วันพฤหัสบดีที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินนอกไหลเข้าไทยลดฮวบ

ครึ่งปีมีแค่ 1.2 หมื่นล้านนักลงทุนขยาดการเมือง

ธปท. ชี้ ต่างชาติลดเงินลงทุนโดยตรงในไทย ครึ่งแรกปีนี้ เอฟดีไอสุทธิเหลือแค่ 1.2 หมื่นล้านบาท ลดวูบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีสูงถึง 1.38 แสนล้านบาท และต่ำสุดในรอบ 10 ปี เหตุเศรษฐกิจไทยอยู่ใน ช่วงปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจโลกซบ สวนทางนักธุรกิจไทยแห่ลงทุนนอกทะลัก ครึ่งปีแรกกว่า 3 แสนล้านบาท ด้านบีโอไอ เตรียม เปิดสำนักงานในย่างกุ้ง และฮานอย หวังหนุนธุรกิจไทยบุกลงทุนในอาเซียน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้รายงานตัวเลขการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) ในช่วง 6 เดือน (ม.ค.-มิ.ย.) พบว่า เอฟดีไอสุทธิอยู่ที่ 347 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือประมาณ 12,145 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) ลดลงค่อนข้างมาก หากเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 58 ที่มีเอฟดีไอสุทธิ 4,202.63 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 138,686.79 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) อีกทั้ง เมื่อเทียบช่วงครึ่งแรกของปี 59 กับช่วงเดียวกันของ 10 ปีที่ผ่านมา หรือตั้งแต่ปี 48-58 พบว่า ปี 59 เอฟดีไอขยายตัวต่ำที่สุด เพราะโครงสร้างการผลิตของไทยที่ไม่ได้ผลิตสินค้าทันสมัย ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจโลกมีปัญหาซบเซาต่อเนื่อง ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศชะลอการลงทุน เพราะต้องรอดูภาพรวมการพัฒนาการของเศรษฐกิจ รวมทั้งการเมืองของไทยว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อไร และหลังเลือกตั้งจะเป็นอย่างไร โดย ธปท. หวังว่า ในช่วงครึ่งปีหลังเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ธปท.รายงานเพิ่มเติมว่า แม้เอฟดีไอในไตรมาสแรกของปี 59 ไหลออกมากถึง 789 ล้านเหรียญ แต่ในไตรมาสที่ 2 มีเอฟดีไอไหลกลับเข้ามามากถึง 1,136 ล้านเหรียญ ทำให้เอฟดีไอไหลเข้าไทยเป็นบวกอีกครั้ง นอกจากนั้น ยังมีเงินไหลเข้ามาลงทุนในหลักทรัพย์และตราสารหนี้ด้วย โดยในเดือน มิ.ย.59 มีเอฟดีไอไหลเข้ามาทั้งสิ้น 450 ล้านเหรียญ และมีเงินต่างประเทศเข้ามาลงทุนในหุ้น และตราสารหนี้ 2,230 ล้านเหรียญ

สำหรับเงินทุนต่างประเทศไหลเข้าไทยในเดือน มิ.ย. มาจาก 3 กรณี คือ 1.การกลับมาซื้อสุทธิหลักทรัพย์ไทยของนักลงทุนต่างประเทศ ทั้งตราสารหนี้และตราสารทุน สอดคล้องกับทิศทางการลงทุนในภูมิภาค หลังจากการลงประชามติของสหราชอาณาจักรให้ถอนตัวจากสหภาพยุโรป (Brexit) ส่งผลให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจหลัก จะผ่อนคลายนโยบายการเงินเพิ่มเติม และธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจเลื่อนการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปจนถึงสิ้นปี 59 หรือต้นปี 60 ทำให้นักลงทุนต่างประเทศกลับเข้าลงทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่เพิ่มมากขึ้น 2.การกู้ยืมระยะสั้นของภาคสถาบันรับฝากเงินที่มีเพิ่มมากขึ้น และ 3.เอฟดีไอ เช่น การเข้ามาลงทุนในธุรกิจโทรคมนาคม จากการจัดสรรหุ้นเพิ่มทุนให้ผู้ถือหุ้นต่างประเทศรายใหญ่ กิจกรรมของบริษัท โฮลดิ้ง รวมทั้งธุรกิจการผลิตเครื่องจักรที่ใช้งานทั่วไป

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ในขณะที่เอฟดีไอลดลง แต่การออกไปลงทุนของนักธุรกิจไทยในต่างประเทศ (ทีดีไอ) กลับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งแรกของปีนี้นักธุรกิจไทยออกไปลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ทั้งซื้อกิจการ และถือหุ้นในกิจการของต่างประเทศทั้งสิ้น 8,950 ล้านเหรียญ หรือ 313,250 ล้านบาท (35 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ) แบ่งเป็นไตรมาสแรก 5,104 ล้านเหรียญ และไตรมาส 2 อีก 3,846 ล้านเหรียญ โดยทีดีไอครึ่งแรกของปีนี้สูงเกือบเท่ากับทีดีไอทั้งปีของปี 58 ที่มีทั้งสิ้น 10,568 ล้านเหรียญ หรือ 348,744 ล้านบาท (33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)

ขณะที่ในเดือน มิ.ย.59 มีธุรกิจไทยออกไปลงทุนในต่างประเทศโดยตรงทั้งสิ้น 1,701 ล้านเหรียญ ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในธุรกิจขายส่งสินค้า ธุรกิจการผลิตผลิตภัณฑ์อื่นที่ทำมาจากแร่โลหะ และธุรกิจการแปรรูปถนอมอาหารเนื้อสัตว์ ขณะเดียวกัน นักลงทุนไทยยังมีการออกไปลงทุนระยะสั้น โดยนำเงินออกไปฝากในต่างประเทศของกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศ (เอฟไอเอฟ) ซึ่งส่วนใหญ่ไปลงทุนฝากเงินในฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และมาเก๊า

ด้านนางหิรัญญา สุจินัย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ในปี 60 บีโอไอจะเปิดสำนักงานส่งเสริมการลงทุนไทย ในต่างประเทศ 2 แห่ง ที่นครย่างกุ้ง ประเทศเมียนมา และกรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการที่จะเข้าไปลงทุน เพราะทั้ง 2 ประเทศเป็นแหล่งลงทุนที่นักธุรกิจไทยสนใจ และภายในปี 61 จะเปิดแห่งที่ 3 ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งตลาดมีขนาดใหญ่ และมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา บีโอไอเน้นส่งเสริมคนไทยไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น โดยเฉพาะในอาเซียน ซึ่งในช่วง 5 เดือน (ม.ค.-พ.ค.) ปี 59 คนไทยไปลงทุนในต่างประเทศทั้งสิ้น 7,000 ล้านบาท ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีมูลค่า 2,000 ล้านบาท ทำให้คาดการณ์ว่า ตัวเลขทั้งปีจะเติบโตกว่าปีก่อนแน่นอน โดยอุตสาหกรรมที่ออกไปลงทุน เช่น พลังงาน สิ่งทอ วัสดุก่อสร้าง ธนาคารพาณิชย์ และศูนย์กระจายสินค้า

สำหรับผลการศึกษาโอกาสและลู่ทางการลงทุนใน 8 ประเทศอาเซียน ปรากฏว่า อินโดนีเซีย มีโอกาสลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ที่รัฐบาลอินโดนีเซียกำลังเร่งลงทุน รวมถึงอุตสาหกรรมเกษตรและอาหารแปรรูป, เมียนมา อุตสาหกรรมเกษตร หรือเกษตรแปรรูป, กัมพูชา อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่ม รองเท้า, เวียดนาม ธุรกิจตัดเย็บเสื้อผ้า, บรูไน อุตสาหกรรมประมง และอาหารทะเลแปรรูป, ฟิลิปปินส์ อาหารแปรรูป, มาเลเซีย อาหารฮาลาล และลาว อุตสาหกรรมเกษตร อาหารแปรรูป ธุรกิจท่องเที่ยว ธุรกิจค้าปลีก ห้างสรรพสินค้า เป็นต้น.

ธปท. ชี้ ต่างชาติลดเงินลงทุนโดยตรงในไทย ครึ่งแรกปีนี้ เอฟดีไอสุทธิเหลือแค่ 1.2 หมื่นล้านบาท ลดวูบจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีสูงถึง 1.38 แสนล้านบาท และต่ำสุดในรอบ 10 ปี... 1 ส.ค. 2559 23:49 1 ส.ค. 2559 23:49 ไทยรัฐ