วันศุกร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อย่าเสียรู้ลูกหนี้เจ้าเล่ห์! รีบอ่านก่อนไม่ได้เงินคืน

เรื่องของการกู้ยืมเงิน เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในทุกสังคม ทุกชนชั้น ผู้ที่เข้ามาขอกู้ยืมเงินมักใช้วาจาหว่านล้อม ชักแม่น้ำทั้งห้า ตีหน้าเศร้าเล่าความเท็จ มักจะให้ความหวังแก่เจ้าหนี้ว่าจะได้รับเงินในอนาคตอันใกล้มาชำระหนี้ ทำให้เจ้าหนี้ตายใจยินยอมมอบเงินที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงให้แก่ลูกหนี้อย่างง่ายดาย แต่เมื่อลูกหนี้ได้รับเงินแล้ว เหมือนดั่งอ้อยเข้าปากช้าง ยากที่จะได้เงินคืน

การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาท หากไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้กู้ยืม ไม่สามารถที่จะดำเนินคดีกับลูกหนี้หรือผู้กู้ยืมได้ แม้ว่าจะมีข้อความสนทนายอมรับว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง โดยสนทนาผ่านแอพพลิเคชั่น LINE หรือ Facebook หรือ ข้อความผ่านโทรศัพท์มือถือ หรืออีเมล์ หรือมีหลักฐานการโอนเงินผ่านธนาคารก็ตาม 

เนื่องจากหลักฐานดังกล่าวไม่ใช่หลักฐานแห่งการกู้ยืมเงิน และไม่มีการลงลายมือชื่อของผู้กู้ยืม ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 การกู้ยืมเงินกว่าสองพันบาทขึ้นไปนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ จะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ 

เมื่อท่านไม่มีหลักฐานในการฟ้องลูกหนี้หรือผู้กู้ยืมแบบนี้ เบื้องต้น ท่านต้องสร้างหลักฐานขึ้นมาเป็นอันดับแรก อย่าเพิ่งใจร้อนเปิดฉากด่าลูกหนี้พยายามคุยดีๆ ก่อน หรืออำนวยความสะดวกลูกหนี้ด้วยการนำเอกสารไปให้เซ็นที่ทำงานก็ได้ เพื่อขอให้ลูกหนี้หรือผู้กู้ยืมลงลายมือชื่อในบันทึกหรือสัญญากู้ยืมเงิน หรือจะเป็นจดหมายโต้ตอบ โดยลงลายมือชื่อของลูกหนี้หรือผู้กู้ยืม หรือจะเป็นบันทึกประจำวันของเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยมีลูกหนี้เป็นฝ่ายลงลายมือชื่อก็ได้เช่นเดียวกัน 

เคยมีคดีตัวอย่างครับ ลูกหนี้มาขอกู้ยืมโดยมอบต้นฉบับโฉนดที่ดินไว้ให้แก่เจ้าหนี้ เพื่อเป็นประกันการกู้ยืมเงิน แต่ต่อมาลูกหนี้ไปแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ต้นฉบับโฉนดดังกล่าวถูกไฟไหม้หายไป พร้อมกับนำบันทึกประจำวันดังกล่าวไปแจ้งต่อเจ้าพนักงานที่ดิน เพื่อขอออกโฉนดฉบับใหม่

กรณีนี้ เจ้าหนี้ไม่สามารถแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษลูกหนี้ได้ หรือจะดำเนินคดีอาญา ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานก็ไม่ได้ครับ เนื่องจากเจ้าหนี้ไม่ใช่ผู้เสียหายในฐานความผิด ข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137 เนื่องจากตอนแจ้งความต่อเจ้าพนักงาน ลูกหนี้มิได้แจ้งเจาะจงกล่าวถึงเจ้าหนี้ ประกอบกับเจ้าหนี้ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดฉบับดังกล่าว เนื่องจากมิได้จดทะเบียนจำนองที่ดินเป็นหลักประกัน จึงมิได้มีบุริมสิทธิในที่ดินดังกล่าว

ทั้งนี้ แม้ว่าท่านไม่สามารถดำเนินคดีอาญากับลูกหนี้ในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานเองได้ก็ตาม แต่ท่านก็สามารถแจ้งให้เจ้าพนักงานที่ดิน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการกับลูกหนี้ได้ เนื่องจากเจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้เสียหายในข้อหาแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานโดยตรง 

เมื่อเจ้าพนักงานที่ดิน หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับแจ้งจากท่านแล้ว เจ้าพนักงานที่ดินหรือเจ้าหน้าที่ตำรวจจะเป็นผู้เสียหายร้องทุกข์กล่าวโทษลูกหนี้ตามขั้นตอนต่อไป ตลอดจน หากท่านมีสัญญากู้ยืมเงิน หรือสัญญารับสภาพหนี้ หรือบันทึกข้อความ หรือหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อของผู้กู้ยืม ท่านก็สามารถดำเนินการทางคดีแพ่งได้ครับ

อ้างอิงคำพิพากษาฎีกาที่ 2071/2532 จำเลยที่ 1 กู้เงินโจทก์โดยนำโฉนดที่ดินของจำเลยที่ 1 ที่ 2 มาให้โจทก์ยึดถือไว้เป็นประกัน ต่อมา จำเลยที่ 1 ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนว่า โฉนดที่ดินดังกล่าวถูกไฟไหม้หายไป แล้วจำเลยที่ 1 ได้คัดรายงานประจำวันไปแสดงต่อเจ้าพนักงานที่ดินเพื่อขอออกใบแทนโฉนด และจำเลยทั้งสี่ให้ถ้อยคำยืนยันต่อเจ้าพนักงานที่ดินว่า โฉนดที่ดินถูกไฟไหม้สูญหายไปซึ่งเป็นความเท็จ ความจริงโฉนดดังกล่าวอยู่ที่โจทก์ ดังนี้ การแจ้งความเท็จดังกล่าวเป็นเรื่องที่จำเลยทั้งสี่กระทำต่อเจ้าพนักงาน และตามคำแจ้งความก็มิได้แจ้งเจาะจงกล่าวถึงโจทก์อันจะถือว่าโจทก์ได้รับความเสียหายโดยตรง อีกทั้งโจทก์ก็ไม่มีสิทธิที่จะบังคับเอากับโฉนดที่ดินดังกล่าวได้ตามกฎหมาย โจทก์จึงไม่ใช่ผู้เสียหายและไม่มีอำนาจฟ้อง

ขอบพระคุณคำพิพากษาฎีกาย่อจากแอพพลิเคชั่น Lawphin 

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมาย และต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook: ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์

1 ส.ค. 2559 11:44 ไทยรัฐ