วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือนผู้ป่วย "ภูมิแพ้-เลือดออกง่าย" ห้ามฉีด "ฟิลเลอร์" เสริมหน้าสวย

เพราะความสวยและความหล่อรอไม่ได้!!

ทุกวันนี้ไม่ว่าหญิงหรือชายจึงมักต้องหาวิธีการเพิ่มความหล่อ ความสวย และชะลอความเป็นหนุ่มเป็นสาวด้วยเทคโนโลยีเสริมความงามต่างๆที่มีให้เลือกหลากหลายมากมาย

“ฟิลเลอร์” หนึ่งในวิธีพื้นๆสำหรับเสริมความยืดหยุ่นให้ผิวหนังคงความสวยใส สดอยู่เสมอ

นพ.จินดา โรจนเมธินทร์ รองผู้อำนวยการสถาบันโรคผิวหนัง บอกว่า ฟิลเลอร์เป็นหนึ่งในวิธีการที่ง่ายสำหรับการชะลอความแก่และเหี่ยวย่นของผิวหนัง โดยเฉพาะเมื่อคนเราอายุมากขึ้น ใยคอลลาเจนที่อยู่ใต้ผิวหนังจะมีจำนวนลดน้อยลง ส่งผลทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังจะมีลักษณะบางลง เกิดริ้วรอยเหี่ยวย่นได้ง่าย

“จริงๆแล้ว ฟิลเลอร์ก็คือสารชนิดหนึ่งที่ฉีดจากภายนอกเพื่อให้เข้าไปทดแทนใยคอลลาเจนในผิวหนังที่สลายไป ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยของผิวอันเนื่องมาจากวัย แก้ไขปัญหาแผลเป็นชนิดผิวบุ๋ม และบางครั้งก็ฉีดเพื่อเสริมเนื้อเยื่อผิวหนังบางตำแหน่งให้มีลักษณะนูนเต็มขึ้นกว่าเดิม” คุณหมอจินดา บอกและว่า แต่ที่นิยมกันมากๆเห็นจะเป็นการฉีดฟิลเลอร์เพื่อเสริมจมูก เสริมคาง เสริมโหนกแก้มหรือทำให้ริมฝีปากเต็มอิ่ม เพื่อทำให้รูปทรงของหน้าดูอวบอิ่มกว่าเดิม รวมถึงปรับรูปหน้าและแก้ไขปัญหาหย่อนคล้อยของผิว

สำหรับฟิลเลอร์ที่ใช้ในปัจจุบัน รอง ผอ.สถาบันโรคหิวหนัง บอกว่า มีอยู่ 3 ประเภท คือ แบบชั่วคราว (Temporary Filler) มีอายุใช้งานประมาณ 4-6 เดือน แต่มีความปลอดภัยสูง สลายตัวได้เองตามธรรมชาติ แบบกึ่งถาวร (Semi Permanent Filler) มีอายุใช้งานประมาณ2 ปี มีความปลอดภัยปานกลาง และ แบบถาวร (Permanent Filler) เช่น ซิลิโคน หรือ พาราฟิน ที่หลังฉีดแล้วจะอยู่ในผิวตลอดไป ไม่สลายตามธรรมชาติ แต่มักพบผลข้างเคียงระยะยาว

คุณหมอจินดา บอกว่า ดูเหมือนว่าการฉีดฟิลเลอร์จะเป็นเรื่องที่ดูง่ายๆ ธรรมดาๆ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากแพทย์ไม่มีความรู้ ความชำนาญพอ หรือไม่เข้าใจผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้จากการฉีดฟิลเลอร์ก็เป็นเรื่องที่อันตรายมาก

“การใช้ฟิลเลอร์เพื่อแก้ปัญหาผิวพรรณอย่างไม่เหมาะสม อาจนำมาซึ่งผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์และก่อให้เกิดปัญหาแทรกซ้อนภายหลังการฉีดได้”

ปัญหาแทรกซ้อนที่ว่ามีหลายอาการ คุณหมอจินดา บอกว่า มีตั้งแต่เกิดผื่นแดงบริเวณที่ฉีด เกิดจุดแดงหรือจ้ำเลือดอันเนื่องมาจากรอยเข็มที่ฉีด เกิดรอยนูนมากเกินไปแก่ผิวหนังบริเวณที่ทำการรักษา เกิดปัญหาการเคลื่อนย้ายของฟิลเลอร์ เช่น ฉีดดั้งจมูกแล้วฟิลเลอร์เคลื่อนไหลไปที่ปลายจมูก รวมทั้งอาจเกิด อาการแพ้ที่เป็นก้อนนูนแดงอักเสบได้” คุณหมอจินดา อธิบาย พร้อมกับให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีก
ด้วยว่า อาการแพ้ฟิลเลอร์บางครั้งอาจไม่ได้เกิดขึ้นทันที แต่อาจจะเกิดหลังจากที่ฉีดไปแล้วเป็นเวลาหลายเดือนหรือเป็นปี

รอง ผอ.สถาบันโรคผิวหนัง บอกด้วยว่า ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด คือการฉีดฟิลเลอร์ผิดตำแหน่ง เช่น ฉีดเข้าไปในหลอดเลือด และเข้าไปทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด เคยมีรายงานเกิดอาการตาบอดภายหลังการฉีดฟิลเลอร์โดยฟิลเลอร์ที่ฉีดเกิดไปอุดตันหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงจอประสาทตา มีผลทำให้สูญเสียการมองเห็นหรือตาบอด

“คนทั่วไปนิยมฉีดฟิลเลอร์เพราะเห็นผลการรักษาได้ในทันทีหลังการฉีด โดยเฉพาะริ้วรอยเหี่ยวย่นแทบจะหายไปเลย และก็สามารถทำได้สะดวกมาก ไม่ใช่การผ่าตัดทำศัลยกรรมอะไร ไม่มีบาดแผล ง่ายต่อการดูแล ไม่ต้องเสียเวลาพักฟื้นร่างกาย แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีผลข้างเคียง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากๆ”

คุณหมอจินดา บอกว่า ผลข้างเคียงจากการฉีดฟิลเลอร์นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยังมีข้อบ่งชี้สำหรับการฉีดที่แพทย์จำเป็นต้องรู้และเข้าใจ เพราะถือเป็นเรื่องที่อาจส่งผลให้เกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ นั่นก็คือ การฉีดฟิลเลอร์ในผู้ที่มีภาวะที่ไม่สามารถฉีดได้หรือเสี่ยงต่อการเกิดผลข้างเคียงที่อันตรายมากเช่น หญิงตั้งครรภ์ หรือผู้ที่มีประวัติเป็นภูมิแพ้อย่างรุนแรง (Anaphylaxis) ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกง่าย หรือกำลังรับประทานยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด เช่น ยาแอสไพริน, ยาคูมาดิน ฯลฯ ยังไม่รวมผู้ที่มีประวัติแพ้ยาชา ซึ่งบางครั้งในการฉีดฟิลเลอร์จะมีการผสมยาชาไปในหลอดเดียวกัน หากเกิดการแพ้อาจมีอันตรายถึงชีวิตเลยทีเดียว

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจไปเสริมสวยหรือเสริมหล่อด้วยฟิลเลอร์ควรหาข้อมูลให้ชัดเจนก่อน รวมถึงรู้ภาวะของร่างกายตนเอง เพื่อที่จะไม่ทำให้ความอยากสวยกลายเป็นการเดินไปสู่ความพิการหรือเจ็บป่วยที่รุนแรงมากขึ้น.

29 ก.ค. 2559 10:12 ไทยรัฐ