วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล่องคลองมหาสวัสดิ์ สัมผัสชีวิตชาวนาบัว

ริมคลองมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นแหล่งเพาะปลูกกล้วยไม้ นาข้าว สวนผลไม้ และนาบัว ชาวบ้านเปิดให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชม รับรายได้เสริมมาเลี้ยงครอบครัว

กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร รู้จักกันทั้งชาวไทยและชาวโลก อย่างนาบัว “ลุงแจ่ม” บ้านศาลาดิน ตำบลมหาสวัสดิ์ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เป็นต้น

นายปทุม สวัสดิ์นำ อายุ 83 ปี บอกว่า คลองมหาสวัสดิ์เป็นคลองลัดบางกรวย-บางกอกน้อย ไหลผ่านอำเภอพุทธมณฑลสู่แม่น้ำท่าจีนที่ตำบลงิ้วราย อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ระยะทางราว 28 กม.

คลองนี้ขุดในแผ่นดินรัชกาลที่ 4 เพื่อใช้เสด็จฯไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ หลังขุดคลองเสร็จ โปรดเกล้าฯ ให้เจ้าพระยาทิพากรวงศ์ฯ จับจองที่ดินว่างเปล่าสองฝั่งคลอง และให้สร้างศาลาริมคลอง สำหรับผู้สัญจรไปมาด้วย

ศาลาแห่งหนึ่งได้เขียนตำรายารักษาโรคต่างๆติดไว้ คนจึงเรียกกันว่า “ศาลายา” และยังมี “ศาลาดิน” และ “ศาลาทำศพ” ปัจจุบันเปลี่ยนเป็น “ศาลาธรรมสพน์”

ที่ดินริมคลองมหาสวัสดิ์ปัจจุบัน บางส่วนอยู่ในพื้นที่ตำบลศาลายาและตำบลมหาสวัสดิ์เป็นที่ดินที่ขึ้นอยู่กับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ นายปทุมบอกว่า “เมื่อปี พ.ศ.2518 สำนักงานปฏิรูปที่ดินได้เปิดให้ชาวบ้านเข้ามาจับจอง ให้เช่าซื้อ และยังออกใบถือสิทธิ์ให้ชาวบ้านครอบครองได้โดยมีเงื่อนไขว่า ชาวบ้านห้ามขายเชิงการค้า ส่งต่อให้ลูกหลานได้ ถ้าไม่ส่งต่อให้ลูกหลานก็ต้องคืนให้กับทางการ”

การปฏิรูปที่ดินนี้เป็นไปตาม “แนวพระราชดำริ” ในพระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ที่ทรงเห็นว่าชาวบ้านทำนาได้ปีละครั้ง ซ้ำยังขาดที่ทำกินเป็นของตนเอง จึงพระราชทานที่ดินส่วนพระองค์จำนวน 1,009 ไร่ ให้กับเกษตรกรทำมาหากิน โดยมีสำนักงานปฏิรูปที่ดินเป็นผู้ดูแลและจัดที่ทำกินให้ราษฎร

เงื่อนไขมีว่า ต้องทำการเกษตร เพราะต้องการให้เป็นพื้นที่สีเขียว เกษตรกรที่ได้ที่ “พระราชทาน” ต่างน้อมนำเอาแนวพระราชดำริมาเป็นที่ตั้ง แล้วปลูกข้าว พริก มะเขือ กะเพรา โหระพา มะพร้าว กล้วย ขนุน ส้มโอ พร้อมพืชผลทางการเกษตรอื่นๆ และส่วนหนึ่งใช้ทำนาบัว

อย่าง ลุงแจ่ม สวัสดิ์โต เดิมเคยทำนาข้าว ต่อมามองเห็นว่านาข้าวได้ผลปีละครั้ง ราคาข้าวก็ไม่แน่นอนทำให้รายได้ไม่แน่นอนไปด้วย จึงหันมาปลูกบัวเพราะเก็บผลผลิตได้ตลอดปี

ลูกสาวลุงแจ่มชื่อ ประไพ สวัสดิ์โต อายุ 57 ปี ย้อนอดีตให้ฟังว่า เมื่อก่อนเคยออกรับจ้างเก็บบัวหลวง ได้ค่าแรงวันละไม่กี่บาท ต่อมาหันมาทำนาบัว โดย “เราเริ่มทำเมื่อปี พ.ศ.2522 พันธุ์บัวสมัยนั้นเป็นบัวหลวง ซื้อจากเพื่อนบ้านบ้าง ปันเขามาบ้าง”

แรกๆก็พบว่า บัวหลวงขายไม่ค่อยดี เนื่องจากดอกใหญ่ แต่ดอกนิ่ม ไม่เป็นที่นิยมของลูกค้า ทำอยู่ประมาณ 3 ปีจึงเปลี่ยนพันธุ์บัวมาเป็น “ฉัตรบุษย์” กับ “ฉัตรบงกช” บัวสองพันธุ์นี้ได้รับความนิยมจากลูกค้าเท่าๆกัน และมีลักษณะเหมือนกันคือ เมื่อปล่อยให้ดอกแก่ ฝักจะลีบเล็กเหมือนกัน

ดังนั้น “ฉัตรบุษย์” และ “ฉัตรบงกช” จะปล่อยให้ดอกแก่เพื่อจะได้นำฝักไปขายเหมือนบัวหลวงไม่ได้

ขั้นตอนการทำนาบัวทำกันอย่างไร “คุณติ๋ว” บอกว่า การดำพันธุ์บัวครั้งแรก ต้องทำเทือกคือตีดินให้เหลวก่อน นำพันธุ์บัวไปดำระยะห่างกอละสองวา สูบน้ำเข้าไปเลี้ยงไว้ ครึ่งเดือนบัวจะแตกไหลออกมา ผ่านไปประมาณ 1 เดือนจะมีดอกประปราย กอบัวจะแผ่ออกไปเรื่อยๆ ประมาณ 2-3 เดือนก็เก็บผลผลิตได้ ผ่านไปประมาณ 4 เดือนต้องรื้อทิ้งแล้วปลูกใหม่

“เราต้องให้บัวเป็นสาวตลอด” คุณติ๋วเสริม

ถ้าปล่อยให้ต้นแก่โคนดอกจะสีดำ ใบบัวก็สีดำ แม่ค้าไม่รับซื้อ เพื่อให้มีรายได้ตลอดปี คุณติ๋วจึงแบ่งที่นาออกเป็นสองแปลง ปลูกบัวหมุนเวียนกัน ขณะที่แปลงหนึ่งเก็บผลได้ อีกแปลงหนึ่งก็ปลูกขึ้นมาใหม่ คำว่าปลูกใหม่สำหรับพื้นที่ของคุณติ๋วคือ เมื่อบัวแก่เต็มที่แล้วก็เอารถอีแต๋นลงย่ำให้เป็นแนว เว้นช่วงย่ำให้เป็นแถวไว้ บัวที่ถูกย่ำจะเน่าเปื่อยเป็นปุ๋ยไป ส่วนบัวที่เว้นไว้เป็นแนวนั้นจะแตกกอขึ้นมาใหม่ ขยายกอไปเรื่อยๆ จนเจริญเติบโตเก็บดอกได้

บัวต้องกินปุ๋ยเหมือนพืชอื่นๆ แต่ที่สำคัญคือ “ระดับน้ำ” นาบัวต้องหล่อน้ำไว้ลึกประมาณ 60 ซม. ถ้าระดับน้ำต่ำกว่า 60 ซม. ดอกบัวจะไม่โตตามต้องการ แต่ถ้าระดับน้ำสูงกว่า 60 ซม.ก็ได้เหมือนกัน บัวดอกใหญ่ดี แต่จะออกดอกน้อย

ดอกบัวจะออกมากน้อย นอกจากขึ้นอยู่กับปุ๋ยและระดับน้ำแล้ว ยังขึ้นอยู่กับสภาพอากาศด้วย ถ้าเป็นฤดูร้อนจะออกดอกมากทำให้ราคาถูก ถ้าฤดูหนาวจะออกน้อยทำให้ราคาดี อย่างราคาดอกบัวในเดือนมีนาคม พ.ศ.2559 ดอกละ 1–3 บาท ดอกใหญ่ราคาแพงสุด

ตลาดของคุณติ๋วอยู่ที่บ้าน เพราะมีแม่ค้ามารับไปขายที่ปากคลองตลาด “เดี๋ยวนี้แม่ค้าบ่นว่า เจ้าหน้าที่เขาจัดระเบียบใหม่ ไม่ให้วางขายเหมือนก่อน ทำให้ขายได้ลดลง แต่เขายังมารับไปขายเหมือนเดิม แต่ละวันเราเก็บได้แค่ไหน เขาก็รับไปเท่านั้น ส่วนราคาขึ้นลงเป็นไปตามความต้องการของตลาด”

ปลายทางของ “ดอกบัว” ในนาคุณติ๋วคือหิ้งพระ

แต่ดอกบัวไม่ได้ใช้บูชาพระอย่างเดียว ยังทำอะไรอื่นๆได้อย่างน่าอัศจรรย์ เป็นต้นว่า กลีบบัวนำมากินกับเมี่ยงคำ เกสรบัวเอามาแกงเลียง กลีบบัวเอามาชุบแป้งทอด ใบอ่อนๆเอามาจิ้มน้ำพริก

ใบบัวนำมาห่อข้าวใบบัว ดอกบัวบางชนิดที่แก่แล้วก็นำฝักไปกินได้ และ “ก้านบัวแก้ไซนัสได้ ตากแดดให้แห้ง แล้วเอามาสูบเหมือนยาสูบ” คุณติ๋วบอก

คุณติ๋วช่วย “ลุงแจ่ม” ทำนาบัวมานานปี เมื่อพ่อจากไปก็ไม่เคยคิดปันใจไปทำอย่างอื่น “เพราะเรารักอาชีพปลูกนาบัว รักดอกบัว ดอกบัวเขานำไปบูชาพระ เราทำตรงนี้ก็เหมือนทำให้คนอื่นได้สร้างกุศล ได้ทำบุญ เรานับถือศาสนาพุทธ”

พระคุณของดอกบัว “ลุงแจ่ม” เคยสอนว่า “ให้รักอาชีพปลูกบัว อย่าไปเหยียบย่ำดอกบัว เราเก็บขึ้นมาอย่าไปข้าม ถ้าไม่เอาก็ใส่เข่งเอาไปใส่โคนต้นไม้ นานไปก็จะได้เป็นปุ๋ย”

ปัจจุบันนาบัวของ “ลุงแจ่ม” มีคุณติ๋วเป็นผู้สืบทอด เป็นส่วนหนึ่งของรายการ “นำเที่ยว” ในคลองมหาสวัสดิ์ แต่ละวันนักท่องเที่ยวจะแวะเวียนเข้ามาชมดอกบัว สัมผัสกลิ่นอายของนาบัว คนที่ต้องการพายเรือออกไปเก็บดอกบัวด้วยมือตนเองก็มีเรือบริการให้ พอใจดอกไหนเก็บมาได้เลย เราคิดเงินแค่ดอกละ 1 บาทเท่าราคาส่ง

การเปิดรับนักท่องเที่ยว “เป็นอาชีพเสริมของเกษตรกร ก่อนพ่ออยู่เจ้าหน้าที่มาติดต่อขอนำนักท่องเที่ยวมาลง ท่านก็เลยรับให้นักท่องเที่ยวเข้ามา ท่านมีความสุขมากที่ได้ความรู้จากนักท่องเที่ยว”

นักท่องเที่ยวปัจจุบัน มีทั้งชาวไทยและต่างชาติ แม้เจ้าของนาบัวจะเก็บค่าเยี่ยมชมคนละ 10 บาท แต่ก็เป็นรายได้เสริมที่ดี และยังมีความสุขกับการพูดคุยคนที่มาเยี่ยมชม.

2 ส.ค. 2559 10:01 2 ส.ค. 2559 10:01 ไทยรัฐ