วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
หมอเปรมศักดิ์ อ้อน บิ๊กตู่ ให้ความเป็นธรรม ชูเป็นไอดอลไม่ก้มหัวให้สื่อ

หมอเปรมศักดิ์ อ้อน บิ๊กตู่ ให้ความเป็นธรรม ชูเป็นไอดอลไม่ก้มหัวให้สื่อ

  • Share:

ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น โพสต์เฟซฯ อ้อนนายกฯ ให้ความเป็นธรรม ชู 'บิ๊กตู่' เป็นไอดอลไม่ยอมก้มหัวให้สื่อฯ วอน ถือธงใช้ ม.44 นำปฏิรูปตรวจสอบสื่อเข้ม 6 ประการ

ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ นายกเทศมนตรีเมืองบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น แถลงผ่าน Facebook ส่วนตัวว่า ขอกราบขอบพระคุณนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ยึดหลักการบริหารประเทศด้วยหลักกฎหมาย และให้ความเป็นธรรม ไม่เต้นตามสื่อฯ และกระแสที่ยุให้ใช้ มาตรา 44 ปลดผมพ้นจากตำแหน่ง โดยได้ให้เป็นไปตามกระบวนการขั้นตอนทางกฎหมาย และระเบียบราชการ ซึ่งผมเองก็ยืนยันมาโดยตลอดว่า พร้อมที่จะถูกตรวจสอบตามระบบ และยอมรับผลการพิจารณาทุกประการ ไม่ใช่มาตัดสินชี้ถูกชี้ผิดข้างถนนแบบที่สื่อชี้นำให้ประชาชนเข้าใจผิด

การที่นายกรัฐมนตรีย้อนถามผู้สื่อข่าวว่า “ผมไม่รู้ เขาถอดจริงหรือเปล่าล่ะ” ผู้สื่อข่าวตอบว่า “จริง” นายกฯ กล่าวต่อว่า “แล้วเธออยู่กับเขาด้วยหรือเปล่าล่ะ” นักข่าวตอบกลับไปว่า “มีพยานค่ะ” นายกฯ กล่าวว่า “ถ้ามีพยานก็ไปฟ้องกันในศาล มาฟ้องอะไรผม ถ้าเธอยกให้ฉันตัดปัญหาทั้งหมดโดยใช้ มาตรา 44 ทีเดียวมันก็วุ่นตาย” นั้น ดร.นพ.เปรมศักดิ์ เห็นว่า เป็นบทสะท้อนว่า นายกรัฐมนตรีบริหารราชการประเทศตามหลักการนิติรัฐและนิติธรรม ไม่ใช่ตามแรงยุของสื่อฯ และแรงยุยงจากการสร้างกระแส อันมิชอบด้วยกฎหมาย

ดร.นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า ไม่ได้หวังจะให้นายกฯ มายึดให้ผมเป็นไอดอลแต่ประการใด แต่ผมเห็นว่า ในฐานะที่พลเอกประยุทธ์นั้น ได้ชื่อว่าไม่แคร์สื่อ และไม่ยอมสื่อ จนได้รับการขานรับสนับสนุนจากประชาชนอย่างกว้างขวาง ผมจึงหวังพึ่งบารมีนายกฯ ที่จะใช้ความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวเป็นผู้ถือธงนำในการสร้างประวัติศาสตร์ปฏิรูปสื่อ เพื่อประโยชน์สุขแก่ประเทศชาติและประชาชนสืบไป โดยหัวใจของการปฏิรูปสื่อก็คือ ต้องมีการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพราะสื่อมีบทบาทสำคัญไปทั่วทุกวงการ ทั้งการเมือง การปกครอง เศรษฐกิจ แวดวงบันเทิง ดาราศิลปิน กีฬาและสารพัด ชี้เป็นชี้ตายให้กับบ้านเมืองในทุกเรื่องได้ยิ่งกว่าอาชีพอื่นใด แต่ที่ผ่านมานั้น ไม่ต้องมีภาระความรับผิดชอบอันใดเลย

ต้องตรวจสอบอะไรข้อไหนบ้าง?

1.ตั้งแต่เรื่องคุณสมบัติการเข้าสู่ตำแหน่ง ต้องให้เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆ คือ ต้องร่ำเรียนเขียนอ่านจบมาโดยตรง จะได้มีคุณภาพ และอบรมเรื่องจรรยามารยาทกันมาให้ดี เพราะสื่อเป็นอาชีพเดียวในประเทศไทย ที่ใครเรียนจบมาสายไหนก็มาเป็นสื่อฯกันได้ หรือไม่ต้องเรียนอะไรมาก็ยังมาเป็นสื่อกันได้ ก็เลยมีสื่อไร้คุณภาพอยู่เป็นจำนวนมาก ส่วนองค์กรสื่อต้นสังกัด ควรต้องมีข้อกำหนดในด้านคุณสมบัติที่ต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและสาธารณชนเป็นหลัก ไม่ใช่องค์กรที่แสวงหากำไร โดยไม่มีภาระรับผิดชอบต่อสังคม

2.ต้องมีหน่วยงานราชการ หรือหน่วยงานเป็นกลางเชื่อถือได้ควบคุมส่งเสริมอาชีพสื่อ สามารถให้คุณให้โทษได้ จัดสอบและให้ใบอนุญาตเมื่อผ่านการสอบและมีคุณภาพตามเกณฑ์ จัดฝึกอบรมให้ความรู้และพัฒนา(Refresh) สม่ำเสมอ สอบต่อใบอนุญาตทุกระยะ เช่น ทุก 1 หรือ 2 ปี มีอำนาจในการเพิกถอนใบอนุญาตเมื่อกระทำผิด มีกติกาชัดเจนไม่ให้พวกแกะดำทำผิดวนเวียนกลับมายึดอาชีพได้อีก รวมทั้งให้หน่วยราชการ หรือ หน่วยงานที่เป็นกลางนี้สามารถลงโทษเปรียบเทียบปรับค่าเสียหาย เมื่อสื่อสร้างความเสียหายแก่ผู้ตกเป็นข่าว หรือ สาธารณชน

ส่วนองค์กรสื่อต้นสังกัดนั้น ควรต้องมีข้อกำหนดให้มีการตั้งเงินทุนสำรองไว้กรณีที่สื่อในต้นสังกัดไปสร้างความเสียหายให้กับแหล่งข่าว หรือสาธารณชน โดยให้มากพอที่จะบรรเทาความเสียหายได้

3.ต้องให้องค์กรอิสระและเป็นกลาง เช่น ป.ป.ช. ตรวจสอบการเงินของผู้สื่อข่าว และองค์กรสื่อต้นสังกัดว่า ได้มาโดยชอบหรือมิชอบ เพราะที่ผ่านมานั้น มีเสียงร่ำลือเป็นอันมากว่า สื่อบางคนบางประเภทใช้ฐานันดรสี่ไปมีอภิสิทธิ์เรียกรับเงิน หรือ ผลประโยชน์ตอบแทน นอกเหนืออำนาจหน้าที่ สร้างความมั่งคั่งเป็นร้อยล้านพันล้าน บางครั้งกว่าจะกลายเป็นเรื่องเป็นคดีถึงโรงถึงศาล ประเทศชาติก็เสียหายไปมากมายมหาศาลเกินจะเยียวยาแล้ว ทั้งนี้ ต้องให้อำนาจ ป.ป.ช. หรือ องค์กรอิสระทำนองเดียวกันนี้ตรวจสอบสื่อต้นสังกัดด้วย

4.ต้องมีข้อกำหนดเรื่องไม่ให้สื่อ และองค์กรสื่อต้นสังกัด กระทำการใดอันเป็นการขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of interest) เช่น ขอค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์จากหน่วยงานราชการ หน่วยงานปกครองท้องถิ่น ธุรกิจเอกชน บุคคลในแวดวงการต่างๆ แลกกับการไม่โจมตี ทำลายให้เสียหาย หรือการเชียร์การตีเมืองขึ้น ซึ่งเป็นพฤติการณ์ที่สร้างความอิดหนาระอาใจให้ทุกแวดวงการมายาวนาน
รวมไปถึงการจัดหาทุน จัดกอล์ฟ จัดโบว์ลิ่ง จัดทอล์กโชว์แล้วขายบัตรเรี่ยไรหน่วยงานราชการ เอกชน ประชาชนได้รับความลำบากสาหัสมานาน ตลอดจนการใช้โอกาสมงคลต่างๆ ของประเทศชาติมาแอบอ้างหาเงินค่าโฆษณา ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ก็จำใจต้องให้กันเรื่อยมา ทั้งที่ไม่ได้คุ้มค่าในการจ่ายเงินโฆษณาเลยแม้แต่น้อย

5.ต้องมีข้อกำหนดห้ามไม่ให้สื่อ หรือองค์กรสื่อต้นสังกัด กระทำการใดๆ ในทางใช้อำนาจหน้าที่ของสื่อไปมีอิทธิพลในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนชั้นลดชั้นของข้าราชการทุกระดับ เพราะที่ผ่านมาปรากฏว่าสื่อมักใช้อำนาจอิทธิพลในฐานะให้คุณให้โทษกับใครก็ได้ ไปฝากเด็กฝากย้ายฝากแต่งตั้งฝากตำแหน่งสารพัดกับข้าราชการ โดยเฉพาะแวดวงตำรวจ และครูอาจารย์เจอหนักที่สุด พอไม่ให้ก็ใช้สื่อในมือหาเรื่องโจมตีทำลาย พอให้ก็เสมอตัว รวมทั้งมีข้อกำหนดห้ามสื่อรับของขวัญของกำนัล หรือสิ่งของอื่นใด จากนักการเมือง องค์กรหน่วยงานต่างๆ เกินสมควร เพื่อตัดวงจรอุปถัมภ์ที่ดำรงกันมายาวนานในวงการสื่อไทย

ทั้งนี้รวมทั้งข้อห้ามไม่ให้สื่อได้สิทธิเดินทางไปศึกษาดูงาน หรือทัศนศึกษาในต่างประเทศกับองค์กรหน่วยงานต่างๆ เว้นแต่จะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณชน และสมควรต้องออกค่าใช้จ่ายเอง ไม่เป็นภาระแก่งบประมาณภาษีของประชาชนโดยใช่เหตุ

6.ต้องขจัดอิทธิพลสื่อที่ใช้ไปในทางมิชอบ และก่ออาชญากรรม ทั้งการหลบหนีภาษี ค้ายาเสพติด เปิดบ่อน เปิดสถานบันเทิงผิดกฎหมาย ตัดไม้ทำลายป่า แม้กระทั่งการติดสติกเกอร์ท้ายรถว่า "ข่าว" ก็ต้องเลิกให้อภิสิทธิ์กันได้แล้ว

ในเมื่อยุคสมัยนี้ ลูกชาย ผบ.ตร. ทำผิดกฎจราจรก็ต้องโดนจ่าจับ แล้วยังไม่ถึงเวลาอีกหรือที่จะเลิกให้อิทธิพลล้นฟ้าล้นแผ่นดิน ไปยันเรื่องกินเล็กกินน้อย ขี้เบ่งขี้อวดของสื่อทั้งหลายเสียที

ขอย้ำอีกครั้งว่าผมไม่ได้เหมารวมสื่อทั้งหมด เพราะในแวดวงสื่อด้วยกันนั้น สื่อดีๆจำนวนมาก ก็อิดหนาระอาใจ แมลงวันก็ยังต้องตอมแมลงวันกันเอง มาก็หลายเที่ยว แต่ยังไม่เคยมียุคสมัยใดที่จะปฏิรูปสื่อได้สำเร็จ ผมจึงหวังพึ่งบารมีของคนที่ไม่แคร์สื่อแบบ "บิ๊กตู่" นี่แหละครับ เอาเลยไม่ดีหรือครับ ประกาศเปรี้ยงไปเลยใช้ ม.44 ประกาศปฏิรูปสื่อ แล้วผมอยากฟังหน่อยซิ หากท่านนายกฯประกาศปฏิรูปสื่ออย่างนี้แล้ว มีใครมั่งไม่เห็นด้วยกับ 6 ข้อ ที่ผมเสนอไปนี้..?

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้