วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ปนัดดาเผยผลสอบ จำนำข้าว'ปู'ทำเจ๊ง2.86แสนล้าน จ่อฟ้องแพ่ง-ชงอายัดทรัพย์

ปนัดดาเผยผลสอบ จำนำข้าว'ปู'ทำเจ๊ง2.86แสนล้าน จ่อฟ้องแพ่ง-ชงอายัดทรัพย์

  • Share:

“ปนัดดา” นำทีมแถลง กก.ชุด “จิรชัย มูลทองโร่ย” สรุปยอดรัฐบาล “ปู” ทำจำนำข้าวเจ๊ง 2.86 แสนล้านบาท พ่วงขายข้าวจีทูจีของ “บุญทรง” กับพวกอีกกว่า 1.8 หมื่นล้านบาท จ่อรายงานที่ประชุมนบข. เดินหน้าเรียกค่าเสียหายทางแพ่งต่อ พณ.เล็งหารือกรมบังคับคดี-ปปง.-อัยการ ลงดาบซ้ำยึดหรืออายัดทรัพย์ “ประวิตร” ลั่นทหารไม่มีใบสั่งประชามติ ประกาศชัดไม่เคยคิดเสียบนายกฯ แทน “น้องเลิฟ” ตามที่ “ปึ้ง” มโน “สุรพงษ์” ปัดข้อหาเสี้ยมสองบิ๊กชนกัน “นิพิฏฐ์” ย้ำไม่รับ รธน.สืบอำนาจ วางร่างทรง ส.ว.ลากตั้งคุมเบ็ดเสร็จ “เทือก” อวยแหลก ส.ว.ลากตั้งมีแต่น้ำดี “เสรี” ชงถ้าประชามติไม่ผ่านให้ยึด รธน.57 เป็นพิมพ์เขียวยกร่างใหม่ “มีชัย” นัดรวมพล กรธ.เกาะติดผล ทำใจกับการตัดสินใจของประชาชน กรธ.ปัดสวะคนไม่สนใจเนื้อหาเพราะรอนักการเมืองชี้นำ คสช.ยันครบ 7 วันปล่อยตัว “ทัศนีย์”

ความคืบหน้าในการตรวจสอบความผิดทางละเมิดโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ล่าสุดคณะกรรมการฯสรุปตัวเลขความเสียหายในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ 286,639 ล้านบาท และในส่วนของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์กับพวก ในโครงการขายข้าวจีทูจี อีก 18,743 ล้านบาท

เคาะรัฐบาล “ปู” ทำเจ๊ง 2.86 แสน ล.

เมื่อเวลา 14.00 น.วันที่ 1 ส.ค.ที่ทำเนียบรัฐบาล ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงความผิดทางละเมิด จากโครงการรับจำนำข้าว เข้ารายงานตัวเลขความเสียหายโครงการรับจำนำข้าว ว่า ตัวเลขที่ได้รับการยืนยันพบว่าความเสียหายจากการบริหารจัดการโครงการรับจำนำข้าวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี อยู่ที่ 286,639 ล้านบาท ส่วนของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์และพวก อยู่ที่ 18,743 ล้านบาท ส่วนตัวเลขการระบายข้าวในสต๊อกของฝ่ายบริหารในอดีต รับมอบข้าวเข้ามา 13.3 ล้านตัน แต่ส่งออกไม่ถึง 1 ล้านตัน คงค้างในคลัง 13 ล้านตัน

เตือนสติ ขรก.ต้องรับผลการกระทำ

ม.ล.ปนัดดากล่าวต่อว่า จะนำตัวเลขที่ได้รับรายงานนี้รายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ในวันที่ 3 ส.ค. ยืนยันว่าเราทำงานด้วยความบริสุทธิ์ใจ ตรงไปตรงมา ไม่เคยมีคำสั่งที่ลำเอียงหรือเลือกปฏิบัติ เมื่อถามว่าตัวเลขนี้เป็นตัวเลขที่จะออกคำสั่งเรียกค่าเสียหายทางแพ่งกับบุคคลที่เกี่ยวข้องใช่หรือไม่ ม.ล.ปนัดดาตอบว่า เป็นตัวเลขที่ผ่านขั้นตอนที่พิจารณาด้วยความรอบคอบถี่ถ้วนจากทุกภาคส่วน ความรับผิดชอบนี้เป็นภาพรวมที่จะเกิด ส่งผลกระทบต่อประเทศและประชาชน ผลได้ผลเสียทุกอย่างเป็นสิ่งเตือนใจว่าการทำงานของภาครัฐจากหน่วยงานหนึ่งหน่วยงานใด ผลที่ตามมาต้องรับผิดชอบร่วมกัน ดังนั้นการใช้อำนาจรัฐต้องรอบคอบถี่ถ้วนไม่รีบเร่งผลีผลาม บทเรียนครั้งนี้จะสอนข้าราชการใหม่ๆต่อไป ว่าไม่ใช่ทำอะไรตามอำเภอใจ

ขอถกตัวเลขส่วน “ยิ่งลักษณ์” อีกรอบ

นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองปลัดประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า เป็นการรายงานสถานการณ์เรื่องข้าว แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ความเสียหายในส่วนของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ 286,639 ล้านบาท ซึ่งเคยให้การต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไป แต่ต้องรอคณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง ที่มีอธิบดีกรมบัญชีกลางเป็นประธาน พิจารณาอีกรอบหนึ่ง ในส่วนของนายบุญทรง ที่เป็นค่าเสียหายจากการขายข้าวแบบจีทูจี จำนวน 18,743 ล้านบาท แต่คณะกรรมการพิจารณาความรับผิดทางแพ่ง พิจารณาแล้วเห็นว่าควรปรับเพิ่มเรียกค่าเสียหายกับผู้ที่เกี่ยวข้องเป็น 20,000 ล้านบาท และเรื่องการระบายข้าวในสต๊อก และข้าวคงเหลือในสต๊อกของรัฐบาลในอดีต โดยทั้งหมดจะรายงานต่อที่ประชุม นบข.รับทราบ วันที่ 3 ส.ค.

จ่อยึด–อายัดทรัพย์ “บุญทรง” กับพวก

นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า ทำร่างหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครองเสนอต่อนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เพื่อลงนามแล้ว จากนั้นจะส่งหนังสือแจ้งคำสั่งทางปกครองให้นักการเมืองและข้าราชการรวม 6 ราย เพื่อให้ชดใช้ค่าเสียหาย โดยต้องชำระค่าเสียหายภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับหนังสือ หากไม่ชำระตามกำหนดจะมีหนังสือแจ้งเตือนไปอีกภายใน 15 วัน แต่หากยังไม่ชดใช้ก็จะออกหนังสือแจ้งมาตรการบังคับทางปกครอง ในขั้นนี้ต้องหารือกับตัวแทนกรมบังคับคดี คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และสำนักงานคณะกรรมการอัยการ เพื่อพิจารณาว่าจะยึดทรัพย์ หรืออายัดทรัพย์ได้หรือไม่ ซึ่งทั้ง 6 รายสามารถยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งทางปกครองได้ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนักการเมืองและข้าราชการ 6 คน ได้แก่ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ พ.ต.นพ.วีระวุฒิ วัจนะพุกกะ อดีตเลขานุการ รมว. พาณิชย์ นายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายทิฆัมพร นาทวรทัต อดีตรองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ นายอัครพงศ์ ทีปวัชระ อดีตผู้อำนวยการสำนักการค้าข้าวต่างประเทศ

“ประวิตร” ลั่นไม่มีใบสั่งประชามติ

ส่วนสถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้ายก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญวันที่ 7 ส.ค. เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวว่า ยังเหมือนเดิมไม่มีอะไรเข้มข้นขึ้น ยืนยันทหารไม่มีใบสั่งอย่างใดอย่างหนึ่งในเรื่องนี้ ทุกอย่างว่าไปตามความเห็นชอบของประชาชน ใครชอบก็รับ ไม่ชอบก็ไม่รับ เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงมหาดไทยส่งหนังสือ ถึงผู้ว่าฯทั่วประเทศให้ระวังเหตุการณ์สร้างความวุ่นวาย พล.อ.ประวิตรตอบว่า ต้องระวัง เชื่อว่าประชาชนทุกคนเข้าใจ มีเพียงนักข่าวที่ไม่เข้าใจ ยืนยันว่าไม่มีเหตุการณ์ สร้างความวุ่นวาย ตนดูแลในภาพรวมความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ เชื่อว่าไม่มี

ไม่มีทำโพลมุ่งเดินตามโรดแม็ป

เมื่อถามว่ารัฐบาลได้ทำผลสำรวจความเห็นประชาชน ว่าจะรับหรือไม่รับหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ไม่มีการทำโพล ไม่ได้ลุ้นอะไรกับการทำประชามติครั้งนี้ ทุกอย่างเขียนไว้แล้วว่าต้องเป็นไปตามโรดแม็ป จะมีการเลือกตั้งในปี 2560 แน่นอน ทุกคนอยากให้มีการเลือกตั้ง รัฐบาลก็เดินไปตามนั้น ส่วนที่บอกว่านายกฯต้องรับผิดชอบหากประชามติไม่ผ่านนั้น เป็นคนละเรื่องกัน เพราะนายกฯไม่ใช่คนคิดเองว่ารัฐธรรมนูญต้องทำประชามติ อย่าเอาไปเปรียบเทียบกับประชามติของประเทศอังกฤษ เพราะไม่เหมือนกัน

ไม่คิดเสียบนายกฯแทน “น้องเลิฟ”

พล.อ.ประวิตรกล่าวอีกว่า สำหรับตนนอนหลับปกติ ไม่ได้ปวดหัว นายกฯอาจจะแบกคนเดียวเลยต้องเหนื่อยหน่อย ตนเบาลงหน่อย เพราะเป็นรองนายกฯไม่ได้รับผิดชอบมากเท่าคนเป็นนายกฯ แต่ก็ต้องดูแลความสงบเมื่อถามถึงกรณีที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศ และแกนนำพรรคเพื่อไทย แนะนำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้โอกาส พล.อ.ประวิตรขึ้นมาเป็นนายกฯแทน พล.อ.ประวิตรตอบว่า เป็นความพยายามของนายสุรพงษ์ ใครพูดก็ต้องรับผิดชอบ ยืนยันว่ากับ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้มีปัญหาอะไร อยู่กันมาตั้งแต่เด็ก คุยกันทุกวัน ไม่ทราบว่านายสุรพงษ์มีแผนอะไร คิดไปเอง อยากคิดก็คิดไป ตนไม่มีความเหมาะสมที่จะเป็นนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์มีความเหมาะสมกว่า ยืนยันว่าจะไม่เป็นนายกฯ มีหน้าที่ช่วยเหลือนายกฯ หากนายกฯไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ ตนก็ไม่เป็นนายกฯ

“บิ๊กป๊อก” วอนอย่าให้ใครจูงจมูก

ที่กระทรวงมหาดไทย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ศูนย์รักษาความสงบฯยังไม่ได้รับรายงานเหตุการณ์ความรุนแรง แต่มีการสร้างความสับสน จึงมอบหมายให้ใช้กลไกทางกฎหมาย และกลไกของกระทรวงมหาดไทย ดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ส่วนการจัดเวทีแสดงความคิดเห็นภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อยากฝากถึงประชาชนว่าสิทธิการลงประชามติ เป็นของประชาชนโดยตรง ขอให้ใช้วิจารณญาณด้วยตนเอง อย่าปล่อยให้ใครมาชักจูง โน้มน้าวว่าต้องรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

“ปึ้ง” ปัดข้อหาเสี้ยมสองบิ๊กชนกัน

ขณะที่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกฯและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ข้อเสนอให้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ขึ้นเป็นนายกฯแทน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯนั้น ไม่ได้คิดจะเสี้ยมให้ทะเลาะหรือแย่งชิงตำแหน่งกัน แต่เป็นการเสนอทางออก เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ คสช.ต้องทำหน้าที่ตามโรดแม็ป อยู่ต่อไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว จนกว่าจะได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ คสช.ต้องไม่ลืมว่าหากเกิดความผิดพลาดประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญ ผู้ที่ต้องแสดงความรับผิดชอบสูงสุดคงหนีไม่พ้นหัวหน้า คสช. ต้องแสดงสปิริตความรับผิดชอบด้วยการลาออก แล้วสลับเปลี่ยนให้ พล.อ.ประวิตรขึ้นทำหน้าที่แทน จะดูสง่างามมากกว่า

ยก “บิ๊กป้อม” เป็นนายกฯได้ฉลุย

นายสุรพงษ์กล่าวต่อว่า การที่ พล.อ.ประวิตรระบุว่า ไม่เคยคิดจะเป็นนายกฯนั้น ฟังแล้วยิ่งสบายใจ เพราะต้องเป็นด้วยเหตุแห่งความจำเป็น เพื่อให้ภาพลักษณ์ คสช.ออกมาดูดีในสายตาประชาคมโลก และถือโอกาสปรับ ครม.ชุดใหม่ที่มีฝีไม้ลายมือ เข้ามาทำงานอีก 1 ปี 6 เดือน พล.อ.ประวิตรสามารถทำหน้าที่ได้อย่างสบายใจ เพราะมีรัฐธรรมนูญชั่วคราวคุ้มครองจากการนิรโทษกรรมตนเองไว้แล้ว และยังมีมาตรา 44 เป็นเครื่องมือที่ทรงอานุภาพ ส่วน พล.อ.ประยุทธ์เป็นนายกฯมานานกว่า 2 ปี ถือว่าทำลายสถิตินายกฯที่มาจากทหารแล้ว รองจาก พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ

“วัฒนา” เย้ยของดีคงไม่มีคนค้าน

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ถ้าดีทำไมมีแต่คนค้าน” ตอนแรกที่ออกมาคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญ ถูกควบคุมตัวไปปรับทัศนคติหลายครั้ง และยังถูกใส่ร้ายด้วยวาทกรรมว่าเป็นเพราะนักการเมืองเสียประโยชน์ หรือนักการเมืองกลัวยาแรง และมีไม่กี่คนเท่านั้น แต่คนที่ออกคัดค้านมากกว่านักการเมืองกลับเป็นนักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย นิสิต นักศึกษา และประชาชนทั่วไป จึงขอตั้งคำถามไปยังฝ่ายที่เห็นชอบว่า เหตุใดพลังบริสุทธิ์ที่ไม่มีส่วนได้เสียทางการเมือง ทั้งยังเป็นผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น จึงพร้อมใจกันออกมาคัดค้านไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเหตุผลง่ายๆ แค่นี้ยังคิดไม่ออก ก็ปล่อยให้เผด็จการจูงจมูกต่อไป

หวังผู้มีอำนาจจะรักษาคำมั่น

นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ไม่เห็นด้วยกับการทำงานของผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจควบคุมกลุ่มผู้มีความเห็นต่าง ควรแสดงความมีน้ำใจเป็นสุภาพบุรุษปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม ขอให้ผู้มีอำนาจใช้สติไตร่ตรองกระบวนการตัดสินใจใหม่ เพราะไม่ว่าผลจะออกมาอย่างไรประเทศไทยก็ต้องเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งภายในปี 2560 ถือเป็นพันธะสัญญาที่ผู้มีอำนาจให้คำมั่นกับประชาชน ถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านก็ต้องมีกฎหมายลูกเพื่อการเลือกตั้ง หากไม่ผ่าน การเลือกตั้งก็ต้องเกิดขึ้นตามที่ผู้มีอำนาจให้คำมั่นกับประชาชน ไม่เชื่อว่าจะกล้าผิดคำพูด เชื่อว่ารัฐธรรมนูญที่นำมาใช้ใหม่ต้องดีกว่าฉบับที่ลงประชามติ เพราะประชาชนได้แสดงเจตนารมณ์แล้วว่าไม่เอารัฐธรรมนูญอย่างที่ร่างกันมา

เหน็บ ศก.ทหารอู้ฟู่สวนทางชาวบ้าน

ด้าน น.ส.อนุตตมา อมรวิวัฒน์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่ทีมเศรษฐกิจรัฐบาล ระบุว่า ทำงานมา 10 เดือน มีผลงานมากกว่ารัฐบาลในอดีต 5 ปี น่าจะฝืนความรู้สึกประชาชนส่วนใหญ่ที่กำลังเดือดร้อนหนัก ตามหลักการหากบอกว่าผลงานด้านเศรษฐกิจดี ต้องมีตัวเลขมาแสดง ไม่ใช่พูดลอยๆแบบการตลาดที่จับต้องไม่ได้ ถ้าตัวเลขจีดีพียังโตแค่ร้อยละ 2-3 การส่งออกยังติดลบจากปีที่แล้ว และการลงทุนยังหดหาย น่าจะเรียกว่าเป็นปัญหามากกว่าผลงาน เพราะประชาชนจำแทบไม่ได้ว่าทีมเศรษฐกิจรัฐบาลชุดนี้ ได้ทำอะไรลงไปบ้าง ได้ยินประชาชนเรียกร้องอยากให้รัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประชาชน ให้เหมือนกับทำให้ทหาร เพราะปัจจุบันทหารมีฐานะดีมาก จนประชาชนอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ ลงมาคุมเศรษฐกิจเอง

“นิพิฏฐ์” ย้ำไม่รับ รธน.สืบอำนาจ

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เหตุผลที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีอคติต่อนักการเมืองเกือบทุกด้าน และยังให้ ส.ว. มาจากการแต่งตั้งของ คสช.โดยกำหนดให้ ผบ.เหล่าทัพเข้าไปเป็น ส.ว.โดยตำแหน่ง ตามมาตรา 269 (1) (ค) ย้อนไปสู่ยุคจอมพลถนอม กิตติขจร ทั้งที่เจตนารมณ์การมี ส.ว. คือต้องการคนที่เป็นกลางทางการเมือง ต้องไม่เป็นสภาผัวเมีย แต่ทหารยังให้ ผบ.เหล่าทัพเข้ามาคุมเสียง ส.ว.สรรหา เท่ากับทำลายเจตนารมณ์การมี ส.ว. และเป็นการสืบทอดอำนาจ คสช. ผ่าน ส.ว.ด้วย ขณะที่มาตรา 168 กำหนดให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องพ้นจากหน้าที่ กรณีใช้งบแปรญัตติ หรือใช้งบผิดประเภท และให้ปลัดกระทรวงเลือกกันเองหนึ่งคนเพื่อเป็นนายกฯรักษาการ ถือเป็นการทำลายแก่นของระบอบประชาธิปไตย หลักต้นแบบประชาธิปไตยมาจากการเสียภาษีของประ-ชาชน แต่ร่างฉบับนี้กลับตาลปัตร ยอมให้ข้าราชการใช้จ่ายภาษีผ่านตำแหน่งนายกฯที่เลือกกันเอง โดยไม่ผ่านประชาชนได้

วางร่างทรง ส.ว.ลากตั้งคุมเบ็ดเสร็จ

นายนิพิฏฐ์กล่าวอีกว่า ที่สำคัญหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ต้องร่างแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ให้เสร็จภายใน 120 วัน เป็นการยกระดับขึ้นเป็นกฎหมาย ไม่ใช่แค่นโยบาย โดยจะมีผลบังคับใช้ ให้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งต้องทำตาม ทั้งที่ยุทธศาสตร์นี้ออกแบบโดยรัฐบาลทหาร แม้ผู้เกี่ยวข้องจะชี้แจงว่าแผนยุทธศาสตร์นี้สามารถแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้ แต่ถามว่าโดยข้อเท็จจริงแล้วในเมื่อเขาคุม ส.ว. 250 คนในมือ เปรียบเป็นพรรคการเมืองหนึ่ง การปรับปรุงแก้ไขกฎหมายใดทำได้ยากหากเขาไม่เอาด้วย จึงเป็นการมัดมือชกรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง อีกเรื่องที่สำคัญ คือ คำถามพ่วง ที่ให้ ส.ว.สรรหาโหวตเลือกนายกฯร่วมกับ ส.ส.ที่มาจากการเลือกตั้งได้ สุดท้าย ส.ว.จะเป็นฐานของผู้มีอำนาจ เป็นเหมือนพรรคการเมืองใหญ่พรรคหนึ่ง ที่มีตุนไว้แล้วก่อนการเลือกตั้ง

ห่วง รธน.เปิดช่องเอื้อคนทุจริต

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงประเด็นการถอดถอนนักการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญ ว่า กรณีบุคคลที่ถูกถอดถอนจากคดีจำนำข้าว ทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายบุญทรง เตริยาภิรมณ์ นายภูมิ สาระผล นายมนัส สร้อยพลอย ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะยกประโยชน์ให้คนเหล่านี้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 50 ห้ามไม่ให้บุคคลเหล่านี้เข้าสู่การเมืองไปตลอดชีวิตในมาตรา 102 (14) และมาตรา 174 แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับตัดออกทั้งที่กระบวนการถอดถอนสิ้นสุดยุติแล้ว บุคคลเหล่านี้มีพฤติกรรมส่อในทางทุจริต ถ้าไม่เรียกว่ายกโทษให้จะเรียกว่าอะไร เพราะในมาตรา 98 ได้ตัดข้อความที่ตัดสิทธิเดิมออกทั้งหมด

“เทือก” อวย ส.ว.ลากตั้งมีแต่น้ำดี

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กว่า เห็นด้วยกับคำถามพ่วงประชามติที่ให้ ส.ว.สรรหาร่วมโหวตเลือกนายกฯ เนื่องจากกระบวนการปฏิรูปประเทศ บุคคลสำคัญที่สุด คือ นายกฯคนต่อไป และ ส.ว.เหล่านี้ไม่มีข้อห่วงใยเรื่องผลประโยชน์ทางการเมือง มีความอิสระ ยึดประโยชน์ประเทศ แต่หากปล่อยให้นักการเมืองเลือกนายกฯกันเอง ไม่รู้จะลงเอยอย่างไร เคยมีประสบการณ์ในฐานะผู้จัดการรัฐบาล มีความยุ่งยากมาก ตกลงกันได้แล้วยังมีคนคัดค้านก่อเหตุวุ่นวายไปทั้งประเทศ เมื่อไม่ต้องการให้เกิดวิกฤติเช่นนั้นอีก ต้องการให้เวลานักการเมือง พรรคการเมืองมีโอกาสตั้งตัว ตั้งสติ ปรับเนื้อปรับตัวให้เข้ากับยุคปฏิรูปประเทศไทย

“มีชัย” นัดรวมพล กรธ.เกาะติดผล

ช่วงบ่ายที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า วันที่ 7 ส.ค. หลัง กรธ.ทุกคนไปลงประชามติแล้ว ได้นัดเจอกันที่รัฐสภา เพื่อไปดูหน่วยออกเสียงที่ใกล้รัฐสภาว่านับคะแนนอย่างไร สถานการณ์ขณะนี้ไม่ใช่แค่สร้างวาทกรรมอย่างเดียว แต่สร้างสิ่งที่ทำให้เกิดความสงสัยในเชิงหลอกลวงประชาชน อาทิ กล่าวหาว่าเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลดพระราชอำนาจ ซึ่งไม่จริง คนที่บิดเบือนเรื่องนี้ถือว่าใจร้าย หลอกลวงประชาชนที่ไม่ค่อยได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญมาตั้งแต่ต้น ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ วิจารณ์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ กลไกปราบโกงอ่อนแอลงนั้น ถามว่าทำให้อ่อนแอ ตรงไหน เพราะ ป.ป.ช.ยังอยู่ และมีอำนาจปราบข้าราชการมากขึ้น ไม่ใช่แค่ปราบนักการเมืองอย่างเดียว

ทำใจกับการตัดสินใจประชาชน

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนการอุทธรณ์คดีทุจริตในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มาจากความตกลงระหว่างประเทศที่ทำกันมาเมื่อปี 2539 พอมาถึงร่างรัฐธรรมนูญของ กรธ.ในร่างแรกก็เขียนว่าอุทธรณ์ได้เฉพาะข้อกฎหมาย ต่อมา ครม.ยื่นข้อเสนอมาว่า ขอแก้ตรงนี้ เพื่อให้เป็นไปตามหลักสากล โดยพิจารณาได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ได้คิดจะเล่นงานใครโดยเฉพาะเจาะจง ต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับ ทุกฝ่าย เมื่อถามว่า ท่าทีพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นผลร้ายต่อเสียงโหวตหรือไม่ นายมีชัยตอบว่า เชื่อว่า ประชาชนตัดสินบนพื้นฐานประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า ถ้าจะเชื่อนักการเมืองเพียงอย่างเดียวโดยไม่สนใจเนื้อหาก็อาจจะอันตราย แต่อย่าไปประมาทความรู้สึกนึกคิดประชาชน สุดท้ายประชาชนลงคะแนนออกมาอย่างไร ก็ควรสบายใจ เกิดอะไรก็ต้องทำใจ เพราะประชาชนได้ตัดสินใจแล้ว

กรธ.ปัดสวะคนไม่รู้เนื้อหารอผู้ชี้นำ

ที่รัฐสภา นายชาติชาย ณ เชียงใหม่ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การออกเสียงประชามติตามหลักสากล ประชาชนที่มีสิทธิออกเสียง ต้องรับรู้และมีข้อมูลเรื่องการลงประชามตินั้นถึง 60-70 เปอร์เซ็นต์ แต่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังจะเกิดขึ้น ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีข้อมูลในการตัดสินใจเลย ส่วนมากจะฟังจากนักการเมือง หรือผู้นำกลุ่มการเมืองที่ตนเองชอบ ออกมาประกาศว่าจะรับหรือไม่รับ คิดว่าเป็นการชี้นำการตัดสินใจของประชาชน เหมือนกับการจะกินอาหารจานหนึ่ง แล้วมีคนมาบอกว่าไม่อร่อยอย่าไปกิน เพราะเขาก็ไม่กิน อยากให้เขาชิมก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ ใครจะรับหรือไม่รับไม่ควรออกมาพูดผ่านสื่อ เก็บเอาไว้ในใจดีกว่า เพราะการชี้นำแบบนี้เหมือนกับเผด็จการที่ต้องการให้ทุกคนทำตามตัวเอง

“ปกรณ์” โต้ ปชป.ยึดตามหลักสากล

นายปกรณ์ นิลประพันธ์ กรธ. กล่าวว่า ยืนยันว่ากลไกการปราบโกงตามร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้อ่อนยวบตามที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ระบุ ผู้ร่างไม่ได้ยกคดีใดๆมาเป็นที่ตั้ง ไม่สนใจว่าใครจะมีคดีอะไรติดตัวอยู่ แต่เราร่างโดยปรับให้กลไกการอุทธรณ์คำพิพากษาในคดีอาญา ให้เป็นไปตามหลักสากลมากขึ้น จากเดิมรัฐธรรมนูญปี 50 จะอุทธรณ์ได้เฉพาะตัวผู้ต้องคำพิพากษา หรือมีพยานหลักฐานใหม่เท่านั้น นอกจากนี้ในต่างประเทศได้วางหลักไว้ว่าต้องอุทธรณ์ได้ ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ใช่แค่พบพยานหลักฐานใหม่จึงจะอุทธรณ์ได้ “สากล-โลกเขาทำกัน เราก็ควรทำไม่ใช่หรือ นักการเมืองที่ออกมาพูดอาจพูดเอามัน ผมไม่ใช่นักการเมืองพูดเอามันไม่ได้ ต้องพูดตามหลัก ตามตำรา ถ้าความเป็นธรรมเกิด ทุกคนไม่ได้มานั่งทะเลาะกันแบบนี้แน่ คนร่างกฎหมายต้องทำใจให้ว่าง เป็นกลางเอียงซ้าย เอียงขวาเพื่อใครไม่ได้ กรธ.ไม่น้อยใจที่ถูกออกมาค้านมาก ทำดีที่สุด ภารกิจจบเท่านี้ก็เท่านี้”

“สุรชัย” ขอเพิ่มเวลาจ้อคำถามพ่วง

นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงการเร่งประชาสัมพันธ์ประเด็นคำถามพ่วงประชามติในช่วงโค้งสุดท้าย ว่า สนช.กำลังประสานขอเวลาสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆเพิ่มเติม เพื่อเร่งชี้แจงคำถามพ่วงโค้งสุดท้าย ส่วนกรณีมีพรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมือง ออกมาประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และคำถามพ่วงเพิ่มมากขึ้นนั้น ไม่กังวล เชื่อว่าประชาชนมีดุลพินิจแยกแยะได้ เราจะพยายามเร่งลงพื้นที่ชี้แจงจนถึงวันที่ 5 ส.ค. ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจ เชื่อว่าเขาตัดสินใจด้วยตนเอง ไม่ได้ฟังแต่คำชี้นำ

“เสรี” ชงยึด รธน.57 เป็นพิมพ์เขียว

นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) กล่าวว่า ยังไม่มีใครรู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านประชามติหรือไม่ แต่ส่วนตัวเห็นว่าถ้าไม่ผ่านประชามติ ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาปรับปรุง จะเป็นวิธีดีที่สุด เพราะใช้มาสองปีกว่าแล้ว บ้านเมืองก็สงบเรียบร้อยดี สามารถแก้ปัญหาไปได้มาก ทำให้นักการเมืองอยู่ในกรอบอยู่ในร่องรอยดี รวมถึงการปฏิรูปแก้ปัญหาประเทศก็เดินหน้าไปด้วยดี แต่หากต้องการให้มีความเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ให้เพิ่มหมวดเลือกตั้งเข้าไป เพื่อจัดการให้มีการเลือกตั้ง โดยจัดสรรอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหาร และตุลาการ ให้สมดุล ตรวจสอบ ถ่วงดุลกันได้ และให้ต่างประเทศยอมรับว่าเป็นประชาธิปไตย โดยให้ใช้ไปสักพักจากนั้นจึงตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) มายกร่าง รัฐธรรมนูญกันใหม่ เพื่อให้เกิดการยอมรับ ส่วนปัญหาเศรษฐกิจที่หลายคนบ่นว่าเศรษฐกิจไม่ดีนั้น เป็นปัญหาเหมือนกันทุกรัฐบาล ขึ้นอยู่กับรัฐบาลจะ สร้างความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจอย่างไร เพื่อทำให้คนมีเงินในกระเป๋า ไม่เกี่ยวกับประเด็นรัฐธรรมนูญ

มท.ปลื้มเวทีดีเบตคนสนใจเพียบ

ที่กระทรวงมหาดไทย นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการจัดเวทีแสดง ความเห็นร่างรัฐธรรมนูญระหว่างวันที่ 29 ก.ค.- 4 ส.ค. ว่า มีคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้กำหนดจำนวนและกลุ่มประชาชนมารับฟังประมาณ 400 คนต่อเวที ซึ่ง 100 คน เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ อีก 300 คน มาจากกลุ่มอาชีพต่างๆ เช่น สภาหอการค้า สถาบันการศึกษา กลุ่มเกษตรกร ซึ่งได้รับรายงานว่าการดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่มีอุปสรรคความขัดแย้ง หรือโต้แย้งแต่อย่างใด ทั้งนี้ การจัดเวทีดีเบตช่วงสัปดาห์สุดท้าย หวังว่าประชาชนจะตื่นตัวออกไปใช้สิทธิลงประชามติกันมาก

กกต.กทม.แถลงพร้อมเต็มร้อย

ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายสมภพ ระงับทุกข์ ประธาน กกต.กทม. กล่าวว่า เตรียมความพร้อมการออกเสียงประชามติไว้ 100 เปอร์เซ็นต์ จัดเตรียมหน่วยออกเสียงให้กับประชาชนทั้งที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่กรุงเทพฯ และผู้ที่ลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตจังหวัด และผู้พิการบ้านพักคนชราบางแค 1 - 2 ในส่วนของเจ้าหน้าที่ได้จัดอบรมครบทั้ง 50 เขตแล้ว วันที่ 7 ส.ค.เวลา 05.00 น. ผอ.ประจำหน่วย และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยจะมารับหีบบัตร และอุปกรณ์ไปดำเนินการ โดยวันที่ 2 ส.ค. กกต.กทม.ร่วมกับกรุงเทพมหานคร จะจัดเวทีแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ และประเด็นคำถามเพิ่มเติม ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี เป็นเวทีปิด มีนายชวลิต วิชยสุทธิ์ รักษาการรองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย นายบุญยอด สุขถิ่นไทย อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ และนายยุทธพร อิสรชัย รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมเสวนา และวันที่ 4 ส.ค. กกต.กทม.ร่วมกับทางกรุงเทพฯ จัดกิจกรรมรณรงค์ครั้งใหญ่ หรือบิ๊กเดย์ ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ

อยุธยาดึงช้างร่วมรณรงค์ใช้สิทธิ

ช่วงเช้าวันเดียวกัน ที่สี่แยกจวนผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต.ประตูชัย อ.พระนคร-ศรีอยุธยา นายสุชาติ ปานพรม ผอ.การเลือกตั้งประจำ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ร่วมกับวังช้างอยุธยาแล เพนียด นำช้างแสนรู้จำนวน 6 เชือก ข้างลำตัวเพนต์คำว่า “ไม่โกง อย่ากลัว” และมาสคอตหนุมานตัวใหญ่ พร้อมนักเรียนจากโรงเรียนจิระศาสตร์วิทยา เดินถือป้ายผ้า “คนดีศรีอยุธยายินดีไปใช้สิทธิ์ออกเสียงประชามติ วันอาทิตย์ที่ 7 สิงหาคม 2559” รณรงค์เชิญชวนให้คนออกมาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ พร้อมกับแจกแผ่นพับรณรงค์แก่ผู้ใช้รถใช้ถนนด้วย นายสุชาติกล่าวว่า คนอยุธยาทั้ง 16 อำเภอ ถ้ารักประชาธิปไตยอยากเห็นประเทศไทยเดินหน้า ต้องออกมากาบัตรโดยอิสระ คาดว่าจะมาใช้สิทธิถึง 80 เปอร์เซ็นต์

ร้องสอบจุลสาร กกต.บิดเบือน

ที่ศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาลนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้ตรวจสอบจุลสารเนื้อหาร่างรัฐธารรมนูญในการออกเสียงประชามติของ กกต. อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยนายเรืองไกรกล่าวว่า หลังได้รับจุลสารทางไปรษณีย์ พบข้อความที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 61 วรรคสอง มาตรา 55 และมาตรา 56 หลายจุดผิดไปจากข้อเท็จจริง อาทิ เรื่องการศึกษา การบริการสาธารณสุข จึงอยากเรียกร้องให้นายกฯใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 ตรวจสอบและระงับการทำหน้าที่ของ กกต. และ กรธ. เช่นเดียวกับที่ดำเนินการกับนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่

คสช.ยันครบ 7 วันปล่อยตัว “ทัศนีย์”

อีกด้าน พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบสวน น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย พร้อมพวก ว่า ยืนยันว่าการควบคุมตัว น.ส.ทัศนีย์พร้อมพวก เจ้าหน้าที่ดูแลอำนวยความสะดวกเป็นอย่างดี ตั้งแต่การตรวจสุขภาพอนามัย สถานที่พัก สิ่งของเครื่องใช้ อาหาร และยารักษาโรค โดยไม่ได้ใช้ความรุนแรง ส่วนแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เรียกร้องให้ปล่อยตัวนั้น คสช.มีอำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน หากครบ 7 วันในส่วนที่เกี่ยวข้องดำเนินการแล้วเสร็จก็คงปล่อยตัว และดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ศาลทหารให้ประกันตัว “แม่จ่านิว”

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ศาลทหารกรุงเทพ น.ส.พัฒน์นรี หรือชาญนุช ชาญกิจ (มารดานายสิรวิชญ์ หรือจ่านิว) เดินทางมารายงานตัวหลังอัยการมีความเห็นสั่งฟ้องในคดีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 จากนั้นอัยการได้นำตัว น.ส.พัฒน์นรี ส่งฟ้องต่อศาลทหาร และศาลฯมีคำสั่งรับ น.ส.พัฒน์นรี เป็นจำเลยต่อศาลฯ ซึ่งทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว น.ส.พัฒน์นรี เป็นเงินสดจำนวน 5 แสนบาท ศาลฯพิจารณาอนุญาตให้ประกันตัวโดยมีเงื่อนไขห้ามเดินทางออกนอกประเทศก่อนได้รับอนุญาต ห้ามยุยงปลุกปั่น หรือเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยนำตัว น.ส.พัฒน์นรีไปปล่อยตัวที่ทัณฑสถานหญิง

พยาบาลยื่นฟ้องศาลได้ค่าแรงต่ำ

อีกเรื่องที่สำนักงานศาลปกครอง ตัวแทนภาคีเครือข่ายข้าราชการพลเรือนไทย สหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย และสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย ประมาณ 200 คน นำโดย น.ส.มัลลิกา ลุนจักร์ ประธานสหภาพพยาบาลแห่งประเทศไทย และนายบุญญฤทธิ์ นิปวณิชย์ ประธานสหพันธ์ปลัดอำเภอแห่งประเทศไทย เดินทางมาให้ถ้อยคำต่อศาลปกครองกลาง ตามหมายเรียกเพื่อให้การข้อเท็จจริงในคดีที่ น.ส.มัลลิกาและพวก 113 ราย ยื่นฟ้อง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธานคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติพร้อมพวกอีก 9 ราย กรณีความเหลื่อมล้ำของเงินเดือน และค่าตอบแทนอื่นๆ

“ตู่” นำทีม 19 นปช.มอบตัวกองปราบ

ต่อมาช่วงเย็น พล.ต.ต.ชาญ วิมลศรี รองผบช.ก. รรท.ผบก.ป. กล่าวว่า หลังจากพนักงานสอบสวนออกหมายเรียกทั้งแนวร่วม นปช.ทั้ง 19 คน ล่าสุดได้รับการประสานว่าทั้งหมดจะเดินทางมารับทราบข้อกล่าวหา ในวันที่ 2 ส.ค. ส่วนการประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน ต้องขอปรึกษากับผู้บังคับ บัญชาตามขั้นตอนก่อน แต่ตามปกติเมื่อมีการแจ้งข้อกล่าวหาแล้ว พนักงานสอบสวนจะนำตัวส่งศาลทหารเพื่อดำเนินการต่อไป ส่วน น.ส.ทัศนีย์ บูรณุปกรณ์ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย กับพวกรวม 11 คน ที่ถูกควบคุมตัวไปที่ มทบ.11 ตั้งแต่วันที่ 27 ก.ค.นั้น เวลา 09.30 น. วันที่ 2 ส.ค. ทหารจะนำตัวทั้ง 11 คน ส่งกองปราบปราม โดยจะมี พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 เดินทางมารับตัว เพื่อนำตัว ไปสอบปากคำที่ จ.เชียงใหม่ ก่อนส่งศาลทหาร จ.เชียงใหม่ต่อไป

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นปช.ทั้ง 19 คน ประกอบด้วย นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นางธิดา ถาวรเศรษฐ จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ นพ.เหวง โตจิราการ นายนิสิต สินธุไพร นายศรัณย์วุฒิ ศรัณย์เกตุ นายยงยุทธ ติยะไพรัช นายก่อแก้ว พิกุลทอง นายวีระกานต์ มุสิกพงศ์ นายสงคราม กิจไพโรจน์ นายสมหวัง อัศราศี นายยศวริศ ชูกล่อม นายธนาวุฒิ วิชัยดิษฐ์ นายเกริกมนตรี รุจโสตถิรพัฒน์ นายอารี ไกรนรา นายสมชาย ใจมุ่ง นายพรศักดิ์ ศรีละมุน และนายศักดิ์รพี พรหมชาติ ข้อหาฝ่าฝืนคำสั่ง คสช. ที่ห้ามมั่วสุมหรือชุมนุมทางการเมืองเกิน 5 คนขึ้นไปหลังร่วมกันแถลงข่าวเปิดตัวศูนย์ปราบโกงประชามติ ที่อิมพีเรียลลาดพร้าว

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้