วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

อนิจจังแห่งความเปลี่ยนแปลง

บ้านเรากำลังขับเคี่ยวกันว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในวันที่ 7 ส.ค.59 ซึ่งจนถึงวันนี้

ก็ยังไม่รู้ว่าจะออกหัวออกก้อยอย่างไร และยังคาดการณ์ไม่ได้ว่าการเมืองข้างหน้าจะราบเรียบหรือเกิดอุปสรรคขัดแย้งขึ้นมาอีก

รูปการณ์ที่เห็นและเป็นอยู่นั้นส่อเค้าว่าจะยุ่งยากเสียมากกว่าเพราะคำว่า “อำนาจ” ยังเป็นเรื่องของการแย่งชิงที่มีประชาชนเป็นเดิมพันสำคัญ

คำว่า “ประชาธิปไตย” เป็นเครื่องมือที่ใช้แอบอ้างกันเพื่อให้เกิดความชอบธรรมที่ทำให้เห็นว่าประเทศชาติจะไปรอดก็ต้องเริ่มต้นจากจุดนี้

แต่มันจะตอบโจทย์ประเทศนี้ได้จริงหรือ?

หรือว่าการที่ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นว่าการใช้อำนาจปกครองประเทศในรูปแบบที่ คสช.กำลังดำเนินการอยู่ในเวลานี้คือ “เผด็จการประชาธิปไตย” น่าจะให้คำตอบที่ดีกว่า

สามารถแก้ไขปัญหาของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

นี่ก็คือแนวคิดที่กำลังต่อสู้กันทางการเมืองที่เป็นรูปธรรมที่สะท้อนภาพใหญ่ของการเมืองในระดับโลกอีกด้วย

สหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจและเป็นต้นแบบ “ประชาธิปไตย” ระดับต้นๆของโลกด้วยความเป็นจริงของสังคมการเมืองของประเทศนี้

“ฮิลลารี คลินตัน” จากพรรคเดโมแครตซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นตัวแทนของพรรคเข้าชิงเก้าอี้ประธานาธิบดี

“โดนัล ทรัมป์” มหาเศรษฐีที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้ท้าชิงจากพรรครีพับลิกันซึ่งมีการเปรียบว่าเป็น “ชูวิทย์อเมริกา”

แต่มีปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างหนึ่งคือ การที่ทั้ง 2 คนกว่าจะได้รับการคัดเลือกจากพรรคก็เกิดปัญหาขัดแย้งภายในพรรคไม่ต่างกัน

มีการประท้วง มีการโห่ไล่ มีการปะทะกัน

เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสังคมการเมืองที่เรียกว่ามี “อารยะ” แล้ว เป็นเรื่องสะท้อนภาพสังคมของอเมริกันชนที่เกิด ปัญหาอันเป็นเครื่องบ่งบอกว่าได้เกิดความแตกแยกที่ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลง

“ทรัมป์” เดินหน้าประกาศนโยบายด้วยความแข็งกร้าว “America First” เพราะเห็นว่านโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯที่ผ่านมาจะทำให้ประเทศตกต่ำและเสียหาย

เขาประกาศว่าเวลานี้สหรัฐฯมีปัญหาหลายอย่างเศรษฐกิจก็แย่ คนอพยพเข้าเมืองมีจำนวนมากราว 11 ล้านคน จะต้องสร้างกำแพง กั้นระหว่างสหรัฐฯและเม็กซิโก ต้องการจัดการกับผู้ก่อการร้ายแบบตาต่อตาฟันต่อฟัน

คืนกลับมาสู่ความเป็นสหรัฐฯที่ไม่ต้องการไปรุกรานชาติอื่นๆ เพื่อสร้างความเป็นจักรวรรดินิยมไล่ล่าเหมือนเดิม

ด้วยท่าทีและแนวคิดอย่างนี้ก็เกิดความหวาดผวาขึ้นมาทันทีไม่ใช่เฉพาะคนอเมริกันเท่านั้นแต่คนทั่วโลกก็สะดุ้งเหมือนกัน

มองกันว่าสหรัฐฯกำลังส่ง “คนบ้า” เข้าไปเป็นประธานาธิบดีหรือ?

เพราะโครงสร้างของสังคมอเมริกาจะถูกคุมไว้ด้วยปรัชญา จารีตประเพณี กฎหมาย ความรู้สึกนึกคิดที่ถือเป็น “อารยะ” จู่ๆคนอเมริกาจะหันไปเลือกคนอย่างนี้เป็นผู้นำหรือ

แต่ผู้สนับสนุน “ทรัมป์” ซึ่งรู้กันดีว่าเป็นนักอนุรักษนิยมผิวขาวกับชั้นกลางกลับมองตรงกันข้าม เพราะพวกเขารู้สึกว่าเกิดความ “อึดอัด” ต้องการให้เกิดความเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหาประเทศ

มองว่า “ฮิลลารี” นั้น หากขึ้นมาเป็นผู้นำก็คงจะดำเนินนโยบายอย่างที่ผ่านมาด้วยความเป็นชาติมหาอำนาจ เป็นเจ้าโลก รุกรานเขาไปทั่ว สุดท้ายอเมริกาก็จะฉิบหายไปด้วย

เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าโลกกำลังเดินไปสู่ความเปลี่ยนแปลงด้วยวัฏจักรใหม่.

"สายล่อฟ้า"

29 ก.ค. 2559 10:44 ไทยรัฐ