วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ก่อนปิดม่าน “ประชามติ”

ยิ่งใกล้วันลงประชามติ 7 ส.ค.59 สถานการณ์โดยรวมจึงเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับไม่ว่าจะเป็นฝ่ายที่ต้องการรับร่างรัฐธรรมนูญและฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย อีกทั้งรัฐบาลและ คสช. ที่ด้านหนึ่งต้องรณรงค์ให้ไปใช้สิทธิกันมากๆ แล้วยังต้องทำให้บ้านเมืองเกิดความสงบเรียบร้อย

ว่าที่จริงถือว่าเป็นเรื่องปกติไม่ต่างไปจากการเลือกตั้งทั่วไปเพียงแต่ต่างประเด็นกันเท่านั้นเพราะการเลือกตั้งจะเป็นการต่อสู้เพื่อให้ชนะเลือกตั้งและเข้าสู่วงจรอำนาจ

เป็นการต่อสู้ทั้งแง่ตัวบุคคลและพรรคการเมือง

แต่การลงประชามตินั้นมีผลโดยตรงต่อประชาชนทั้งประเทศเนื่องจากเป็นการตัดสินใจเพื่ออนาคตของประเทศ เพราะ “รัฐธรรมนูญ” เป็นกฎหมายหลักของประเทศที่ทุกคนจะต้องปฏิบัติอย่างไม่มีเงื่อนไข

ประเทศไทยเคยมีการลงประชามติรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 19 ส.ค.50 ซึ่งการออกเสียงครั้งนั้นมีจำนวนผู้มีสิทธิออกเสียงทั้งหมด 45,092,955 คน ปรากฏว่ามีผู้ออกไปใช้สิทธิ 25,978,954 คน คิดเป็น 57.61%

ปรากฏผลออกมาว่าเห็นชอบ 14,727,306 คะแนน ไม่เห็นชอบ 10,747,441 คะแนน ทำให้รัฐธรรมนูญปี 50 ผ่านความเห็นชอบและมีการประกาศใช้จนกระทั่งมาถึง 22 พ.ค. 57 ที่ คสช. เข้ามาควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ

มีอายุการใช้งานเพียงแค่ 6 ปีกว่าๆ

มีข้อสังเกตอย่างหนึ่งที่ว่ากันว่ามีส่วนสำคัญที่ทำให้รัฐธรรมนูญปี 50 ผ่านความเห็นชอบนอกจากความต้องการที่จะให้มีการเลือกตั้งและไม่ค่อยพอใจการบริหารประเทศของรัฐบาลที่มาจาก คมช. แล้ว

“รับไปก่อนแล้วค่อยไปแก้ทีหลัง”

เป็นวาทกรรมสำคัญที่มีส่วนผลักดันให้รัฐธรรมนูญปี 50 ผ่านประชามติ โดยเฉพาะรัฐบาลยุคนั้นพยายามรณรงค์โดยใช้ประเด็นนี้เป็นตัวขับเคลื่อน แม้ว่าจะมีอีกฝ่ายหนึ่งที่เห็นว่าไม่น่าจะให้ผ่าน เพราะเห็นว่ายังไม่สามารถแก้ไขปัญหาการเมืองได้จากการทำรัฐประหารทั้งที

หรือจะพูดว่า “เสียของ” ก็ว่าได้

ในการลงประชามติสำหรับรัฐธรรมนูญฉบับมีชัยนั้นมีข้อแตกต่างอยู่อย่างหนึ่งคือการมีกติกาหรือข้อบังคับที่ค่อนข้างจะเข้มงวดในการแสดงความคิดเห็นไม่ว่าฝ่ายที่เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม

อีกอย่างหนึ่งก็คือนอกจากการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญแล้วยังมีคำถามพ่วงอีกหนึ่งช่องเพื่อให้ประชาชนตัดสินใจว่าจะเอาด้วยหรือไม่เอาด้วย

แม้คำถามพ่วงในช่องที่จะให้ประชาชนกานั้นจะเขียนด้วยข้อความที่เป็นภาษาทางการมากกว่าภาษาที่จะเข้าใจได้ง่าย

“ท่านเห็นชอบหรือไม่ว่า เพื่อให้การปฏิรูปประเทศเกิดความต่อเนื่องตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ สมควรกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลว่าในระหว่าง 5 ปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี”

สรุปง่ายๆ ก็คือหากการเสนอชื่อบุคคล 3 คน ของแต่ละพรรคการเมือง เพื่อให้สภาผู้แทนฯลงมติให้เป็นนายกฯ ไม่ประสบผลสำเร็จ ในระหว่าง 5 ปีก็ให้รัฐสภาเลือกนายกฯ

ถือเป็นคำถามพ่วงที่มีนัยสำคัญทางการเมือง แม้จะเป็นทางออกทางการเมืองอย่างหนึ่งหากสภาผู้แทนฯไม่สามารถเลือกนายกฯ ตามที่พรรคการเมืองเสนอชื่อแล้วไม่สามารถเลือกกันเองได้

อีกทั้งยังสามารถเสนอชื่อ “คนนอก” เข้ามาเป็นนายกฯ ให้รัฐสภาลงมติเห็นชอบได้ แม้ว่าแต่ละพรรคการเมืองจะเสนอชื่อ “คนนอก” ได้

แต่พรรคการเมืองคงจะเลือกหัวหน้าพรรคหรือตัวแทนมากกว่าจะเสนอชื่อคนนอก.

“สายล่อฟ้า”

การทำประชามติ,การออกเสียงประชามติ,การลงประชามติ,ลงประชามติ,ประชามติ,ร่างรัฐธรรมนูญ 1 ส.ค. 2559 08:48 ไทยรัฐ