่งมือไปด้วย

แต่ที่มีกล่าวถึงกันมากสักหน่อยก็คือ รัฐมนตรีที่มาจาก “ทหาร” ทั้งในฐานะพี่พ้องน้องเพื่อนหรือที่ร่วมวิชาชีพเดียวกันมาก่อน หลายคนน่าจะเป็นห่วงเพราะยังไม่สามารถบริหารงานอย่างโดดเด่นจนได้รับการยอมรับ

ต้องไม่ลืมว่าการเข้ามาทำหน้าที่ในฐานะผู้ร่วมบริหารประเทศของทหารนั้นถือว่าต้นทุนเท่ากับ “ศูนย์” เนื่องจากเคยเป็นแต่ทหารและไม่เคยบริหารประเทศมาก่อน

จึงถูกมองว่าเป็น “จุดอ่อน” อย่างหนึ่ง

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า เมื่อต้นทุนเป็นศูนย์จะทำหน้าที่รัฐมนตรีและบริหารประเทศไม่ได้ เพียงแต่เมื่อได้รับการแต่งตั้งแล้วก็ต้องเรียนรู้งาน เรียนรู้คน เรียนรู้งานเฉพาะด้านที่รับผิดชอบ รวมถึงการเรียนความเป็นไปทั้งปัจจุบันและความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย รู้ ปัญหาที่แท้จริง

จะว่าง่ายก็ง่ายจะว่ายากก็ยาก ขึ้นอยู่กับแต่ละคนมากกว่า

อยากจะยกตัวอย่างรัฐมนตรีที่มาจากทหาร 2 ท่านคือ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รัฐมนตรียุติธรรม และ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีศึกษา ที่สร้างความต่างอย่างชัดเจนในระหว่างรัฐมนตรีที่มาจากทหารด้วยกัน

สามารถเรียนรู้งานได้เร็ว แก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการ

ผลงานที่เกิดขึ้นจึงมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมและจับต้องได้จนถือว่าเป็น 2 รัฐมนตรีที่เป็นตัวช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์หายใจคล่องขึ้น

เพราะปัญหาของประเทศนี้ไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา ปัญหาความยุติธรรม ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแก้ไขกันอย่างจริงจังและเชื่อมต่อทั้งระบบ

ซึ่งเป็นตัวเสริมที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศเป็นจริงเป็นจังขึ้นมาได้.

"สายล่อฟ้า"

3 ส.ค. 2559 09:20 3 ส.ค. 2559 09:20 ไทยรัฐ