วันอาทิตย์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดใจทำไมไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ : เดิมพันด้วยอนาคต

“ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ”

ถ้อยคำคำนี้ตอกย้ำจุดยืนของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี ระหว่างเปิดหัวใจให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมือง

โดยให้เหตุผลถึงสาเหตุที่ไม่รับ เพราะไม่สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ แถมมีโอกาสที่จะเกิดความขัดแย้งทางการเมืองสูงมากยิ่งขึ้น เพราะการทำประชามติครั้งนี้มีข้อโต้แย้งมาก ไม่เป็นไปตามธรรมชาติในแง่ของการเปิดพื้นที่ให้มีการรณรงค์ ถกแถลง

ฉะนั้น แม้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ มั่นใจว่าคนที่ไม่เห็นด้วยจะหยิบยกรณีนี้ขึ้นมาอ้างตลอดเวลาว่า ไม่มีการถกแถลงของทุกฝ่ายอย่างที่ควรจะเป็น การแก้ไขหรือรื้อแงะรัฐธรรมนูญที่ทำได้ยากมากในอนาคต

การออกแบบวุฒิสภาไม่ใช้เพื่อการถ่วงดุล หรือตรวจสอบจะกลายเป็นคู่ขัดแย้งในระบบการเมือง

ประเด็นเหล่านี้มีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นชนวนให้เกิดความขัดแย้งไม่รู้จบ

แม้แต่การปราบปรามการทุจริต ก็เคยชี้ให้เห็นแล้วว่ามีบางบทบัญญัติในร่างรัฐธรรมนูญที่ดี มีโทษเข้มงวด แต่กระบวนการที่จะเอาผิดหรือลงโทษกลับอ่อนแอ

เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่น่าห่วงใยต่อประเทศ จึงหยิบมาเป็นตัวตั้งและในการวิเคราะห์ความห่วงใยนี้ก็อยู่บนพื้นฐานอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์

ในเมื่อผมเป็นหัวหน้าพรรคก็ต้องแสดงจุดยืน แต่ก็เข้าใจคนที่อยากรับร่างรัฐธรรมนูญที่มีเหตุผลหลากหลาย เช่น มันเห็นชัดเจนดีที่จะเดินไปสู่การเลือกตั้งแต่ถ้าไม่ผ่านก็มีการเลือกตั้งภายใต้กรอบเวลาใกล้เคียงกัน ไม่แตกต่างกันมากนัก

ขณะที่มีคนกังวลกับระบอบทักษิณ โดยกลัวว่าถ้าพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งเข้ามา แล้วจะต้องหากลไกอะไรบางอย่างมาหยุดหรือยันเอาไว้

ขอถามว่าแบบนี้เป็นวิธีการต่อสู้ หรือถ้าประชาชนได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะให้ใครมาบริหารประเทศ หากไม่ยอมตรงนั้นจะทำให้สังคมไม่สงบ

วิธีแก้ไขคือ เมื่อประชาชนเลือกใครมาบริหารประเทศ เราต้องดูว่ารัฐบาลนั้นๆไม่บิดเบือนการใช้อำนาจต่างหาก และต้องออกแบบระบบการเมืองต้องแก้ไขให้ตรงจุด เพราะเราไม่สามารถไปคิดว่า ช่วงเปลี่ยนผ่านทางการเมือง 5 ปีนี้ปล่อยให้ผ่านไปก่อน ไม่เป็นอะไร และอีก 5 ปีหลังถึงมาคิดว่าจะเกิดอะไร

ฉะนั้น ประเด็นที่ห่วงใยตามที่เคยบอกไป ก็ไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องมาโจมตี หรือตำหนิกัน เพราะในที่สุดสังคมจะค่อยๆตกผลึกในเรื่องนี้ว่า อะไรเป็นอะไร ผมอาจจะผิด หรือเขาอาจจะถูกก็ได้ ให้การทำประชามติเป็นตัวตัดสิน

และตอนนี้สิ่งที่ผมได้ทำอีกเรื่องหนึ่ง คือ เริ่มดึงประเด็นการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญมาที่ “ตัวสาระ” มากขึ้น ขณะนี้หลายคนที่รับหรือไม่รับ เพราะคิดถึงพวกหรือรู้สึกว่าเป็นฝ่าย ซึ่งผมเข้าใจ แต่จะเป็นพวกหรือเป็นฝ่ายก็ไม่ควรมองข้าม “สาระ” สำคัญในร่างรัฐธรรมนูญ

ยกตัวอย่างในการชุมนุมต่อสู้ครั้งที่ผ่านมา เรียกร้องการกระจายอำนาจให้เลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่เขียนถึง แถมยังเขียนปิดทางให้ผู้บริหารท้องถิ่นไม่ต้องมาจากการเลือกตั้งได้อีก

จึงต้องดู “สาระ” การเห็นแย้งในเชิง “สาระ” ถามว่าเราจะต้องมาห้ำหั่นว่าเป็นคนละพวกกันอีกหรือ ขอถามว่าถ้าเรายังคิดอยู่ในกรอบนี้ ก็ยังคิดไม่ออกว่าประเทศไทยจะเดินออกจากวังวนความขัดแย้งได้อย่างไร หรือจะปล่อยให้มีต่อไปเช่นนี้

วันนี้จึงพยายามเปิดทางให้ประเทศเดินไปข้างหน้า สุดท้ายยังคิดว่าสังคมจะคิดทบทวนถึงในสิ่งที่เรียกร้องอยากได้การเมืองที่ดี อยากได้พรรคการเมืองมีอุดมการณ์หรืออยากได้พรรคการเมืองที่เลือกเล่นพรรคเล่นพวก

แล้วถามว่าจุดยืนของผมเปลี่ยนแปลงหรือไม่ ขอย้ำว่าใครที่เคยโกงชาติหรือคิดจะโกงชาติ ผมต่อสู้จนตายอยู่แล้ว แต่จะต่อสู่ด้วยวิธีใด บนหลักการอะไรและต้องคิดถึงผลกระทบต่ออนาคตของบ้านเมือง

และผมก็รู้ตั้งแต่ก่อนแถลงจุดยืนแล้วว่าจะมีผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ผู้สนับสนุนผมหลายคนที่เห็นไม่ตรงกับผม แต่ต้องถามกลับว่าถ้าในที่สุดเราไม่กล้าพูดในสิ่งที่เป็นความเชื่อตามอุดมการณ์ของพรรค ซึ่งเป็นสิ่งที่เรามองว่าเป็นความจริง แล้วการเมืองจะหลุดพ้นจากความขัดแย้งหรือไม่

อีกอย่างหนึ่งจุดยืนที่ได้ประกาศไป ไม่ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน หวังว่าจะไม่มีข้ออ้างใดๆกับฝ่ายใดที่จะมาสร้างความวุ่นวายขึ้นได้

เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ต้องเป็นผู้นำทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยไม่ใช่ท่านไปเขียนคนเดียว แต่ให้ท่านเป็นผู้นำเดินตามโรดแม็ป

เราจะได้เลิกตกเป็นเหยื่อของคนที่ปลุกระดมว่า การลงประชามติครั้งนี้ถ้าผ่านแปลว่า “คสช.ชนะ” ถ้าไม่ผ่านแปลว่า“เสื้อแดงชนะ” ซึ่งไม่รู้ว่าการทำประชามติในวันที่ 7 ส.ค. 59 จะออกมาอย่างไร แต่ขอถามว่าถ้าเราไม่คิดในกรอบนั้นผมไม่รู้ว่าประเทศไทยจะชนะได้อย่างไรจากปัญหาต่างๆ

เท่ากับว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติจะก่อให้เกิดวิกฤติมากกว่า นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ถึงได้บอกว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญเพื่อหากระบวนการใหม่มาทำรัฐธรรมนูญใหม่ไม่ดีกว่าหรือ จะมีโอกาสปฏิรูปประเทศได้จริง

แต่จุดยืนการไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ก่อให้ให้เกิดปัญหาขึ้นภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ต้องมองปัญหาของประเทศก่อนปัญหาภายในพรรค จุดยืนที่ยืนยันไปล้วนเป็นความห่วงใยต่ออนาคตของประเทศ

แน่นอนพรรคประชาธิปัตย์อยู่มา 70 ปีได้ด้วยอุดมการณ์ หลายยุคสมัยที่พรรคประชาธิปัตย์เคยมีความเห็นไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายมั่นใจในตัวระบบพรรคว่า มันแก้ไขได้

ขณะที่อนาคตของพรรคประชาธิปัตย์ก็จะต้องมาทบทวนดูว่าจะเดินก้าวไปข้างหน้าต่อไปอย่างไร วันนี้ต้องรักษาหลักการและรักษาแนวทางการต่อสู้กับความไม่ถูกต้อง โดยฟังเสียงจากทุกฝ่าย

ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องพยายามทำ ถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของพรรคประชาธิปัตย์ และไม่มีตรงไหนที่ไปกระทบกระเทือนกับการต่อสู้ หรือศัตรูของบ้านเมืองใดๆทั้งสิ้น

ฉะนั้น ใครจะมาพูดในแต่ละจุดว่า ความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์หรือในที่ต่างๆ ขอถามว่าถ้าไม่อยากแตะเรื่องพวกนี้เราก็อยู่แบบเดิมๆ แม้แต่คนที่คิดจะรับร่างรัฐธรรมนูญมีกี่คนที่เชื่อว่าจะเป็นฉบับสุดท้ายของประเทศไทย ซึ่งก็ยังไม่เคยได้ยินใครพูด

ส่วนคนที่จะรับร่างรัฐธรรมนูญ เราก็เห็นใจว่าคงต้องเอาอย่างนี้ไปก่อน และเคารพความคิดเห็นของทุกคน ไม่เคยตำหนิหรือต่อว่าแม้แต่กรรมการร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อผมเห็นต่างก็แสดงความคิดเห็นออกมา ในเมื่อวันนี้เราอยากมีประชาธิปไตยก็หนีไม่พ้นที่จะมีความเห็นต่าง

แต่ถ้าความเห็นต่างก็ยังไม่สามารถพูดกันด้วยเหตุด้วยผล กลับเริ่มต้นด้วยการก่นด่ากันอย่างนี้ ประเทศ ไทยคงย่ำอยู่ที่เดิม

ทีมข่าวการเมือง ถามว่าจะเคลียร์กับกลุ่ม กปปส.เดิม หรือกลุ่มของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) และอดีตแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งออกมาสนับสนุนรับร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า คุณสุเทพลั่นวาจาว่าจะไม่กลับมาสู่วงการเมืองแบบพรรคการการเมือง

ท่านก็รักษาคำพูด ไม่มีปัญหาอะไร และไม่เคยได้ยินว่ามีปัญหาอะไรกับพรรคประชาธิปัตย์ พรรคก็ไม่มีปัญหาอะไรกับท่าน เพียงแต่บางเรื่องเห็นต่างกัน และผมก็คุยกับ กปปส.เกือบทุกคนไม่มีปัญหาอะไร

แต่ในที่สุดบางกลุ่มในพรรคประชาธิปัตย์จะฉวยโอกาสนี้มีการกดดันให้รับผิดชอบโดยเปลี่ยนตัวหัวหน้าพรรค หากร่างรัฐธรรมนูญผ่านประชามติ นายอภิสิทธิ์ บอกว่า ขึ้นอยู่กับสมาชิกพรรคจะคิดอย่างไร

การเปลี่ยนแปลงมีกระบวนการตามระเบียบข้อบังคับพรรค ไม่ใช่เรื่องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะมาบอกว่าต้องเปลี่ยน ถ้ามีความเหมาะสมที่จะเปลี่ยนถึงอย่างไรก็ต้องเปลี่ยน ผมไม่มีปัญหาอะไร

ผมมีหน้าที่เดินตามอุดมการณ์พรรค ที่ผู้ก่อตั้งประกาศมาตั้งแต่ปี 2498 มั่นใจว่าต้องเดินตามแนวทางนี้ มองไม่เห็นว่าจะมีทางอื่นถ้าจะดำรงอยู่ในฐานะพรรคประชาธิปัตย์

ในฐานะที่เป็นหัวหน้าพรรคต้องคิดถึงอนาคตของพรรค แต่ผมต้องเลือกหยิบเรื่องแรกก่อน คือ...

...อนาคตของประเทศไทย.

ทีมการเมือง

31 ก.ค. 2559 10:59 31 ก.ค. 2559 10:59 ไทยรัฐ