วันจันทร์ที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โค้งสุดท้ายก่อนลงประชามติ

วันนี้เข้าสู่โค้งสุดท้ายการออกเสียงประชามติ ร่างรัฐธรรมนูญมีชัย และ คำถามพ่วง แล้ว ท่ามกลางความคิดเห็นที่แตกแยกขึ้นเรื่อยๆ จนรัฐบาลต้องตัดสินใจเปิดเวทีให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญทั่วประเทศ วันที่ 29 กรกฎาคม ถึงวันที่ 4 สิงหาคม หลังจากที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ ออกมาแถลงจุดยืน ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และ ไม่รับคำถามพ่วง

การออกมาแถลงจุดยืนของ คุณอภิสิทธิ์ ในฐานะ หัวหน้าพรรค ประชาธิปัตย์ ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนมากพอสมควร จนรัฐบาลและ คสช.ต้องตัดสินใจเปิดเวที

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อยากให้ประชาชนเกิดความตื่นตัว และมีโอกาสรับรู้เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญอย่างถูกต้อง รัฐบาลไม่เคยปิดกั้นการแสดงความคิดเห็น และต้องการสนับสนุนให้มีการถกเถียงในสาระสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง ขอเพียงไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง หรือพูดหยาบคายใส่ร้ายป้ายสี

ถ้ารัฐบาลประกาศจุดยืนอย่างนี้ตั้งแต่ต้น บรรยากาศทุกอย่างคงจะดีกว่านี้แน่นอน การบิดเบือนเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะเป็นไปได้ยาก ถ้ามีการเผยแพร่ตัวร่างรัฐธรรมนูญอย่างทั่วถึงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่เพิ่งมาทำเอาโค้งสุดท้าย

หากประชามติครั้งนี้ไม่ผ่าน พล.อ.ประยุทธ์ บอกนักข่าวว่า ไม่ผ่านก็ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ให้เลือกตั้งได้ การเลือกตั้งต้องมีรัฐธรรมนูญก่อน

แต่ที่จะเป็นปัญหาใหญ่ในการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 3 ก็คือ จะร่างรัฐธรรมนูญออกมาอย่างไรให้มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยที่ทุกฝ่ายรับได้ โดยเฉพาะในประเด็นที่เห็นแย้งอย่างกว้างขวาง รวมทั้ง 3 ประเด็น ที่ คุณอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ทำให้ไม่สามารถยอมรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ ทั้งเรื่องการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศ ความขัดแย้ง การแก้ไขปัญหาทุจริตของนักการเมือง

คุณอภิสิทธิ์ แถลงถึง ประเด็นความขัดแย้ง ว่า ต้องแก้ด้วยการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยและกระบวนการยุติธรรม ไม่ใช่แค่เลือกตั้งใช้เสียงข้างมาก แต่ต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุล โดยระบุว่า ส.ว.250 คน ที่มาจากการคัดเลือกกันเองในบทถาวรและแต่งตั้งในบทเฉพาะกาล ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง ไม่สามารถแก้ปัญหาขัดแย้ง กลับจะสร้างความขัดแย้ง

ผมก็เคยแสดงความเห็นไม่เห็นด้วยกับ ที่มาของ ส.ว. โดยเฉพาะ ส.ว.250 คน ในบทเฉพาะกาล ที่มาจากการสรรหาและแต่งตั้ง

ใน มาตรา 269 ของ ร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ใน บทเฉพาะกาล กำหนดให้มีการ “สรรหาและแต่งตั้ง ส.ว.250 คน” โดยให้ กกต. เลือกมา 200 คน ส่งให้ คสช. เลือกไป 50 คน และให้คณะกรรมการสรรหาวุฒิสมาชิก คัดเลือกมาไม่เกิน 400 คน ให้ คสช.เลือกไป 194 คน อีก 6 คนมาจากผู้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงกลาโหม ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เป็น 250 คน อยู่ในตำแหน่ง 5 ปี แต่สภาผู้แทนมีอายุ 4 ปี

ใน คำถามพ่วง ยังระบุว่า “ในระหว่าง 5 ปีแรก นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี” เพิ่มอำนาจแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีเข้าไปอีก

ไหนๆรัฐบาลก็เปิดกว้างให้มีการถกเถียงสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ควรถกเถียงในประเด็นนี้ด้วย ในเอกสารของ คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ก็ระบุในข้อ 3 ว่า “ในระยะ 5 ปีแรก ร่างกฎหมายที่สำคัญบางประการ ถูกกำหนดให้ต้องพิจารณาในที่ประชุมร่วมของรัฐสภา” เรื่องที่มาของ ส.ว.จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

31 ก.ค. 2559 11:12 31 ก.ค. 2559 11:12 ไทยรัฐ