วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สมเด็จช่วงไม่เอี่ยวเบนซ์ ทนายยํ้า- 'สรรพสามิต' ชี้โทษครอบครองแค่ปรับ

ทนายวัดปากน้ำแถลงโต้ดีเอสไอ ระบุสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยรู้จักผู้เกี่ยวข้องกับการโอนรถเบนซ์โบราณ เตรียมทำหนังสือร้องถึง “บิ๊กตู่-บิ๊กต๊อก” ผู้บังคับบัญชาโดยตรง ส่วนจะฟ้องกลับหรือไม่ขึ้นอยู่กับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ด้านอธิบดีกรมสรรพสามิตจ่อฟันข้าราชการที่เกี่ยวข้อง หลังดีเอสไอระบุเอกสารที่ใช้จดประกอบเป็นเอกสารปลอม เผยโทษผู้นำเข้ารถเบนซ์โบราณปรับ 6 ล้านบาท ส่วนผู้ครอบครอง มีโทษเปรียบเทียบปรับ 2-10 เท่าของเงินภาษีที่ขาด หรือคิดเป็นเงิน 1.6 ล้านบาท

กรณี พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบ สวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมผู้เกี่ยวข้องแถลงผลการตรวจสอบการครอบครองรถเบนซ์โบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ กทม. และรถจากัวร์ แพนเธอร์โบราณของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ว่า มีความผิดเรื่องการเข้าครอบครอง ทำให้พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยรวมถึงเหล่าบรรดาองค์กรพุทธ เรียกร้องให้พระสงฆ์และพระธรรมทูตทั่วโลกออกมาแสดงพลังปกป้องพระพุทธศาสนา อ้างเหตุสถานการณ์ไม่ปกติ

ความคืบหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 1 ส.ค. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ หัวหน้าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นายนิธิต ภูริคุปต์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร และนายมเหสักข์ พันธ์สง่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษแถลงคืบหน้ารถหรูจดประกอบเลี่ยงภาษี

พ.ต.อ.ไพสิฐกล่าวว่า คดีครอบครองรถเบนซ์ โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ทราบว่า ทนายวัดปากน้ำออกมาให้ข้อมูลโต้ความบริสุทธิ์ใจในการเข้าครอบครอง ยืนยันว่าพนักงานสอบสวนดีเอสไอปฏิบัติตามขั้นตอนของกฎหมายทุกอย่าง ต้องรอการประเมินราคาจากกรมสรรพสามิตก่อนจึงจะสามารถดำเนินการตามขั้นตอนต่อไปได้ ในที่ประชุมมีการกำหนดแนวทางชัดเจนอยู่ ขณะที่ พ.ต.ท.กรวัชร์ เผยคดีการครอบครองรถจากัวร์-แพนเธอร์โบราณของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม ว่าดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษแล้ว เตรียมดำเนินการสอบสวนกับผู้เกี่ยวข้อง จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการแจ้งดำเนินคดีใดๆ

ด้านนายธรรมศักดิ์ ลออเอี่ยม ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางสรรพสามิต กรมสรรพสามิต เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ กรมสรรพสามิตจะส่งผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณให้ดีเอสไอ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอน สำหรับประเด็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรมสรรพสามิต แบ่งเรื่องดังกล่าวออกเป็น 2 กรณีคือ 1.การนำรถยนต์มาประกอบภายใน ประเทศและจดทะเบียนไม่ถูกต้อง มีโทษเปรียบเทียบปรับคิดเป็นเงิน 6 ล้านบาท อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าบริษัทหรือบุคคลใดเป็นผู้ประกอบรถยนต์คันดังกล่าว 2.ผู้ครอบครองมีโทษเปรียบเทียบปรับ
2-10 เท่าของเงินภาษีที่ขาด หรือคิดเป็นเงิน 1.6 ล้านบาท กรมสรรพสามิตเตรียมส่งเรื่องไปให้ดีเอสไอในฐานะเจ้าของคดีดำเนินการ

นายสมชาย พูลสวัสดิ์ อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่าอยู่ระหว่างรอผลการสอบสวนของเจ้าหน้าที่อย่างเป็นทางการ เพื่อตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงในฝั่งของข้าราชการกรมสรรพสามิต พิจารณาจากเอกสารทั้งหมด โดยเฉพาะประเด็นที่ดีเอสไอระบุว่า เอกสารที่ใช้ในการจดประกอบเป็นเอกสารปลอม แต่เหตุใดเจ้าหน้าที่กรมสรรพสามิตถึงอนุมัติให้เป็นรถยนต์จดประกอบได้ถูกต้องตาม กฎหมาย ตรวจสอบพบยังมีรถยนต์จำนวนมากที่ดำเนินการอย่างไม่ถูกต้องตามกฎหมายสรรพสามิต

ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายของวัด แถลงข่าวชี้แจงกรณีครอบครองรถเบนซ์โบราณว่า ขณะนี้ดีเอสไอยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหากับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์แต่อย่างใด ส่วนกรณีผลประชุมร่วมระหว่างพนักงานสอบสวนกับอัยการของดีเอสไอที่ระบุรถคันดังกล่าวผู้ครอบครองจะมีความผิดตาม ม.161 (1) พ.ร.บ.สรรพสามิต พ.ศ.2557 นั้น ขอชี้แจงว่า มาตราดังกล่าวระบุไว้ชัดเจนว่า ผู้ครอบครองจะต้องรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบ แต่ความจริงสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ท่านไม่มีส่วนรู้เห็น อีกทั้งไม่เคยรู้จักบุคคลที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ผู้รับโอนหรือมอบอำนาจ ทั้งนี้พยานปากสำคัญของพนักงานสอบสวนในคดีนี้เคยให้สัมภาษณ์ว่าสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ท่านไม่มีส่วนรู้เห็น

นายสมศักดิ์กล่าวต่ออีกว่า จากการแถลงข่าวของ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ และ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค ระบุผู้ครอบครองรถคันดังกล่าวอาจมีความผิดเข้าข่าย ม.161 (1) พ.ร.บ.สรรพสามิต และม. 137 ม.267 ประกอบ ม. 83 ตามประมวลกฎหมายอาญา แต่เมื่อประชุมร่วมกับอัยการเมื่อวันที่ 28 ก.ค. กลับมีผลออกมาขัดแย้งกัน เห็นว่าการกระทำของ พ.ต.อ.ไพสิฐ และ พ.ต.ท.กรวัชร์ กระทบสิทธิและละเมิดสิทธิสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทำให้เกิดความเข้าใจว่าท่านมีความผิดตามข้อกล่าวหาดังกล่าวไปแล้ว ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ทั้งยังไม่ชอบด้วยกฎหมายตามข้อบังคับคณะกรรมการคดีพิเศษ ข้อ 5 ด้วย ถือว่าเป็นการใช้สิทธิชี้แจงโดยไม่สุจริต

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเรื่องนี้จะกระทบต่อการนำชื่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อสถาปนาเป็นสมเด็จพระสังฆราชหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก็เห็นกันอยู่ว่ากระทบหรือไม่ รวมถึงความวุ่นวายต่างๆในขณะนี้ อยากวิงวอนให้อธิบดีดีเอสไอชี้แจงด้วย ขณะเดียวกันตนต้องใช้สิทธิของฝ่ายกฎหมายของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ รวบรวมหลักฐานชี้แจงข้อเท็จจริงไปยังนายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรมที่เป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของดีเอสไอ ส่วนจะมีการฟ้องกลับหรือไม่นั้น ต้องนำข้อมูลทั้งหมดเข้ารายงานต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ก่อน

มีรายงานว่าระหว่างการแถลงข่าว ทีมงานของนายสมศักดิ์แจกเอกสารบันทึกถ้อยคำของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ที่ตอบข้อซักถามของพนักงานสอบสวนดีเอสไอ เมื่อครั้งที่ทางดีเอสไอเดินทางมาที่วัดปากน้ำฯ เมื่อวันที่ 23 มี.ค.59 ในเอกสารดังกล่าวสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ยืนยันว่ารู้จักแค่พระมหาศาสนมุนี หรือหลวงพี่แป๊ะเท่านั้น ไม่รู้จักบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถเบนซ์โบราณ ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเอกสารการจดทะเบียนโอนรถยนต์คันดังกล่าว พร้อมระบุยินดีตอบประเด็นข้อสงสัยด้วย โดยขอให้สอบถามเป็นหนังสือผ่านนายสมศักดิ์ โตรักษา ในฐานะผู้รับมอบอำนาจ เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมภูริปาโล เมืองพุทธคยา รัฐพิหาร ประเทศอินเดีย คณะพระธรรมทูตไทยได้ร่วมประชุมและหารือเกี่ยวกับความอยู่รอดของพระพุทธศาสนาในประเทศไทยในปัจจุบันและทิศทางยุทธศาสตร์การรักษาพระพุทธศาสนาในอนาคต โดยมีพระเทพโพธิวิเทศ เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา หัวหน้าพระธรรมทูตไทยสายประเทศอินเดีย-เนปาล เป็นประธานการประชุม โดยผลการประชุมมีความห่วงใยต่อความมั่นคงในปัจจุบันและความอยู่รอดในอนาคต ในอดีตพระพุทธศาสนาล่มสลายไปจากอินเดีย มาจาก 2 ประเด็นหลักคือ ภัยภายใน และภัยภายนอก การแตกความสามัคคีของคนในพระพุทธศาสนาเอง เป็นนิกายต่างๆ แตกเป็นก๊กเป็นเหล่าและทำให้อ่อนแอ จึงทำให้บุคคลภายนอกหรือต่างศาสนามาแทรกแซงได้ง่าย การจะทำให้พุทธศาสนาอยู่ได้นั้น ทุกภาคส่วนของพุทธบริษัทสี่จะต้องร่วมมือกัน

ขณะที่ชมรมพระนักศึกษาไทยในแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย ออกแถลงการณ์ว่า 1.ขอให้รัฐบาลไทยให้ความเคารพต่อคณะสงฆ์และช่วยกันพิทักษ์ปกป้องพระพุทธศาสนา โดยให้ศึกษาสาเหตุความเสื่อมของพระพุทธศาสนาในชมพูทวีป เป็นอุทาหรณ์ 2.คณะพระนักศึกษาไทยในแดนพุทธภูมิ ประเทศอินเดีย พร้อมเข้าร่วมเจริญพระพุทธมนต์ครั้งใหญ่ที่ประเทศ ไทย ตามที่ส่วนกลางกำหนดวันเวลาแน่นอน

ทนายวัดปากน้ำแถลงโต้ดีเอสไอ ระบุสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ไม่มีส่วนรู้เห็น ไม่เคยรู้จักผู้เกี่ยวข้องกับการโอนรถเบนซ์โบราณ เตรียมทำหนังสือร้องถึง “บิ๊กตู่-บิ๊กต๊อก” ผู้บังคับบัญชาโดยตรง 2 ส.ค. 2559 07:46 2 ส.ค. 2559 07:46 ไทยรัฐ