วันอังคารที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
เชื่อหลัง 'ประชามติ' ปัญหาไม่จบ ลั่นเข้าคูหาแค่พิธีกรรม

เชื่อหลัง 'ประชามติ' ปัญหาไม่จบ ลั่นเข้าคูหาแค่พิธีกรรม

  • Share:

"อุดม" ย้ำวางเปลี่ยนผ่าน 5 ปี ป้องกันซ้ำรอย โต้ "มาร์ค" ปัดย่อหย่อนปราบโกง ด้าน "สมชัย" ชี้ประชามติดุเดือดรุนแรง เชื่อการเมืองไม่สงบหลังจบประชามติ

เมื่อวันที่ 28 ก.ค.59 ที่สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย อาคารซอฟแวร์พาร์ค สำนักงานคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย จัดเวทีสร้างความรู้ความเข้าใจร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนการออกเสียงประชามติ โดยมี นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ และนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง ร่วมเป็นวิทยากร

โดย นายอุดม กล่าวว่า ก่อนร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คนไทยรบราฆ่าฟันกัน ต่างคนต่างมีความรู้สึกเคียดแค้น นี่คือสภาพความเป็นจริง ดังนั้นระยะเวลา 5 ปี ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ แต่เป็นการป้องกันไม่ให้เหตุการณ์เก่าๆ กลับมาเหมือนเดิม และเห็นว่าปัญหาที่ผ่านมา ฝ่ายการเมืองต้องร่วมรับผิดชอบ ไม่ใช่ไปมองว่าฝ่ายทหารมาทำรัฐประหารแต่เพียงอย่างเดียว

ส่วนกรณีที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น เพราะร่างรัฐธรรมนูญย่อหย่อนให้กับคนที่กระทำความผิด นายอุดม กล่าวว่า กรธ.ร่างรัฐธรรมนูญไม่เคยคิดถึงตัวคนกลุ่มใดพรรคไหน เพราะถ้าร่างอย่างนั้นจะไม่ได้เป็นที่ยอมรับ ส่วนการให้อุทธรณ์ ในศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่ต้องมีหลักฐานใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมนั้น ไม่มีที่ไหนในโลกทำ กรธ. พยายามที่จะยึดหลักความยุติธรรม และทราบว่าจะมีใครถูกดำเนินคดี แต่ไม่แน่ในอนาคตฝ่ายการเมืองอีกกลุ่มต้องขึ้นศาลด้วยเหมือนกัน ส่วนกรณี ป.ป.ช.นั้น หากประธานรัฐสภาเล่นพรรคเล่นพวกก็ต้องรับผิดชอบเอง

"มีคนพูดว่า ถ้าไม่ชอบทหาร ก็ไม่ต้องไปลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนี้ ถ้าพูดอย่างนี้พวกผมก็คือผลไม้พิษมันก็จบแล้ว ไม่ต้องไปเถียงกัน ส่วนที่ กรธ.ไม่อยากดีเบต เพราะเชื่อว่าการดีเบตจะใช้ลูกล่อลูกชน ใช้วาทกรรมที่ใครจะปลุกเร้าได้มากกว่ากัน ยิ่งจะสร้างความสับสนให้ประชาชนมากขึ้น" นายอุดม กล่าว

ด้าน นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า ประชามติไม่ใช่เครื่องมือตามหลักวิชาการที่ให้คนในสังคมส่วนใหญ่ตัดสิน แต่ประชามติคือการสร้างพิธีกรรมที่มีต้นทุนสูง เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง วันนี้พิธีกรรมดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือที่ดุเดือด รุนแรงและตื่นเต้น ประชามติรับหรือไม่รับ กลายเป็นคนสองซีกในสังคม ซีกหนึ่งประกอบด้วยพรรคการเมืองใหญ่สองพรรค รวม นปช. นักวิชาการและเอ็นจีโอกลุ่มหนึ่ง ไม่มีพรรคขนาดกลางที่ได้ประโยชน์จากร่างรัฐธรรมนูญนี้ อีกซีกฟากหนึ่ง กปปส. กลุ่มนิยมลุงตู่และรัฐบาล ถ้าผลไปในทางใดทางหนึ่ง มีความหมายทางการเมือง ถ้ารับ นั่นคือการพิสูจน์ความชอบธรรมของรัฐบาลทหาร แม้สองพรรคใหญ่จะรวมตัวกันหนักแน่นขนาดไหนก็ยังไม่ชนะ ย่อมมีผลกระทบทางการเมืองสูงมาก ถ้าผลออกมาไม่รับคือ รัฐบาลทหารหมดความชอบธรรม ดังนั้นประชามติจะจบลงด้วยการเดินเรื่องทางการเมือง ฝ่ายใดเข้มแข็งก็จะได้เปรียบทางการเมืองในอนาคต ถ้าผลออกมาชนะเกินล้าน กกต.เก็บของไปปิกนิกได้ไปพักร้อนได้ แต่ถ้าไม่ถึงล้าน ก็ต้องรอฟังผลเป็นทางการในอีก 3 วัน แต่ยืนยันว่า กกต.ทำงานด้วยความสุจริตเที่ยงธรรม ใครชนะใครแพ้ กกต.ยังมีงานทำ

นายสมชัย กล่าวอีกว่า การลงประชามติของประชาชนอยู่บนพื้นฐานความรู้ความเข้าใจของประชนอย่างแท้จริงหรือไม่ วันนี้มีแพะสองตัว ตัวหนึ่ง คือ กกต. ตัวที่สอง คือ กรธ. โดยเฉพาะกรณีการแจกจ่ายร่างรัฐธรรมนูญที่วิจารณ์ว่าไม่ครบทุกบ้าน คำถามคือแจกครบทุกบ้าน ประชาชนจะรู้เรื่องมากขึ้นหรือไม่ ซึ่งในปี 2550 แจกครบทุกบ้าน แต่เกิดวาทกรรมว่า "แจกให้ไปรองขาตู้กับข้าว" ซึ่งเชื่อว่าการแจกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ทำให้ประชาชนเกิดความรู้ความเข้าใจเพียงพอ และยังไปสร้างให้ประชาชนเชื่อไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้