วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โทษคุก 3 ปี อดีตรมช.คลัง ‘เบญจา’ กับพวก!

คดีช่วยโอ๊ค-เอม เลี่ยงภาษีหมื่นล.

ศาลพิพากษาจำคุก 3 ปี “เบญจา หลุยเจริญ” อดีต รมช. คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร พร้อมอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร อีก 3 คน ฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ส่วนคนใกล้ชิดเลขาฯ คุณหญิงอ้อ เจอ 2 ปี ไม่รอลงอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ช่วย “โอ๊ค-เอม” เลี่ยงภาษี กรณีซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด ราคาหุ้นละ 1 บาท จำเลยทั้ง 5 ใช้หลักทรัพย์หนังสือรับรองข้าราชการและเงินสดยื่นประกันตัว ศาลอนุญาตปล่อยตัวชั่วคราว

ศาลสั่งจำคุกอดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และพวกช่วยลูกนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เลี่ยงภาษี เผยขึ้นที่ห้องพิจารณาคดี 912 ศาลอาญาแผนกคดีทุจริตและประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 28 ก.ค. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นโจทก์ ฟ้องนางเบญจา หลุยเจริญ อดีต รมช.คลัง สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และอดีตรองอธิบดีกรมสรรพากร น.ส.จำรัส แหยมสร้อยทอง น.ส.โมรีรัตน์ บุญญาศิริ นายกริช วิปุลานุสาสน์ ทั้ง 3 คน เป็นอดีต ผอ.สำนักกฎหมาย กรมสรรพากร และ น.ส.ปราณี เวชพฤกษ์พิทักษ์ คนใกล้ชิดของเลขานุการส่วนตัวคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ อดีตภรรยานายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยที่ 1-5 ในความผิดฐานร่วมกันเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1-4 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานของกรมสรรพากรปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อไม่ให้นายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร บุตรของนายทักษิณต้องเสียภาษีอากร หรือเสียภาษีน้อยกว่าที่จะต้องเสีย และได้รับประโยชน์ที่มิควร โดยชอบด้วยกฎหมาย จากการที่นายพานทองแท้ และ น.ส.พินทองทาซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด เมื่อปี 2549 คนละ 164,600,000 หุ้น ในราคาพาร์หุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาตลาดหุ้นละ 49.25 บาท ถือได้ว่านายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทา เป็นผู้ได้รับเงินพึงประเมิน ตามประมวล รัษฎากร มาตรา 39 และมีหน้าที่ต้องเสียภาษีของส่วนต่างราคาหุ้น คนละ 7,941,950,000 บาท การกระทำนั้นทำให้กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง และราชการเสียหาย จำเลยทั้งหมดให้การปฏิเสธต่อสู้คดี

ศาลพิเคราะห์คดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1-4 ร่วมกันปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิชอบ โดยมีจำเลยที่ 5 เป็นผู้สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือไม่ เห็นว่า คณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรเคยมีความเห็นเกี่ยวกับรายได้และส่วนต่างการโอนขายหุ้นให้กับบุคคลธรรมดา เข้าลักษณะเป็นผู้ได้รับประโยชน์ต้องนำเงินนั้นมารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ตามประมวลรัษฎากร มาตรา 39 กรณีของนายพานทองแท้และ น.ส.พินทองทาได้ประโยชน์จากส่วนต่างของการขายหุ้นละ 1 บาท จึงต้องเป็นรายได้ที่นำมาคำนวณเพื่อเสียภาษี โดยผลจากการกระทำของจำเลยที่ 1-4 เกิดความเสียหายต่อกรมสรรพากร ความผิดสำเร็จตั้งแต่การตอบข้อหารือ โดยจำเลยที่ 5 หารือมายังสำนักกฎหมาย แล้วนำคำหารือไปใช้ประโยชน์ จึงมีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนด้วย

พิพากษาว่า จำเลยที่ 1-4 มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 83 ให้จำคุกคนละ 3 ปี ส่วนจำเลยที่ 5 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุน เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ 86 มีโทษ 2 ใน 3 จึงให้จำคุกเป็นเวลา 2 ปี และเมื่อพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดีของจำเลยทั้งหมดจึงไม่มีเหตุให้รอการลงโทษ

ต่อมาทนายความจำเลยทั้งห้าได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เพื่อขอปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยที่ 1-4 ยื่นหลักทรัพย์เป็นหนังสือรับรองเพื่อรับการช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ที่ต้องคดีของกรมสรรพากร มีวงเงินไม่เกิน 4.2 แสนบาท ส่วนจำเลยที่ 5 ใช้หลักทรัพย์เป็นเงินสด 3 แสนบาท ศาลพิจารณาแล้วอนุญาตให้ประกันตัวไประหว่างอุทธรณ์สู้คดี โดยตีราคาประกันจำเลยคนละ 300,000 บาท โดยไม่มีการกำหนดเงื่อนไขใดๆในการปล่อยตัวชั่วคราว

ขณะที่นายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรม สรรพากร กล่าวว่า ขณะนี้กรมสรรพากรกำลังรอผลการตัดสินของศาลอย่างเป็นทางการ กรณีนี้นางเบญจา หลุยเจริญ อดีตรองอธิบดีกรมสรรพากรและอดีต รมช.คลัง และพวกอีก 3 คนถูกศาลตัดสินร่วมกันละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนความผิดในส่วนของกรมสรรพากรเป็นอำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่จะตั้งคณะกรรมการสอบสวน เนื่องจากเป็นอดีตข้าราชการระดับสูงซี 9 ขึ้นไป