วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปั่นหุ้น 4 พันล้าน หนุ่มญี่ปุ่น ผ่าหน้าซุกไทย

หนีคดีนานกว่า11ปีไม่รอด เช่าคอนโดเดือนนับแสน โดนรวบขณะไปขอต่อวีซ่า

ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองรวบหนุ่มยุ่นผู้ต้องหาคดีปั่นหุ้นในประเทศญี่ปุ่นครั้งประวัติศาสตร์ รวมความเสียหายมูลค่า 1.2 หมื่นล้านเยน หรือกว่า 4 พันล้านบาท เผยหลบหนีเข้ามาอยู่ในประเทศไทยกว่า 11 ปี ทำศัลยกรรมเปลี่ยนหน้าหรือเฟซออฟไม่ให้คนจำได้ มาจนมุมตำรวจไทยขณะไปต่อวีซ่าที่ศูนย์ราชการ หลังทางการญี่ปุ่นประสานข้อมูล เบื้องต้นเจ้าตัวยังปฏิเสธ คาดมีคนไทยร่วมรู้เห็นเป็นใจอำนวยความสะดวกหลบหนีคดี

ตำรวจไทยรวบหนุ่มยุ่นเปลี่ยนหน้าหนีคดี เปิดเผยเมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 29 ก.ค. พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. พร้อมตำรวจ บก.สส.สตม. แถลงข่าวจับกุมนายยาซูโอะ ทะซึบากิ อายุ 62 ปี ชาวญี่ปุ่น ตามหมายจับศาลแขวงไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ในคดีความผิดการค้าหลักทรัพย์ มูลค่าความเสียหายกว่า 12,000 ล้านเยน หรือกว่า 4,000 ล้านบาท จับกุมได้ที่ ศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเย็นวันที่ 27 ก.ค.

พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดเผยว่า ทางการญี่ปุ่นประสานขอให้ติดตามตัวนายยาซูโอะ ผู้ต้องหาตามหมายจับศาลประเทศญี่ปุ่น คดีความผิดการค้าหลักทรัพย์ ในช่วงปี 44-48 ขณะที่นายยาซูโอะ มีอาชีพทนายความของบริษัท OHT ผลิตเครื่องจักรชื่อดังในประเทศญี่ปุ่น โดยนายยาซูโอะร่วมกับพวกอีก 2 คน เปิดบัญชีกว่า 526 บัญชีผ่านบริษัทหลักทรัพย์อื่นๆกว่า 41 แห่ง เพื่อมากวาดซื้อหุ้นบริษัท OHT ก่อนจะปั่นราคาจากหุ้นละ 200,000 เยน เป็นราคา 1.2-1.5 ล้านเยน จากนั้นจึงเทขายทิ้งทั้งหมด ก่อให้เกิดความเสียหายต่อตลาดหุ้นประเทศญี่ปุ่นเป็นวงกว้างมากที่สุดในประวัติศาสตร์รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 12,000 ล้านเยน หรือกว่า 4,000 ล้านบาท ก่อนที่นายยาซูโอะจะหลบหนีเข้าประเทศไทยพร้อมทำศัลยกรรมใบหน้าหรือเฟซออฟจนไม่มีใครจำได้ จากนั้นปี 50 ศาลแขวงไซตามะ ประเทศญี่ปุ่น ออกหมายจับผู้ต้องหาพร้อมพวก โดยผู้ร่วมก่อเหตุ 2 รายถูกจับตัวดำเนินคดีที่ประเทศญี่ปุ่นไปก่อนหน้านี้ ส่วนนายยาซูโอะหลบหนีเข้ามาในประเทศไทย เช่าคอนโดหรูย่านสุขุมวิทราคาเดือนละ 100,000 บาท ก่อนย้ายมาเช่าบ้านพักย่านพระราม 2 ในราคาเดือนละ 30,000 บาท รวมเวลาหลบหนีกว่า 11 ปี โดยไม่ได้ประกอบอาชีพ กระทั่งถูกจับกุม

“เบื้องต้นนายยาซูโอะ รับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับ ขณะอยู่ที่ประเทศญี่ปุ่นนายยาซูโอะเคยมีภรรยาเป็นนักข่าวสถานีโทรทัศน์ชื่อดังของประเทศญี่ปุ่นก่อนหลบหนีเข้าประเทศไทย พบมีคนไทยเป็นผู้เปิดหมายเลขโทรศัพท์และเปิดบัญชีธนาคารให้ คาดว่าผู้ต้องหาน่าจะมีภรรยาเป็นชาวไทยด้วยอยู่ระหว่างตรวจสอบยอดเงินหมุนเวียนในบัญชี แม้ผู้ต้องหารายนี้จะยังไม่ให้ข้อมูลอะไรมากนัก แต่จากเอกสารและหลักฐานต่างๆสามารถยืนยันตัวนายยาซูโอะและขณะนี้ทางการญี่ปุ่นนำดีเอ็นเอของนายยาซูโอะไปพิสูจน์ทราบแล้ว” พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าว

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐธรเปิดเผยว่า ผู้ต้องหารายนี้เดินทางเข้ามาประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมาย ช่วง 2 ปี สุดท้ายนายยาซูโอะขอต่อวีซ่าแบบบั้นปลายชีวิต เพื่อพักอาศัยอยู่ต่อในประเทศไทย อยู่ระหว่างตรวจสอบว่าที่ผ่านมาใช้วีซ่าพักอาศัยในประเทศแบบใด ตลอดระยะเวลา 11 ปี นายยาซูโอะ ใช้ชื่อเดิมมาตลอด รวมทั้งดำเนินชีวิตค่อนข้างระมัดระวังและเก็บตัว จะใช้ชื่อตนเองเฉพาะเวลาเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลและขอต่อวีซ่าเท่านั้น กระทั่งเมื่อสัปดาห์ที่แล้วทางการญี่ปุ่นประสานมา พร้อมทั้งให้ข้อมูลว่านายยาซูโอะ ทะซึบากิ ทำศัลยกรรมใบหน้าหรือเฟซออฟ จึงสามารถจับกุมตัวได้ขณะไปต่อวีซ่าที่ศูนย์ราชการ เบื้องต้นผู้ต้องหายังปฏิเสธว่าไม่ได้ทำศัลยกรรมและไม่ได้อยู่กับคนไทย จากการตรวจสอบพบมีความเป็นไปได้ว่าน่าจะทำศัลยกรรมในประเทศไทย แต่จะเป็นที่ใดนั้น ทางการญี่ปุ่นจะเป็นผู้สอบปากคำและจะประสานข้อมูลมาภายหลัง เบื้องต้นสั่งการให้เพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร ตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ซึ่งมีพฤติการณ์เป็นภัยสังคม ก่อนจะผลักดันกลับประเทศญี่ปุ่น

มีรายงานว่าหลังการแถลงข่าวเสร็จ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.ได้เข้าประชุมมอบนโยบายการบริหารราชการและแนวทางการปฏิบัติงานให้กับตำรวจ สตม. ก่อนกำชับแนวทางการปฏิบัติหน้าที่ ด้านความมั่นคงตรวจตราคนเข้า-ออก โดยใช้เทคโนโลยีไอทีในการตรวจตรา เพราะสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองถือเป็นประตูแรกของการเดินทางเข้าประเทศ พร้อมสั่งการให้ พล.ต.ท.ณัฐธรกำชับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษให้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวด ส่วนการป้องกันอาชญากรที่ทำศัลยกรรมใบหน้า หรือเฟซออฟ ต้องหาหลักฐานอื่นที่สามารถนำมาดำเนินคดีผู้กระทำความผิด เพื่อเป็นหลักประกันว่า แม้ทำศัลยกรรมใบหน้าก็ไม่สามารถหลบหนีความผิดได้

ด้าน พล.ต.ท.ณัฐธรเผยว่า สำหรับมาตรการในการป้องกันผู้ต้องหาทำศัลยกรรมใบหน้าหนีคดีเข้ามาในประเทศไทย รวมทั้งป้องกันกรณีที่ให้บุคคลหน้าคล้ายไปทำเอกสารราชการหรือหนังสือ เดินทางแทน ขณะนี้ทำเรื่องของบประมาณจากรัฐบาลสั่งซื้อเครื่องไบโอเมตริค ซิสเท็ม ใช้ตรวจสอบใบหน้าและลายนิ้วมือป้องกันบุคคลต้องห้ามแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งซื้อ คาดไม่เกิน 6-8 เดือน เครื่องดังกล่าวจะสามารถติดตั้งปฏิบัติงานได้