วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตรียมแจ้งข้อหา 'สมเด็จช่วง’ คดีรถ

“ดีเอสไอ” แถลงผลการประชุมร่วมกับอัยการคดีรถเบนซ์โบราณ จ่อแจ้งข้อหา “สมเด็จช่วง” ผู้ครอบครองผิด พ.ร.บ.สรรพสามิต และสั่งเอาผิดผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม 2 ราย ด้าน “เจ้าคุณประสาร” ยันการนัดคณะสงฆ์สวดมนต์เพื่อขจัดปัดเป่าภัยคุกคาม จะเป็นอั้งยี่และซ่องโจรได้อย่างไร ส่วน “ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธ” ระบุคดีครอบครองรถเบนซ์ต้องดูที่เจตนา ขณะที่ ตร.ปอท.บุกตรวจสำนักสงฆ์เครือข่ายวัดพระธรรมกายที่ จ.ปราจีนบุรี พบรุกที่ป่าสงวน

กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เลื่อนนัดอัยการถกข้อกฎหมาย คดีการครอบครองรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ เป็นวันที่ 28 ก.ค. ขณะที่พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวเทศน์นายกฯ และหัวหน้า คสช. ไปอาบน้ำห่มชุดขาวไหว้พระ แล้วนั่งคิดว่ามาถูกทางแล้วหรือที่ยื้อเวลาการแต่งตั้งสมเด็จช่วงเป็นพระสังฆราชองค์ใหม่ ส่วนพระสุวิทย์ ธีรธัมโม หรือพุทธะอิสระ ร้องดีเอสไอเอาผิดเจ้าคุณประสาร ข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 16.20 น. วันที่ 28 ก.ค. ดีเอสไอได้ออกแถลงการณ์ ความคืบหน้าการประชุมร่วมกับพนักงานอัยการ คดีพิเศษที่ 12/2559 กรณีรถยนต์ยี่ห้อเมอร์เซเดส-เบนซ์ หมายเลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษได้สืบสวนสอบสวน การครอบครองรถยนต์ประกอบขึ้น จากชิ้นส่วนอุปกรณ์รถเก่า (รถจดประกอบ) ของพระเถระชั้นผู้ใหญ่ กรมสอบสวนคดีพิเศษจึงแถลงความคืบหน้า โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ประชุมสรุปประเด็นร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน สำนักงานอัยการสูงสุด เพื่อพิจารณาความผิดของกลุ่มผู้ครอบครองรถยนต์ยี่ห้อ เมอร์เซเดส เบนซ์ ที่ชำระภาษีไม่ครบถ้วน ส่วนที่คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการแจ้งข้อกล่าวไปแล้วมีดังนี้

1.นายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์ ข้อหาร่วมกันลักลอบหนีศุลกากรหรือซื้อหรือรับไว้ ด้วยประการใดๆ ซึ่งของหนีภาษีศุลกากร 2.นายเมธีนันท์ หรือชลัช นิติฐิติวงษ์ ข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน 3.นายสมนึก บุญประไพ ข้อหา ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน และ ร่วมกันปลอมเอกสาร ที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่วมกันว่าคดีมีพยานหลักฐานในสำนวนการสอบสวนในชั้นนี้ ยังรับฟังได้อีกว่า มีนายพิชัย วีระสิทธิกุล และนายวสุ จิตติพัฒนกุลชัย มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดกับนายเกษมศักดิ์ ภวังคนันท์ ในความผิดตามข้อ 1 ด้วย

ส่วนรถยนต์ เลขทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร มีการชำระภาษีสรรพสามิตไม่ถูกต้องครบถ้วนตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ สำหรับผู้ครอบครองรถยนต์คันดังกล่าวที่เสียภาษีไม่ครบถ้วนจะมีความผิดตามมาตรา 161 (1) พ.ร.บ.สรรพสามิตพนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการจะได้พิจารณา ดำเนินการเรียกผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดดังกล่าว มาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป ส่วนเรื่องเกี่ยวกับการประเมินภาษีเพิ่มเติม กรมสรรพสามิตได้พิจารณาดำเนินการแล้ว ขณะนี้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษอยู่ระหว่างรอแจ้งผลการดำเนินการ จากกรมสรรพสามิต หากมีความคืบหน้าจะประชาสัมพันธ์ให้ทราบ

ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวถึงพุทธะอิสระ แจ้งเอาผิดฐานอั้งยี่ ซ่องโจร ว่า ไม่รู้สึกหนักใจอะไร เพราะทำเพื่อคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนา การสื่อสารไปถึงคณะสงฆ์ในประเทศและพระธรรมทูตในต่างประเทศทั่วโลก ก็เพื่อพิทักษ์ปกป้องคณะสงฆ์ การเจริญพระพุทธมนต์เพื่อขจัดปัดเป่าภาวะคุกคาม สิ่งเหล่านี้จะเป็นอั้งยี่ เป็นซ่องโจร ได้อย่างไร หวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะมีดุลพินิจทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย

ส่วนกรณีกระแสข่าวที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ให้ดีเอสไอมีหนังสือแจ้งไปยังสมเด็จช่วง ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช ขอให้แจ้งพระ สังฆาธิการทั่วประเทศ ไม่ให้ออกมาเคลื่อนไหว พระพรหมโมลี (สุชาติ ธมฺมรตโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ประธานคณะเลขานุการผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กล่าวว่า ยังไม่ได้มีการประสานมา ขณะที่นายพนม ศรศิลป์ ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ยังไม่มีหน่วยงานใดประสานงานมาเพื่อขอให้สมเด็จช่วง แจ้งให้พระสงฆ์ยุติการเคลื่อนไหวและออกมาสวดมนต์

ขณะที่นายบรรจบ บรรณรุจิ ประธานสมาพันธ์ชาวพุทธแห่งประเทศไทย ได้โพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่า เจตนาเป็นองค์ประกอบสำคัญที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ในการบัญญัติสิกขาบท ได้ทราบว่า กฎหมายก็ถือเจตนาเป็นองค์ประกอบด้วย อย่างกรณี เมื่อหลายปีมาแล้ว องคมนตรีท่านหนึ่งไปมีบ้านบนเขายายเที่ยง อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีประชาชนจำนวนหนึ่งไปฟ้องร้องเอาผิดท่าน เรื่องถึงศาล แต่ศาลตัดสินว่าท่านไม่ผิด เพราะไม่มีเจตนาบุกรุก แต่ให้คืนที่ดินที่ครอบครองไว้ให้แก่แผ่นดิน ในปัจจุบันเกี่ยวกับสถาบันสงฆ์มีการตั้งข้อหาว่ารับของโจร แก่พระผู้ใหญ่ระดับสมเด็จ รับถวายรถโบราณจากลูกศิษย์และมีลายเซ็นท่านในฐานะเจ้าของ ถ้าพิจารณาแค่นี้ก็กล่าวหาได้ว่าทำผิดและยกเป็นคดีใหญ่โต แต่น่าฉงนว่า ทำไมผู้พิจารณาจึงไม่ยอมนำคำว่า เจตนา มาใช้ประกอบการพิจารณา

ด้านความเคลื่อนไหวการตรวจสอบที่ดินของวัดพระธรรมกาย สายวันเดียวกัน พ.ต.อ.อริยพล สินสอน ผกก.2 บก.ปทส. พร้อมผู้เกี่ยวข้อง ได้นำหมายศาลเข้าตรวจสอบสำนักสงฆ์ “ศูนย์การศึกษาเขาแก้วเสด็จ” ตั้งอยู่เลขที่ 173 หมู่ 7 ต.บ้านนา อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี เครือข่ายของวัดพระธรรมกาย พบว่าพื้นที่โดยรอบมีเอกสารสิทธิครอบครองเป็นของมูลนิธิรัตนคีรี ตั้งอยู่บนที่ดินจำนวน 1,224 ไร่ 3 งาน 27 ตารางวา โฉนดที่ดิน 24 แปลง มูลนิธิรัตนคีรีเป็นผู้ถือครองโฉนดที่ดิน 38 ฉบับ และชื่อบุคคลอื่นถือครองที่ดิน 4 ฉบับ พร้อมยังมีมูลนิธิรัตนคีรีขอใช้พื้นที่ป่าไม้บนเนื้อที่ 160 ไร่ มีการปลูกสร้างอาคารเกือบร้อยหลัง ส่วนที่เหลือพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติป่าแก่งดินสอ ป่าแก่งใหญ่ และป่าเขาสโตน รวมพื้นที่ 10 ไร่ 1 งาน 18 ตารางวา แจ้งข้อกล่าวหานายพลสันต์ พฤกษสุภชาติ เจ้าของมูลนิธิฯ ร่วมกันทำลายป่า ยึดถือครอบครองป่าสงวนเพื่อตนเองหรือผู้อื่นโดยไม่ได้รับอนุญาต

“ดีเอสไอ” แถลงผลการประชุมร่วมกับอัยการคดีรถเบนซ์โบราณ จ่อแจ้งข้อหา “สมเด็จช่วง” ผู้ครอบครองผิด พ.ร.บ.สรรพสามิต และสั่งเอาผิดผู้เกี่ยวข้องเพิ่มเติม 2 ราย ด้าน “เจ้าคุณประสาร” ยันการนัดคณะสงฆ์สวดมนต์เพื่อขจัดปัดเป่าภัยคุกคาม 29 ก.ค. 2559 04:58 29 ก.ค. 2559 05:18 ไทยรัฐ