วันจันทร์ที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มายาคติ HIV EP.3 ถอดสูตรการศึกษาไทย สร้างภาพกลัว ตรวจสุขภาพก่อนเรียน

“เป็นแล้วตาย!” “ไม่มียารักษา!” “ร่างกายซูบผอม” “มีตุ่ม ผื่น คัน” การพรรณนาถึงความน่ากลัวของผู้ติดเชื้อเอดส์ในวาระสุดท้ายที่วัดพระบาทน้ำพุเป็นสิ่งกระตุ้นเตือนใจให้แก่นักเรียนที่อยู่ในห้องได้อย่างดิบดี เพื่อหวังในจุดประสงค์ที่จะยับยั้งไม่ให้เด็กรุ่นใหม่ตกเป็นเหยื่อของโรคเอชไอวีนี้ได้ แต่ทว่า การสั่งสอนให้เด็ก ‘กลัว’ เพื่อไม่ให้กระทำนั้น มิอาจช่วยทำให้จำนวนวัยรุ่นที่ติดเชื้อเอชไอวีลดน้อยลงไปได้เลย

จากงานวิจัยในหัวข้อ ‘วิเคราะห์สถานการณ์และปัจจัยที่มีผลต่อการติดเชื้อเอชไอวีของกลุ่มเยาวชนในประเทศไทย’ ของยูนิเซฟ พบว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มเยาวชน ประมาณ 70% ของผู้ติดเชื้อ และการติดโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ รวมถึงการตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ในประเทศไทย จำนวนสูงที่สุด อยู่ในกลุ่มอายุ 15-24 ปี บ่งชี้ว่าข้อมูลเรื่องการมีเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภัยยังเข้าไม่ถึงกลุ่มอายุนี้

สำหรับสกู๊ปซีรีส์มายาคติ HIV ในตอนที่ 3 นี้ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ขอเจาะไปในมิติด้านการศึกษาว่า ควรสอนเด็กอย่างไร ให้เรียนรู้ เข้าใจโรคเอชไอวีและเอดส์ มากกว่ามุ่งสอนให้กลัว และค้นหาคำตอบกับเรื่องการตรวจเลือดก่อนเข้าเรียน ละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่ รวมถึงประเด็นการติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถเรียนหมอได้อย่างที่ใครหลายคนสงสัยจริงหรือเปล่า ทีมข่าวอยากให้ผู้อ่านร่วมถกประเด็นเหล่านี้ไปด้วยกัน...

PART 1 : สร้างภาพกลัว ถูกกีดกัน

“ครูใส่ความกลัวลงไปในบทเรียน ครูไม่ได้แยกความแตกต่างระหว่างเอชไอวีกับเอดส์ให้นักเรียนฟัง เขาก็จะสอนรวมกับโรคอื่นที่ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แล้วครูก็จะบอกเพียงว่า เอดส์คือการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ รักษาไม่หาย อายุสั้น” น้องหมู (นามสมมติ) เด็กหนุ่มวัย 17 ปี ผู้ติดเชื้อเอชไอวีบอกกับทีมข่าว

ตำราเรียน มุ่งสอนให้เด็กกลัว มากกว่า เรียนรู้และเข้าใจ

กระนั้นแล้ว ผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับ นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ถึงปัญหาของหลักสูตรการศึกษาไทยต่อเรื่องเอชไอวี ว่า การเขียนเนื้อหาหลักสูตรไม่ได้ศึกษาสาเหตุของปัญหาที่แท้จริงเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี โดยมักจะใช้วิธีขู่ตั้งแต่เริ่มต้นว่า เป็นแล้วตาย เป็นเรื่องทุกข์ทรมานเจ็บป่วย ซึ่งเมื่อขู่ให้กลัว ประกอบกับเผยแพร่ภาพถ่ายที่วัดพระบาทน้ำพุ ว่าถ้าคุณติดเชื้อ จะมีสภาพแบบนี้ ด้วยวังวนของความเชื่อที่ว่า หากคนเกิดความกลัว คนก็จะไม่ทำ ซึ่งสมมติฐานแบบนี้ใช้ได้เฉพาะบางเรื่องเท่านั้น

ทั้งนี้ เนื้อหาในหลักสูตรไม่ได้เน้นให้คนเห็นถึงความเสี่ยงของตัวเอง ไม่ได้ช่วยทำให้เกิดการคิดวิเคราะห์ โดยบอกแค่ว่าติดต่อ 3 ทาง ได้แก่ เพศสัมพันธ์ เข็มฉีดยา แม่สู่ลูก ซึ่งตรงนี้เป็นข้อมูลที่หยาบมาก ไม่ได้ทำให้เด็กเกิดกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อให้มาสัมพันธ์กับตัวเองว่า ‘เรามีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อจากอะไร มากกว่าที่จะบอกว่าจะติดเชื้อได้อย่างไร’

ขณะเดียวกัน นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ประเทศไทย มองว่า การสอนให้เด็กกลัวนั้น ไม่ได้ทำให้อัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีลดลง เป็นการพยายามที่จะยุติปัญหาหนึ่ง แต่ไปสร้างอีกปัญหาหนึ่ง แต่อย่าลืมว่า เรื่องเพศสัมพันธ์มีโอกาสเกิดขึ้นกับทุกช่วงวัย และการที่มีเพศสัมพันธ์เป็นระบบธรรมชาติของคน ที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้กับมนุษย์ทั่วโลก เมื่อเด็กเกิดพลาดไปรับเชื้อมา สิ่งที่กลัวอยู่แล้วก็จะยิ่งกลัวหนัก เพราะพวกเขาเคยถูกบอกให้กลัว กลายเป็นกลัวตัวเอง ไม่ไปรักษาเพราะกลัวถูกด่า กลัวถูกคนอื่นรังเกียจ เพราะก็เคยด่าหรือรังเกียจคนอื่นมาก่อนเหมือนกัน

แนะ สอนเด็กวิเคราะห์ความเสี่ยงของตัวเอง ไม่ใช่ท่องจำ

ผอ.มูลนิธิเข้าถึงเอดส์ กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรการเรียนว่า จะต้องเริ่มต้นทำให้ผู้เรียนประเมินให้ได้ว่า ความเสี่ยงหรือโอกาสเสี่ยงของตัวเองที่จะติดเชื้อมาจากไหน และ ต้องเป็นการวิเคราะห์อย่างรอบด้านให้เห็นความเสี่ยงของตัวเองอย่างแท้จริง เช่น โอกาสเสี่ยงของวัยรุ่นที่จะติดเชื้อ จะเกิดได้จากการมีแฟนซึ่งอาจนำไปสู่การมีเพศสัมพันธ์ได้ไหม, จะรู้ได้อย่างไรว่าแฟนมีเชื้ออยู่หรือไม่, หากไม่รู้หมายความว่าไม่เสี่ยงหรือไม่ และจะประเมินหรือลดความเสี่ยงได้อย่างไร

ดังนั้น จึงต้องสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์ความเสี่ยงให้ได้ และต้องคิดวิเคราะห์ถึงการแก้ปัญหาว่า ถ้ารู้หรือไม่รู้จะลดความเสี่ยงด้วยวิธีไหนและช่องทางใด แต่ว่าการเรียนการสอนในโรงเรียนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเอชไอวี ยังไม่มีกระบวนการที่คิดวิเคราะห์ลักษณะนี้ มีแต่การท่องจำสำเร็จรูปว่าติดได้จาก 3 ทางเท่านั้น

มายาคติสถานศึกษา ใช้ผลเลือดเป็นเงื่อนไข รับ-ไม่รับเข้าเรียน

ทางด้านรองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ ได้ยกตัวอย่างกรณีที่มีนักศึกษาพยาบาลเข้าร้องเรียนคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ กรณีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ให้ออกจากภาควิชาที่เรียน หลังพบว่ามีผลตรวจเลือดเป็นเอชไอวี โดยทางมหาวิทยาลัยอ้างว่า หากนักศึกษาเข้าไปฝึกงานในโรงพยาบาลอาจจะเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคอื่นเพิ่ม และเป็นการปกป้องสิทธิผู้ป่วยคนอื่น หากปล่อยให้นักศึกษาที่มีเชื้อเอชไอวีไปสัมผัสกับผู้ป่วยแล้ว เกิดปัญหาขึ้นภายหลังจะเสียหายทั้งสถานพยาบาล และมหาวิทยาลัย

ขณะที่ มีกรณีโรงเรียนประถมแห่งหนึ่งบังคับให้เด็กตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวี ทั้งที่มีผลตรวจเลือดตั้งแต่แรกเกิดแล้วว่าไม่พบเชื้อที่ติดจากแม่สู่ลูก แต่ทางโรงเรียนไม่รับฟังให้ไปตรวจใหม่ โดยอ้างว่าใช้เป็นหลักฐานในการเข้าศึกษาต่อและใช้จัดกิจกรรมการเรียนการสอนในชั้นเรียนร่วม ซึ่งมองว่ากรณีข้างต้นนี้ ล้วนแล้วแต่เป็นมายาคติทั้งสิ้น กังวลว่าเมื่อเด็กทะเลาะกัน ต่อยตีมีเลือดออกแล้วจะทำให้เพื่อนติดเชื้อ หรือมีทัศนคติที่เชื่อว่า ผู้ติดเชื้อไม่ควรเรียนที่นี่เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์เสีย หรือเป็นผู้ตัดสินว่าผู้ติดเชื้อควรหรือไม่ควรเรียนอะไร

4 ข้อ เรียกร้อง แก้ปัญหาละเมิดสิทธิผู้ป่วยเอชไอวี

หลังจากที่ทางเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ได้เข้าหารือกับทางกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข โดยได้ร่างประกาศการแก้ไขปัญหาละเมิดสิทธิผู้ติดเชื้อเอชไอวี นายอภิวัฒน์ ระบุถึง 4 ข้อเรียกร้องนั้นว่า

1. ห้ามสถานศึกษาทุกแห่ง บังคับตรวจเลือดหาการติดเชื้อเอชไอวีเพื่อเข้ารับการศึกษา หากสถาบันใดฝ่าฝืนให้มีบทลงโทษทางวินัยที่ชัดเจนแก่ผู้บริหารและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งต้องมีมาตรการชดเชยและเยียวยานักเรียน นักศึกษาที่ถูกละเมิดสิทธิ 

2. หากครูรู้หรือสงสัยว่าเด็กคนใดมีเชื้อเอชไอวี ต้องมีมาตรการรักษาความลับ

3. สร้างสภาพแวดล้อมในเรื่องเอดส์ใหม่ จากเดิมที่เคยรณรงค์วันเอดส์โรคในสถานศึกษา โดยนำภาพผู้ป่วยในวัดพระบาทน้ำพุมาติดบอร์ดโชว์ เปลี่ยนเป็นการรณรงค์เชิงบวก สามารถป้องกันได้ รักษาได้ อยู่ร่วมกันได้ ไม่มีใครติดเชื้อเอชไอวีจากการเรียนหรือทำงาน แม้ว่าจะติดเชื้อเอชไอวีก็สามารถมาเรียนหรือทำงานได้ มีครอบครัว มีลูกได้

4. โรงเรียนทุกโรงเรียนในระบบ สพฐ. ต้องมีการเรียนการสอนเรื่องเพศศึกษา ท้องไม่พร้อม และเรื่องเอดส์ในแง่มุมใหม่ ซึ่งทำอยู่แล้วแต่ที่สอนมาเชื่อว่าทำให้เด็กกลัวแล้วเด็กจะไม่ไปทำอย่างนั้นอีก แต่ลืมไปว่าความกลัวไม่ได้ช่วยแก้ปัญหา ต้องสอนให้เด็กเข้าใจและประเมินตัวเองให้ได้

ด้วยเหตุนี้ จึงมีแผนปฐมนิเทศครู ซึ่งกระทรวงศึกษาจัดอยู่เป็นประจำทุกปี และปีหนึ่งจัดหลายครั้ง แต่ไม่ได้มีประเด็นเหล่านี้เลย เมื่อเสนอแผนไป สพฐ. ได้รับเรื่องนี้แล้ว จึงมีการจัดเวทีให้คุณครูทั่วประเทศเข้ามาฟังเด็กที่มีเชื้อเอชไอวีพูดบนเวที เมื่อคุณครูกลับไปสอนก็จะเข้าใจในสิ่งที่เด็กพูด แต่ถามว่าพัฒนาดีขึ้นหรือไม่ คงตอบเร็วเกินไป เพราะเพิ่งเริ่มเมื่อปีที่ผ่านมา

“มีหลายคนมองว่า ฉันไม่ได้ติดเชื้อมา เกี่ยวอะไรกับฉันด้วย ก็ก่อนหน้านี้คนที่ติดเชื้อเขาก็เป็นคนที่ไม่ได้ติดเชื้อมาก่อน มันก็มีความเสี่ยงจากที่เขาไม่เข้าใจและไปรับเชื้อมา เรื่องเอดส์จึงเป็นเรื่องของทุกคนไม่ใช่เฉพาะคนที่มีเชื้อเอชไอวีเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องของคนที่ยังไม่ได้ติดเชื้อด้วย และเป็นเรื่องของครูในโรงเรียนที่ต้องให้ความรู้เด็กด้วย” รองประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีฯ กล่าว

PART 2 : ถอดหลักสูตรการศึกษาไทย ตรวจสุขภาพก่อนเรียน
การสอนให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ในตำรา แต่ต้องพึ่งพากระแสสังคม

ศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวถึงเรื่องการปรับหลักสูตรการสอนเรื่องโรคเอชไอวีว่า ในตำรามีการเขียนว่าติดจากทางไหนได้บ้างไม่ได้สอนแค่ว่าโรคร้ายแรงอย่างไรเท่านั้น แต่ไม่สามารถจะห้ามความกลัวใครได้ โรงเรียนไม่ได้สอนให้เกิดความกลัว แต่สอนให้รู้จักการวางตัว รู้จักป้องกันตัว แต่การที่จะรู้จักป้องกันตัวหรือระวังตัว คือให้รู้จักความร้ายแรงของโรค

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ควรจะปรับแก้หลักสูตรเพื่อให้เด็กได้มีการคิดวิเคราะห์มากขึ้นหรือไม่ ศ.นพ.กำจร กล่าวว่า ไม่ใช่แค่เอชไอวีที่เป็นโรคร้ายแรงเท่านั้น แต่ยังมีอีกหลายโรคที่ต้องสอน ซึ่งเอชไอวีต้องสร้างความเข้าใจให้ถูกต้อง และความเข้าใจกับความกลัวคนละเรื่องกัน เข้าใจมากก็ยิ่งกลัวมากก็ได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือ ต้องระวังตัวเอง ถ้าระวังตัวได้ก็ไม่ต้องกังวล

ศ.นพ.กำจร ยอมรับว่า การสอนให้เด็กในโรงเรียนยอมรับและเข้าใจผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีนั้นไม่สามารถที่จะสอนในตำราได้ อาจจะเขียนได้ว่า ไม่ได้ติดต่อจากการสัมผัส นั่งทำงานร่วมกัน ซึ่งมีบอกไว้ในตำราอยู่แล้ว แต่ว่าการสร้างความตระหนักแบบนี้ให้คนรับรู้นั้นต้องใช้เวลา เพราะว่าไม่ได้รู้เรื่องโรคลึกซึ้งเหมือนกับแพทย์ที่สามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างสบาย อีกทั้ง การเรียนรู้ไม่ใช่อยู่แต่ในตำราเท่านั้น ต้องอยู่ในกระแสสังคมด้วย สังคมต้องเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่ใช่แค่ในโรงเรียนเท่านั้น และคงต้องใช้ระยะเวลาเต็มที่ในการยอมรับและเข้าใจ

สพฐ. ย้ำชัด ห้ามสถานศึกษาขอตรวจหรือเรียกเอกสารผลเลือดเด็ก!

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า การสมัครเข้าเรียนในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศนั้น ห้ามให้มีการตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีเด็ดขาด และห้ามเรียกขอเอกสารการตรวจเลือดจากเด็ก เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิของเด็ก โดยทาง สพฐ. ได้ทำหนังสือเวียนไปยังโรงเรียนทั่วประเทศเกี่ยวกับกรณีนี้แล้ว

“หากพบว่ามีบางโรงเรียนขอให้ตรวจเลือดหรือเรียกดูเอกสารจะมีความผิดทางวินัยทันที และคิดว่าแต่ละโรงเรียนคงไม่ทำแล้ว เพราะการคัดเลือกเด็กเข้าเรียนห้ามไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคลเด็ดขาด ห้ามไปละเมิดเด็ก ห้ามเรียกเอกสารเรื่องเหล่านี้เด็ดขาด ส่วนการเรียนการสอนเรื่องโรคเอชไอวี มีการสอนอยู่ในวิชาสุขศึกษาอยู่แล้ว ไม่น่ามีปัญหาอะไร” นายการุณ ย้ำชัด

ขณะที่ ศ.นพ.กำจร ได้กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า ทางสถานศึกษาไม่ได้มีกฎระเบียบห้ามเด็กที่ติดเชื้อเอชไอวีเข้าเรียน แต่หากมีบางโรงเรียนขอให้เด็กหยุดเรียน ต้องดูบริบทว่าให้เด็กหยุดเรียนเพราะเหตุใด กลัวติดเพื่อนคนอื่นหรือกลัวว่าเด็กคนนั้นจะเป็นอันตรายจากการติดโรคอื่นเพิ่ม ก็ถือเป็นคนละกรณีกัน

การตรวจเลือด เงื่อนไขเข้าเรียนมหา’ลัย ทำได้จริงหรือ?

รศ.นพ.สรนิต ศิลธรรม รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา กล่าวว่า การที่มหาวิทยาลัยให้ตรวจสุขภาพนั้น เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของตัวนักศึกษาเอง จะได้มีการป้องกัน รักษาก่อนหากเป็นโรคอะไร ส่วนการตรวจเลือดเพื่อสมัครเข้าเรียนคณะต่างๆ ในมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่นั้น ไม่ได้มีการขอตรวจเลือด เพราะการตรวจเลือดต้องมีการขออนุญาตต่อผู้ที่ถูกตรวจ อีกทั้งยังมองว่า นักศึกษาทุกคนมีสิทธิเสรีภาพเท่ากัน ขณะเดียวกันคนที่ติดเชื้อก็สามารถใช้ชีวิตตามปกติดังเช่นนักศึกษาทั่วไปได้ จนกระทั่งถึงจุดหนึ่งที่โรคคุมไม่ได้ต้องเข้ารักษาที่โรงพยาบาลก็ถือว่าเป็นอีกกรณีหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากไม่ยินยอมให้ตรวจสุขภาพและตรวจเลือด สถานศึกษาจะไม่รับเข้าเรียนนั้น ทำได้หรือไม่ รศ.นพ.สรนิต ตอบว่า ต้องดูที่กฎเกณฑ์หากไม่ทำตามกฎเกณฑ์ที่สถานศึกษากำหนด ทางสถานศึกษาก็มีสิทธิในการไม่รับเข้าเรียนได้ แต่ก็อาจจะต้องมานั่งคุยกันถึงเหตุผลว่าเหตุใดจึงไม่ยอมตรวจ ซึ่งต้องมาคุยกันเพราะเป็นประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย

“มหาวิทยาลัยไม่ได้ใช้ผลเลือดมาเป็นข้อห้ามอะไร แต่การตรวจก็เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย ส่วน สพฐ. เป็นการศึกษาภาคบังคับ เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้ามาเรียน แต่ในระดับอุดมศึกษาจะต้องหาคนที่เหมาะสมเข้ามาเรียน ซึ่งมันแตกต่างกัน ด้วยงบประมาณจำกัด มีที่นั่งจำกัด มีคุณสมบัติจำกัด ต้องมีการเฟ้นหาคนที่เหมาะสม เพื่อที่จะเข้าไปเรียน ไม่ได้เปิดกว้างเหมือนกับ สพฐ. ที่ไม่ได้มีข้อห้ามอะไร และหากผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีความสามารถในการสอบแข่งขันเข้าไปเรียนได้แต่ติดที่ว่ามีผลเลือดเป็นบวกนั้น ถ้าเขามีสุขภาพแข็งแรงดี ตรงตามคุณสมบัติของคณะที่ต้องการก็สามารถเข้าไปเรียนได้” รองเลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา ระบุ

เลือดบวกเรียนหมอไม่ได้ จริงหรือ?

รศ.นพ.สรนิต ให้คำตอบกับข้อสงสัยนี้ว่า “ประเด็นที่ว่าเมื่อติดเชื้อเอชไอวีแล้วจะไม่สามารถเรียนหมอได้นั้น เรื่องนี้ไม่มีแน่นอน หมอไม่ได้มีข้อห้ามส่วนนี้แน่นอน ถ้าผู้ติดเชื้อแข็งแรง กินยาตรงเวลา โรคสงบก็ไม่มีปัญหาเรื่องสุขภาพอะไร สามารถเรียนได้ และเท่าที่ผมนึกออกตอนนี้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีน่าจะสามารถเรียนได้ทุกคณะในระดับอุดมศึกษา”

เปิดวิดีโอ ยกสถานการณ์ ถกปัญหากลางห้องเรียน

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังได้มีโอกาสพูดคุยกับแม่พิมพ์ของชาติ ผู้พร่ำสอนเด็กมากว่า 30 ปี นั่นคือ คุณครูอัธยา บุณยรัตเศรณี วัย 52 ปี ครูที่ปรึกษาและแนะแนว โรงเรียนขลุงรัชดาภิเษก เล่าถึงการสอนเพศศึกษาและโรคเอชไอวี-เอดส์ ของโรงเรียนให้ฟังว่า เรื่องเพศศึกษามีการสอนทุกห้องเรียน โดยใช้แผนการสอนตั้งแต่ ม.1-6 ของมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ ขึ้นอยู่กับว่า คุณครูจะเอาไปใช้ในคาบวิชาไหน หรือบางช่วงเวลามีวิทยากรจากโรงพยาบาล เทศบาล ชุมชน เข้ามาให้ความรู้

คุณครูอัธยา ยกตัวอย่างวิธีการสอนว่า จะมีคลิปวิดีโอสถานการณ์ให้เด็กดู เช่น ผู้ชายชวนผู้หญิงไปที่บ้านและต้องการมีเพศสัมพันธ์ ผู้หญิงจะมีทักษะการปฏิเสธอย่างไร และถ้าจะป้องกันตัวเองจากเชื้อเอชไอวี ควรจะใช้วิธีการอย่างไร หรือหากติดเชื้อและมีคนมาจีบควรทำอย่างไร โดยให้เด็กวิเคราะห์เป็นกลุ่มๆ ว่ามีแนวคิดแบบไหน ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความเข้าใจของเด็กได้เป็นอย่างดี

ครูขอเสนอ...ออกแผนการสอนเอชไอวีให้ชัดเจน

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า ในฐานะที่เป็นคุณครูหัวสมัยใหม่ อยากฝากถึงคุณครูทั่วประเทศอย่างไรบ้าง คุณครูอัธยา นิ่งคิดไปชั่วครู่ก่อนให้คำตอบว่า ครูต้องเข้าใจว่าเด็กที่ไม่ได้ติดเชื้อมี 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ระวังตัวเองอยู่ตลอดเวลา กับกลุ่มที่ไม่ระวัง กลุ่มเหล่านี้ต่างหากที่ครูต้องปลูกฝังให้มีความเข้าใจว่า หากติดเชื้อจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร ถ้าไม่ได้ติดเชื้อจะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร รวมทั้งจะปฏิบัติตัวกับผู้ที่ติดเชื้ออย่างไร ด้วยความที่เป็นมนุษย์เหมือนกัน เท่าเทียมกัน จะทำอย่างไรให้สามารถใช้ชีวิตด้วยกันได้อย่างมีความสุข

เพราะโรคเอชไอวีมีเด็กส่วนน้อยที่เป็น แต่เด็กกลุ่มเสี่ยงนั้นมีเยอะกว่า ฉะนั้น เด็กทุกกลุ่มควรเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเอชไอวี แนวการป้องกัน ปฏิบัติตน ควรสอนทุกคน บางคนไม่ติดเชื้อ แต่มีพฤติกรรมเสี่ยง ก็ควรให้เด็กเข้าใจและมีวิธีป้องกัน นี่คือสิ่งที่ครูควรสอน และอาจจะต้องมีการศึกษาบางกรณี เพื่อให้เด็กคิด วิเคราะห์ว่า สถานการณ์แบบนี้ พวกเขาจะทำอย่างไร ให้มีบทบาทสมมติ ถ้าเป็น ไม่เป็น และเสี่ยงจะทำอย่างไร และคิดว่าแผนการจัดการเรียนรู้ก็น่าจะมีออกมาให้ชัดขึ้น เป็นตัวอย่างให้ครูทั้งประเทศได้

ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ก็สามารถเรียนได้ อยู่ร่วมกับเพื่อนๆ ในรั้วโรงเรียน-มหา'ลัยได้
ถึงเวลาที่สถาบันการศึกษา และสังคมจะมองพวกเขาใหม่ได้หรือยัง?

สำหรับสกู๊ปซีรีส์มายาคติ HIV ตอนต่อไป ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญของผู้ป่วยเอชไอวีเช่นกัน เพราะพวกเขาจะต้องดิ้นรนหาเงินมาใช้จ่ายในแต่ละวัน แต่การหางานกลับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับพวกเขา ด้วยเหตุผลอะไรนั้น โปรดติดตามต่อได้ในตอนสุดท้าย วันพรุ่งนี้...

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

มายาคติ HIV EP.1 หวาดกลัว หนีห่าง! สัมผัสใจสุดช้ำ โดนสังคมตราหน้า ชี้ด่าอันตราย

มายาคติ HIV EP.2 เจาะระบบรักษา ไฉนผู้ติดเชื้อโดนตีตรา ปฏิเสธผ่าตัด

  • สืบเสาะข่าวรับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

ควรสอนเด็กอย่างไร ให้เรียนรู้ เข้าใจโรคเอชไอวีและเอดส์ มากกว่ามุ่งสอนให้กลัว และค้นหาคำตอบกับเรื่องการตรวจเลือดก่อนเข้าเรียน ละเมิดสิทธิเด็กหรือไม่ รวมถึงประเด็นการติดเชื้อเอชไอวี ไม่สามารถเรียนหมอได้จริงหรือ 29 ก.ค. 2559 12:23 25 ส.ค. 2559 18:59 ไทยรัฐ