วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เงินนอกไหลเข้าไทยลดฮวบ

เงินนอกไหลเข้าไทยลดฮวบ

  • Share:
ครึ่งปีมีแค่ 1.2 หมื่นล้านนักลงทุนขยาดการเมือง

ธปท. ชี้ ต่างชาติลดเงินลงทุนโดยตรงในไทย ครึ่งแรกปีนี้ เอฟดีไอสุทธิเหลือแค่ 1.2 หมื่นล้านบาท ลดวูบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีสูงถึง 1.38 แสนล้านบาท และต่ำสุดในรอบ 10 ปี เหตุเศรษฐกิจไทยอยู่ใน ช่วงปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจโลกซบ สวนทางนักธุรกิจไทยแห่ลงทุนนอกทะลัก ครึ่งปีแรกกว่า 3 แสนล้านบาท ด้านบีโอไอ เตรียม เปิดสำนักงานในย่างกุ้ง และฮานอย หวังหนุนธุรกิจไทยบุกลงทุนในอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า เอฟดีไอสุทธิอยู่ที่ 347 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12,145 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ลดลงค่อนข้างมาก หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 ที่มีเอฟดีไอสุทธิ 4,202.63 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 138,686.79 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) อีกทั้ง เมื่อเทียบช่วงครึ่งแรกของปี 59 กับช่วงเดียวกันของ 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 48-58 พบว่า ปี 59 เอฟดีไอขยายตัวต่ำที่สุด เพราะโครงสร้างการผลิตของไทยที่ไม่ได้ผลิตสินค้าทันสมัย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกมีปัญหาซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุน เพราะต้องรอดูภาพรวมการพัฒนาการของเศรษฐกิจ รวมทั้งการเมืองของไทยว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร และหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร โดย ธปท. หวังว่า ในช่วงครึ่งปีหลังเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธปท.รายงานเพิ่มเติมว่า แม้เอฟดีไอในไตรมาสแรกของปี 59 ไหลออกมากถึง 789 ล้านเหรียญ แต่ในไตรมาสที่ 2 มีเอฟดีไอไหลกลับเข้ามามากถึง 1,136 ล้านเหรียญ ทำให้เอฟดีไอไหลเข้าไทยเป็นบวกอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารหนี้ด้วย โดยในเดือน มิ.ย.59 มีเอฟดีไอไหลเข้ามาทั้งสิ้น 450 ล้านเหรียญ และมีเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ 2,230 ล้านเหรียญ

สำหรับเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าไทยในเดือน มิ.ย. มาจาก 3 กรณี คือ 1.การกลับมาซื้อสุทธิหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในภูมิภาค หลังจากการลงประชามติของสหราชอาณาจักรให้ถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี 59 หรือต้นปี 60 ทำให้นักลงทุนต่างประเทศกลับเข้าลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น 2.การกู้ยืมระยะสั้นของภาคสถาบันรับฝากเงินที่มีเพิ่มมากขึ้น และ 3.เอฟดีไอ เช่น การเข้ามาลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม จากการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นต่างประเทศรายใหญ่ กิจกรรมของบริษัท โฮลดิ้ง รวมทั้งธุรกิจการผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในขณะที่เอฟดีไอลดลง แต่การออกไปลงทุนของนักธุรกิจไทยในต่างประเทศ (ทีดีไอ) กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ทั้งซื้อกิจการ และถือหุ้นในกิจการของต่างประเทศทั้งสิ้น 8,950 ล้านเหรียญ หรือ 313,250 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) แบ่งเป็นไตรมาสแรก 5,104 ล้านเหรียญ และไตรมาส 2 อีก 3,846 ล้านเหรียญ โดยทีดีไอครึ่งแรกของปีนี้สูงเกือบเท่ากับทีดีไอทั้งปีของปี 58 ที่มีทั้งสิ้น 10,568 ล้านเหรียญ หรือ 348,744 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ขณะที่ในเดือน มิ.ย.59 มีธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรงทั้งสิ้น 1,701 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจขายส่งสินค้า ธุรกิจการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นที่ทำมาจากแร่โลหะ และธุรกิจการแปรรูปถนอมอาหารเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนไทยยังมีการออกไปลงทุนระยะสั้น โดยนำเงินออกไปฝากในต่างประเทศของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ซึ่งส่วนใหญ่ไปลงทุนฝากเงินในฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมาเก๊า

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ในปี 60 บีโอไอจะเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนไทย ในต่างประเทศ 2 แห่ง ที่นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่จะเข้าไปลงทุน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งลงทุนที่นักธุรกิจไทยสนใจ และภายในปี 61 จะเปิดแห่งที่ 3 ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่ และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บีโอไอเน้นส่งเสริมคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 59 คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท ทำให้คาดการณ์ว่า ตัวเลขทั้งปีจะเติบโตกว่าปีก่อนแน่นอน โดยอุตสาหกรรมที่ออกไปลงทุน เช่น พลังงาน สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ และศูนย์กระจายสินค้า

สำหรับผลการศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนใน 8 ประเทศอาเซียน ปรากฏว่า อินโดนีเซีย มีโอกาสลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ที่รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเร่งลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป, เมียนมา อุตสาหกรรมเกษตร หรือเกษตรแปรรูป, กัมพูชา อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า, เวียดนาม ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า, บรูไน อุตสาหกรรมประมง และอาหารทะเลแปรรูป, ฟิลิปปินส์ อาหารแปรรูป, มาเลเซีย อาหารฮาลาล และลาว อุตสาหกรรมเกษตร อาหารแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้