วันศุกร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
มายาคติ HIV EP.2 เจาะระบบรักษา ไฉนผู้ติดเชื้อโดนตีตรา ปฏิเสธผ่าตัด

มายาคติ HIV EP.2 เจาะระบบรักษา ไฉนผู้ติดเชื้อโดนตีตรา ปฏิเสธผ่าตัด

  • Share:

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ปัจจุบันนี้มีโรคภัยไข้เจ็บมากมายที่น่ากลัวและยากที่จะหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะโรคติดต่อที่สามารถถ่ายทอดเชื้อถึงกันได้ นั่นยิ่งเป็นสิ่งที่เพิ่มความน่ากลัวและอันตรายมากขึ้นเป็นทวีคูณ ทว่าหนึ่งในโรคติดต่อที่คนรู้จักและกลัวกันมากเป็นอันดับต้นๆ ก็คือ ‘โรคเอดส์’ แต่ความน่ากลัวที่ว่านี้ อาจไม่ใช่ที่ตัวโรคเพียงอย่างเดียว ที่มากกว่านั้นก็คือ สายตาท่าทางความรังเกียจ ถูกตีตรา และแบ่งแยกจากสังคม กระนั้น ปัญหาดังกล่าวนี้ ทำให้หลายๆ คน โดยเฉพาะเยาวชน ไม่กล้าแม้แต่จะเดินเข้าไปตรวจ หรือเข้าถึงกระบวนการรักษา เป็นเหตุให้การแพร่กระจายเชื้อไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด... 

สืบเนื่องจากที่ ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้นำเสนอเกี่ยวกับสารพัดปัญหาของผู้ที่ต้องอยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี มายาคติ HIV EP.1 หวาดกลัว หนีห่าง! สัมผัสใจสุดช้ำ โดนสังคมตราหน้า ชี้ด่าอันตราย ไปแล้วนั้น จะเห็นว่าหนึ่งในปัญหาและเป็นอุปสรรคการใช้ชีวิตของผู้ที่ติดเชื้อก็คือปัญหาด้านระบบการรักษา การถูกตีตราและเลือกปฏิบัติจากบุคลากรทางการแพทย์ ...

ระยะเวลากว่า 30 ปี ที่ประเทศไทยเกิดการระบาดของโรคเอดส์ และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วจำนวนไม่น้อย ซึ่งสถานการณ์ ณ ปัจจุบัน มีอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีหน้าใหม่อยู่ที่ปีละประมาณ 10,000 คน โดยพบมากที่สุดในกลุ่มชายรักชาย เพราะฉะนั้นแล้ว...เพื่อยุติปัญหาการติดเชื้อเอชไอวีและลดการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น ต้องปฏิบัติตัวอย่างไรไม่ให้ตกอยู่ในความเสี่ยง ไปทำความเข้าใจพร้อมๆ กัน...

หากรู้ว่าเป็นผู้มีความเสี่ยง ก็ให้รีบเข้าสู่กระบวนการตรวจเลือด รู้เร็ว รักษาได้
ทำความเข้าใจใหม่! เอชไอวี VS เอดส์ ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ...

ประเด็นเรื่องการติดเชื้อเอชไอวี หลายคนอาจรู้สึกว่าได้ยินมาตั้งแต่เด็กแล้ว แต่ไฉนถึงยังไม่เลิกพูดเลิกนำเสนอกันเสียที จึงต้องตั้งคำถามกลับไปว่า ความรู้ความเข้าใจที่ผ่านหูมานั้น ถูกต้องแล้วหรือไม่? วันนี้ ทีมข่าวฯ ขอหยิบยกมาอธิบายให้ฟังอีกครั้ง โดย พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและหัวหน้าหน่วยวิจัยเสิร์ช ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย อธิบายอย่างเข้าใจง่ายว่า จริงๆ แล้ว เชื้อเอชไอวี กับ เอดส์ นั้น มีความแตกต่างกัน โดยเชื้อเอชไอวี แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะแรก ซึ่งเป็นระยะที่ไม่มีอาการ จะเรียกว่า อยู่ในภาวะเริ่มติดเชื้อ เราจึงเรียกคนกลุ่มนี้ว่า "ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อเอชไอวี" และเมื่อเวลาผ่านไป 5-7 ปี จะเข้าสู่ระยะที่สอง ระยะเริ่มมีอาการ จะมีตุ่มขึ้นตามร่างกาย มีเชื้อราในปาก งูสวัด เป็นต้น และหลังจากระยะนี้ จะใช้เวลาเพียง 1-2 ปี จะเข้าสู่ระยะที่สาม ขั้นรุนแรง หรือที่เรียกว่า ระยะเอดส์เต็มขั้น ระยะนี้ภูมิคุ้มกันจะตกอย่างรวดเร็ว และมีอาการที่ตามมา เช่น เชื้อราขึ้นสมอง วัณโรค ปอดอักเสบ ต่อมน้ำเหลืองกระจายทั่วทั้งร่างกาย รวมไปถึงบางรายอาจมีเชื้อไวรัสขึ้นจอตาถึงขั้นตาบอด เป็นต้น ซึ่งระยะเอดส์ เป็นระยะที่ป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์ หัวหน้าแผนกป้องกันและหัวหน้าหน่วยวิจัยเสิร์ช ศูนย์วิจัยโรคเอดส์สภากาชาดไทย
รู้ไว้ได้เข้าใจถูกต้อง! เสี่ยงคืออะไร? ใครบ้างคือ ผู้มีความเสี่ยง?

ทั้งนี้ ถามว่า เสี่ยงคืออะไร? และใครบ้างคือผู้ที่มีความเสี่ยง? พญ.นิตยา อธิบายต่อว่า เชื้อเอชไอวี สามารถติดต่อกันได้ 3 ช่องทาง ดังนี้ 
1. ทางเพศสัมพันธ์ แม้จะเป็นการมีเพศสัมพันธ์เพียงครั้งเดียวในชีวิต หรือมีเพศสัมพันธ์กับสามีและภรรยาตนเองก็ตาม หากไม่มีการป้องกันในขณะที่มีเพศสัมพันธ์ก็ถือว่าเป็นผู้มีความเสี่ยง เนื่องจากจะไม่มีทางรู้ได้เลยว่าสามีหรือภรรยาเรา เคยมีเพศสัมพันธ์กับใครมาก่อน ฉะนั้นจะไม่มีการแบ่งแยกว่า เสี่ยงน้อยหรือมาก หากใครมีพฤติกรรมที่เสี่ยง ก็ควรตรวจเลือด อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
2. ทางเลือด เป็นการติดต่อกันจากการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน เช่น เข็มฉีดยาเสพติด เข็มฉีดโบท็อกซ์ ฉีดฟิลเลอร์ หรือแม้แต่ใช้เข็มฉีดร่วมกันเอง เป็นต้น
3. จากแม่สู่ลูก ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่จะไม่มีเด็กติดเชื้อจากแม่อีกต่อไป แต่อาจเหลือเพียงส่วนน้อยหรือแทบจะเป็น 0% แล้ว

กอด หอม จูบ! ดื่มน้ำร่วมแก้ว ใช้ช้อนร่วมกัน กับ ผู้ติดเชื้อ HIV ได้หรือไม่?

มาถึงตรงนี้ แม้ในทางการแพทย์จะระบุว่า การติดเชื้อเอชไอวีได้ มีเพียง 3 ช่องทางดังกล่าว แต่สิ่งที่หลายคนยังคงสงสัยหรือกังวลใจต่อว่า แล้ว...ถ้าดื่มน้ำแก้วเดียวกัน ทานอาหารช้อนเดียวกัน หรือแม้แต่จูบปากกัน จะมีโอกาสติดเชื้อเอชไอวีหรือไม่? พญ.นิตยา ไขข้อข้องใจในประเด็นนี้ว่า อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่า ช่องทางการติดต่อเชื้อเอชไอวี ยังคงมีเพียง 3 ช่องทางเท่านั้น คือ เพศสัมพันธ์ เลือด และแม่สู่ลูก นอกเหนือจากนั้น ไม่ใช่วิธีของการติดเชื้อ ดังนั้น การทานอาหารร่วมช้อนเดียวกัน ดื่มน้ำร่วมแก้ว การจูบ หรือแม้แต่ยุงกัดผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี แล้วไปกัดอีกคน ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ปัจจัยหรือสาเหตุให้มีการติดเชื้อเอชไอวี

แต่...ก็ยังมีคำถามต่อไปว่า แล้วการมีเพศสัมพันธ์ในลักษณะใดที่มีความเสี่ยงต่อการติดและไม่ติดนั้น ต้องอธิบายว่า การมีเพศสัมพันธ์โดยใช้ปากหรือการจูบ ที่หลายคนสงสัยกันมากนั้น โอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชไอวีน้อยมาก แต่ไม่เป็นศูนย์ ในกรณีที่มีการจูบปากกันอย่างดูดดื่มแล้ว ปรากฏว่าเกิดแผลในปากทั้งคู่ เนื่องจากกลไกของการติดเชื้ออาจเกิดจากเยื่อบุแผล จนเกิดช่องทางการส่งผ่านเชื้อได้

ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อ HIV เพิ่มขึ้นปีละ ประมาณ 10,000 คน โดยอันดับ 1 คือ ติดเชื้อมาจากการมีเพศสัมพันธ์
ส่องสถิติอัตราการติดเชื้อใหม่สูงสุด อยู่ในกลุ่มเกย์ เยาวชน 15-19 ปี

พญ.นิตยา กล่าวว่า ปัจจุบันยังคงมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี เพิ่มขึ้นทุกปี ปีละเกือบหมื่นคน โดยอัตราการติดเชื้อใหม่สูงที่สุดคือ ในกลุ่มเกย์ ช่วงอายุ 15-19 ปี เพราะฉะนั้นหากคุณรู้ตัวว่า เป็นผู้มีความเสี่ยง ไม่ว่าจะมากหรือน้อย ก็ควรให้รีบมาตรวจเลือด หากผลเลือดเป็นบวก ก็จะได้รีบเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ทัน หากเลือดเป็นลบก็จะได้ทราบถึงวิธีป้องกันต่อไป ฉะนั้น ณ ปัจจุบัน ไม่ว่าผลตรวจเลือดจะเป็นบวกหรือลบล้วนเป็นสิ่งที่ดีทั้งสิ้น ขอแค่อย่ากลัวที่จะเดินเข้ามาตรวจ ซึ่งปัจจุบันตรวจฟรี รักษาฟรี 

“สำหรับในช่วงระยะ 5 ปีหลังมานี้ ทางการแพทย์ พบว่า แทบจะไม่พบผู้ป่วยระยะเอดส์เลย เนื่องจากมีการพูดอยู่เสมอว่า เมื่อมีภาวะความเสี่ยงเกิดขึ้น ให้รีบตรวจเลือด และหากตรวจพบเชื้อเอชไอวี อยู่ในเลือด จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษาและทานยาต้านไวรัสทันที โดยไม่ต้องรอให้ภูมิคุ้มกันตกไปสู่ระยะเอดส์เต็มขั้น เพราะหากผู้ติดเชื้อเอชไอวีรู้ตัวเร็ว ได้รับการรักษาและทานยาต้านไวรัสอย่างทันท่วงที ก็จะไม่นำไปสู่ระยะที่สองและระยะที่สามเกิดขึ้น” พญ.นิตยา กล่าว

HIV รักษาได้ เจาะกระบวนการรักษาต้านเชื้อไวรัสสู่ “ระยะสงบ”

ทั้งนี้ หลายคนอยากรู้ว่ากระบวนการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี มีอะไรบ้าง? ภายหลังจากที่ตรวจพบว่าติดเชื้อเอชไอวีแล้ว ขั้นตอนต่อมาจะต้องเข้ารับการตรวจค่าซีดีโฟร์ หรือภูมิคุ้มกัน รวมถึงการตรวจหาโรคแทรกซ้อนต่างๆ โดยเฉพาะโรคที่มักแฝงตัวเข้ามาเงียบๆ เช่น ไวรัสขึ้นจอตา เชื้อราขึ้นสมอง วัณโรค เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนนี้ถือว่าสำคัญมาก เพราะถ้าเราไม่รู้ว่าผู้ติดเชื้อมีโรคเหล่านี้แทรกซ้อนอยู่ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสเพียงอย่างเดียวอาจทำให้อาการของโรคกำเริบได้ หลังจากผ่านกระบวนการตรวจเช็กภาวะแทรกซ้อนแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือ เข้าสู่กระบวนการเช็กระบบการทำงานของร่างกาย เพื่อให้สอดคล้องกับการคัดเลือกสูตรยา และทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นเมื่อเวลาผ่านไป 1 เดือน ก็จะนัดเข้ามาตรวจผลข้างเคียงที่ผู้ติดเชื้อได้รับ และนัดทุกๆ 3 เดือน เมื่อผ่านพ้นช่วงปีแรกไปแล้ว ประกอบกับการติดตามผลเลือดแล้วว่า เชื้อไวรัสถูกกดเต็มที่ ช่วงระยะนี้ความถี่การนัดก็จะลดลง เหลือเพียงทุกๆ 6 เดือน

พญ.นิตยา ภานุภาค พึ่งพาพงศ์
คลินิกนิรนาม บริการตรวจเลือด ให้คำปรึกษา ป้องกันปัญหาเชื้อเอชไอวี
ทำความรู้จัก! ยาต้านไวรัส คืออะไร? ช่วยในการรักษาได้อย่างไร?

พญ.นิตยา กล่าวถึงความสำคัญของการรับประทานยาต้านไวรัสว่า ยาต้านไวรัสที่ใช้ในปัจจุบัน เป็นแนวทางการรักษาของประเทศไทย สามารถเบิกได้ตามสิทธิ์การรักษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นบัตรทอง ประกันสังคม หรือข้าราชการ ซึ่งสูตรของยาต้านไวรัสที่นิยมโดยทั่วไป ประกอบไปด้วย สูตรยาชื่อ Zidovudine (AZT) + Lamivudine (3TC) + Nevirapine (NVP) รับประทานวันละ 2 ครั้ง ทุก 12 ชั่วโมง โดยสูตรนี้จะไม่มีอาการมึนเมา เหมาะกับคนวัยทำงาน นักศึกษา และนักเรียน และอีกสูตรที่ใช้กันทั่วไปคือ Tenofovir (TDF) + Lamivudine (3TC) + Efavirenz (EFV) รับประทานวันละ 1 ครั้ง ทุก 24 ชั่วโมง ซึ่งผลข้างเคียงจะเกิดเฉพาะเดือนแรกเท่านั้นคือ จะต้องระมัดระวังเรื่องของการเกิดผื่นและมึนงง

ทั้งนี้ การเลือกรับประทานยาต้านไวรัส ไม่ว่าจะเป็นสูตรใดก็ตาม ขึ้นอยู่กับการใช้ชีวิตตามความเหมาะสมของแต่ละบุคคลเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในระยะเริ่มแรกหรือรุนแรงถึงขั้นระยะเอดส์ ก็สามารถกินยาสูตรเดียวกันได้หมด แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือเรื่องวินัย ที่จะต้องรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา หากลืมรับประทานหรือเวลาคลาดเคลื่อนไป นึกได้เมื่อไรต้องกินทันทีและเริ่มนับเวลาใหม่ ดังนั้น หากรับประทานยาต้านไวรัสอย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา ก็แทบไม่มีโอกาสที่จะดื้อยา

เอชไอวี VS เอดส์ รู้เร็ว รักษาได้
หากรู้ว่าเป็นผู้มีความเสี่ยง ก็ขอให้เข้าถึงบริการเจาะเลือดให้เร็ว อย่างน้อยควรตรวจปีละครั้ง
คำถามที่หลายคนอยากรู้! ยาต้านไวรัส ช่วยให้เชื้อ HIV หายขาดเลยหรือ?

พญ.นิตยา อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการของเชื้อเอชไอวีเข้าสู่ร่างกายเริ่มจากในระยะแรก เชื้อเหล่านี้จะเข้าไปหาแหล่งที่อยู่ในร่างกาย เช่น ต่อมน้ำเหลือง สมอง ลำไส้ และผนังลำไส้ ซึ่งเมื่อเวลาผ่านไปเชื้อเหล่านี้ก็จะสะสมและมีการสร้างเชื้อออกมาเรื่อยๆ ฉะนั้นจึงต้องมีการทานยาต้านไวรัส เพื่อช่วยกดทับเชื้อเอชไอวีที่อยู่ในเลือดให้อยู่ในระดับที่ไม่สามารถตรวจพบได้อีก แต่เมื่อไรที่ผู้ติดเชื้อมีการหยุดยา เชื้อเหล่านี้ก็จะกลับมาสู่เลือดได้อีก ดังนั้น เชื้อเอชไอวี จะไม่หมดไปจากร่างกาย เพียงแต่กระบวนการรักษาจะสามารถคุมเชื้อได้ เรียกว่า “ระยะสงบ”

ยาต้านไวรัสเป็นอุปสรรค หมอไม่ใส่ใจ ปัญหานี้แก้อย่างไรดี?

สำหรับประเด็น อุปสรรคการทานยาต้านไวรัส ที่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้สะท้อนออกมา ตามที่ทีมข่าวฯ ได้นำเสนอไปในตอนที่แล้วว่า “สูตรยาที่แพทย์จ่ายให้นั้น ไม่เหมาะกับการใช้ชีวิต ผลข้างเคียงของยาส่งผลต่อวิถีชีวิตการเรียนและการทำงาน ทำให้ไม่สามารถทานยาได้ตรงเวลา รวมถึงแพทย์ไม่ใส่ใจที่จะติดตามผลข้างเคียง ได้แต่ตั้งคำถามว่า กินยาตรงเวลาไหม?”  พญ.นิตยา ตอบในประเด็นนี้ว่า ปัจจุบันทางการแพทย์ก้าวหน้ามากขึ้น ระบบการรักษามียาต้านไวรัส มากกว่า 30 ชนิด แม้จะเป็นสูตรที่ใช้สิทธิ์ประกันสังคม บัตรทอง หรือข้าราชการก็ตาม ไม่ต้องกังวลใจว่าจะไม่มีสิทธิ์เลือกสูตรยา เนื่องจากตัวยาเหล่านี้ สามารถนำมาผสมเป็นยาต้านเชื้อไวรัสได้หลายสูตร เพื่อให้ผู้ติดเชื้อสามารถเลือกรับประทานได้ตามความสะดวกและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตได้ รวมไปถึงผู้ติดเชื้อที่มีโรคประจำตัวอยู่แล้ว สามารถเลือกสูตรยาที่ไม่มีผลกระทบต่อยาที่ใช้รักษาโรคประจำตัวได้ โดยสิ่งที่สำคัญคือ ผู้ติดเชื้อ HIV จะต้องแจ้งถึงข้อมูลโรคประจำตัว ปัญหาอุปสรรคของการทานยาให้แพทย์ที่รักษาทราบ เพื่อเลือกปรับสูตรยาได้ตามความเหมาะสม

การเข้ารับบริการ ตรวจเลือด ให้คำปรึกษา และเข้าสู่ระบบการรักษาของคลินิกนิรนาม

ด้าน พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา กล่าวเสริมในเรื่องนี้ว่า ปัจจุบันการรับยาโดยใช้สิทธิประโยชน์ซึ่งไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นเป็นเรื่องที่ดีของผู้ป่วย แต่เราพบว่ายาแต่ละตัวก็จะมีคุณสมบัติเฉพาะและมีผลข้างเคียงที่แตกต่างในแต่ละบุคคล เรียกได้ว่าอาจเกิดผลไม่พึงประสงค์ได้แทบทุกตัว ขึ้นอยู่กับว่าจะพบมากหรือน้อย ดังนั้น สิ่งที่จะช่วยแก้ปัญหาให้แก่ผู้ติดเชื้อได้ก็คือ การปรึกษากับผู้ที่ติดเชื้อด้วยกัน หรือเจ้าหน้าที่อาสาสมัครผู้ติดเชื้อ ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟ้าสีรุ้งแห่งประเทศไทย คลินิกนิรนาม เป็นต้น ก็จะช่วยไขความกระจ่างในเรื่องการปฏิบัติให้สอดคล้องกับตัวยามากขึ้น 

“ที่สำคัญ ผู้ติดเชื้อจะต้องศึกษาข้อมูลการรักษาร่วมไปกับแพทย์ ให้ทราบว่ายาต้านไวรัสสูตรที่ทานอยู่มีข้อจำกัดอะไร ต้องมีแนวทางการรักษา รวมถึงการปฏิบัติตัวและใช้ชีวิตอย่างไร ที่จะเหมาะสม ซึ่งผู้ติดเชื้อจะต้องให้ความสำคัญและร่วมมือปฏิบัติตัวด้วย เพราะกระบวนการรักษาจะได้ผลดี ต้องเป็นผลมาจากยาที่ดีและพฤติกรรมผู้ป่วยที่เหมาะสมร่วมกัน รวมถึงผู้ติดเชื้อเองก็ต้องแจ้งถึงปัญหาและอุปสรรคของการทานยาให้แพทย์ทราบ อย่างไรก็ตาม การทานยาตรงเวลาเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แพทย์จึงมักให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ จนอาจละเลยการถามปัญหาอื่น อาทิ ผลข้างเคียงได้ ดังนั้น ต้องขอให้ผู้ติดเชื้อเตรียมปัญหาก่อนเข้าพบแพทย์ และขอให้แพทย์โปรดให้ความสำคัญกับปัญหาของผู้ติดเชื้อในทุกมิติ ทั้งตัวอาการของโรค การกินยา รวมถึงการปฏิบัติตน” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

พล.อ.ต.นพ.อิทธพร คณะเจริญ รองเลขาธิการแพทยสภา
ขายยา อาหารเสริม อวดอ้างสรรพคุณเพิ่มค่าซีดีโฟร์ แก่ผู้ติดเชื้อ HIV ผิดหรือไม่?

นอกจากนี้ ประเด็นที่น่ากังวลใจสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี ก็คือ การแสวงหาประโยชน์จากการโฆษณาขายยา อาหารเสริมต่างๆ ว่า สามารถช่วยเพิ่มค่าซีดีโฟร์ หรือภูมิต้านทาน ให้แก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ ในประเด็นนี้ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร เผยว่า โดยทั่วไปกลุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือแม้แต่โรคร้ายอื่นๆ อาทิ มะเร็ง ก็ตาม จะพยายามแสวงหาช่องทางให้ตัวเองหาย ด้วยวิธีการต่างๆ อยู่แล้ว จึงไม่แปลก หากมีใครเข้ามาแนะนำหรือโฆษณาว่ารักษาหายด้วยอาหารเสริมหรือยาตัวใดๆ แต่หากมีแพทย์บางท่านที่มีพฤติกรรมส่อไปในลักษณะแสวงหาประโยชน์ แน่นอนว่ามีความผิดตามข้อบังคับทางจริยธรรม เมื่อมีการร้องเรียนมา แพทยสภาจะดำเนินการสอบสวนข้อเท็จจริง ว่ามีมูลหรือไม่อย่างไร เข้าข่ายความผิดจริงหรือไม่ ซึ่งบทลงโทษก็จะดูเป็นกรณีๆ ไป ตั้งแต่ตักเตือน ถึงพักใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม

"แต่อย่างไรก็ตาม ในข้อเท็จจริงกลับพบว่า การโฆษณาชวนเชื่อหรือแสวงหาประโยชน์ จากยาหรืออาหารเสริมเหล่านี้ ส่วนใหญ่เกิดในโซเชียลมีเดีย มักกระทำโดยผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ และบางครั้งมีการแอบอ้างชื่อแพทย์ เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ ซึ่งประเด็นนี้ก็อยากจะฝากไปถึงผู้ติดเชื้อ ได้โปรดใช้วิจารณญาณตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพื่อไม่ให้หลงเชื่อโฆษณาที่เกินจริง และสามารถร้องเรียนได้ที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา" พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กล่าวเสริมประเด็นนี้ด้วยว่า โดยทั่วไปการโฆษณาชวนเชื่อในเรื่องของสรรพคุณยานั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ไม่อนุญาตให้มีการโฆษณาอยู่แล้วตามกฎหมาย โดยเฉพาะโรคเอดส์ หรือเชื้อเอชไอวี ได้ถูกกำหนดเป็นหนึ่งในโรคที่ห้ามโฆษณา ซึ่งถ้ามียาตัวใดที่โฆษณาว่าสามารถทำให้โรคเอดส์หายขาดได้ อาจเป็นการโอ้อวดสรรพคุณยาหรือวัตถุอันเป็นส่วนประกอบของยาว่าสามารถบำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยได้อย่างศักดิ์สิทธิ์หรือหายขาด ซึ่งถือเป็นการฝ่าฝืน มีความผิดตามพระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 มีโทษปรับไม่เกิน 100,000 บาท 

“โดยปัจจุบันทางสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) มีการเตือนภัยในเรื่องนี้มาตลอดอยู่แล้ว แต่เนื่องจากว่าบางพื้นที่ก็มีภูมิปัญญาท้องถิ่นของแต่ละที่ อาจจะมีความเชื่อเรื่องการรักษาโดยยาสมุนไพร ซึ่งก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ยังเป็นปัญหาในระบบการรักษา แต่ก็อยากจะฝากไปยังประชาชนว่า ในทางการแพทย์ก็ไม่ได้มีการห้ามไม่ให้เชื่อ แต่ก็ยังคงต้องทานยาต้านไวรัสในการรักษาควบคู่ไปด้วย ต้องไม่ทิ้ง และที่สำคัญผู้ติดเชื้อ จำเป็นต้องแจ้งให้แพทย์ทราบด้วย” ภก.ประพนธ์ กล่าว

ภก.ประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา
ผู้ติดเชื้อ HIV สะท้อนปัญหา สิทธิ์รักษาไม่เท่าเทียม ผ่าตัด ทำฟัน โดนแพทย์ปฏิเสธ!

อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมข่าวฯ ถามถึงปัญหาเกี่ยวกับระบบการรักษา สำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวี สิ่งที่พวกเขาสะท้อนให้ฟังอีกมุมหนึ่งก็คือว่า เขาไม่ได้รับสิทธิ์ในการรักษาเท่าเทียมกับผู้ป่วยโรคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกตีตรา และเลือกปฏิบัติจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยเฉพาะการเข้ารับการผ่าตัด ทำฟัน เพราะเหตุใดโรงพยาบาลบางแห่งถึงปฏิเสธที่จะไม่ให้บริการและอำนวยความสะดวกแก่พวกเขา หรือแม้แต่การให้เขารับบริการเป็นลำดับสุดท้าย...

เพื่อให้ความกระจ่างในประเด็นนี้ทั้งหมดนี้ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร ไขข้อข้องใจในเรื่องนี้ว่า ในทางการแพทย์อาจจะเทียบผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวีว่า “คนไข้สถานการณ์พิเศษ” เมื่อจำเป็นต้องมีการทำหัตถการหรือผ่าตัด ทำฟันใดๆ ถามว่าทำไมต้องพิเศษ เนื่องจากว่าทางการแพทย์ทราบดีว่า “เลือด” คือช่องทางหนึ่งที่นำเชื้อไปสู่การติดต่อได้ง่าย ดังนั้น ระบบการรักษาในโรงพยาบาลที่จะให้บริการหัตถการ ผ่าตัด และทำฟันได้ ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งระบบ นั่นหมายถึงว่า เมื่อมีการรักษาพยาบาลแก่ผู้ป่วยทุกคนแล้ว ทั้งผู้ติดเชื้อและคนไข้ทุกคนต้องปลอดภัยด้วย เหตุนี้จึงยอมรับว่าโรงพยาบาลหลายแห่ง อาจไม่สามารถรักษาคนไข้ที่เป็นผู้ติดเชื้อในเชิงผ่าตัดบางอย่างได้ ถ้าไม่มีความพร้อมทางด้านระบบการดูแลสถานการณ์พิเศษนี้ ให้เกิดความมั่นใจว่า หลังผ่าตัด หัตถการ และทำฟัน รวมถึงฟอกเลือดใดๆ โรงพยาบาลนั้นจะสามารถดูแลฆ่าเชื้อตามมาตรฐาน และป้องกันคนไข้รายอื่นๆ ให้ไม่มีความเสี่ยงในการติดเชื้อเอชไอวีได้

ห้องตรวจเลือด

“โดยอาจอธิบายให้เห็นภาพว่า ในแต่ละวันห้องผ่าตัดได้ถูกใช้เพื่อการรักษาหลายราย ซึ่งจะต้องระมัดระวังเรื่องการปนเปื้อนของเลือดและการติดเชื้อ หากคนไข้บางโรคที่ติดเชื้อรุนแรง มีโอกาสติดต่อได้ ฉะนั้น เมื่อจำเป็นที่ต้องได้รับการผ่าตัด ทางสถานพยาบาลก็จะต้องจัดลำดับให้บริการแก่คนไข้ที่ไม่มีความเสี่ยงเสร็จก่อน แล้วจึงนำคนไข้ที่มีโอกาสแพร่เชื้อต่อในลำดับหลังของคิวผ่าตัด หลังจากนั้นจึงจะปิดห้องอบฆ่าเชื้อโรคเพื่อความปลอดภัย เพราะฉะนั้นหากระบบการฆ่าเชื้อในห้องผ่าตัดไม่ดีพอ จะทำให้มีโอกาสติดเชื้อต่อกันได้ง่าย ดังนั้น สถานพยาบาลจำเป็นต้องคำนึงถึงความปลอดภัยทั้งระบบ และปิดโอกาสการแพร่เชื้อระหว่างคนไข้สู่คนไข้รายอื่นๆ” รองเลขาธิการแพทยสภา ระบุ

ส่วนประเด็นการตีตราจากบุคลากรทางการแพทย์ พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าวว่า การที่มองว่าบุคลากรทางการแพทย์รังเกียจหรือว่าปฏิเสธการรักษาแก่ผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้น ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง และมั่นใจว่า ในทางการแพทย์ปัจจุบัน ไม่เหมือนสิบกว่าปีก่อน ไม่มีการตีตราคนไข้อย่างแน่นอน แต่เนื่องด้วยผู้ติดเชื้อถือเป็นคนไข้กลุ่มพิเศษ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้บุคลากรทางการแพทย์มีหน้าที่ดูแลทุกคนแบบระมัดระวังตามปกติ ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่ได้มองว่าเอชไอวี แตกต่างจากโรคติดต่ออื่นๆ ยกเว้นว่า เมื่อไรที่มีการปฏิบัติการเกี่ยวกับเลือด การให้เลือดหรือการผ่าตัด จึงจำเป็นต้องดูแลเป็นพิเศษ เพื่อความปลอดภัยของผู้ติดเชื้อ และคนไข้ที่ต้องใช้การรักษานั้นๆ ร่วมกัน รวมไปถึงแพทย์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น หัตถการบางอย่าง อาจไม่สามารถทำได้ในโรงพยาบาลบางแห่ง หรืออาจต้องส่งไปที่เฉพาะที่เหนือกว่า เป็นเหตุให้ผู้ติดเชื้อบางท่านไม่เข้าใจ อาจคิดว่าโรงพยาบาลไม่รับรักษาได้

การให้บริการให้คำปรึกษาของคลินิกนิรนาม

“อย่างไรก็ตาม ต้องขอสร้างความเข้าใจให้ผู้ที่ติดเชื้อเอชไอวี ทราบข้อเท็จจริงว่า ตัวเขาคือ คนไข้พิเศษ ซึ่งเมื่อเข้าไปในสถานพยาบาลต่างๆ บางแห่งก็ไม่อาจจะให้การดูแลการรักษาได้ทั้งหมด ด้วยข้อจำกัดทางระบบของโรงพยาบาล หรืออาจเป็นเพราะการสื่อสารที่โรงพยาบาลไม่ให้เวลาอธิบายให้ผู้ติดเชื้อเข้าใจได้ดีพอ ซึ่งปัญหานี้ก็ต้องขอให้แพทย์และเจ้าหน้าที่ช่วยปรับการสื่อสารให้เหมาะสมกับคนไข้แต่ละคน เพื่อให้เข้าใจข้อเท็จจริงตรงกันด้วย เพราะบางครั้งเวลาน้อย พูดสั้นเกินไป อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดได้ และเมื่อเห็นว่าระบบการรักษาของสถานพยาบาลนั้นๆ ไม่สามารถอำนวยความสะดวกให้ได้ เพราะด้วยข้อจำกัดทางเทคนิค ก็ขอให้เจ้าหน้าที่โปรดช่วยแนะนำให้แก่ผู้ติดเชื้อด้วยว่า เขาจะต้องทำอย่างไรต่อไป เพื่อให้ผู้ติดเชื้อได้รับการดูแลต่อเนื่อง” พล.อ.ต.นพ.อิทธพร กล่าว

ต้อง "ไม่ตีตรา" ผู้ติดเชื้อ HIV สธ.ประกาศเป็นนโยบายระดับชาติ 

ขณะที่ นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ปัจจุบันการแก้ปัญหาการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวี ถือว่าเป็นหนึ่งในนโยบายของประเทศไทย ในการป้องกันและควบคุมผู้ติดเชื้อเอชไอวี โดยมุ่งไปที่การลดผู้ติดเชื้อและไม่ตีตราเกิดขึ้นในสังคมไทย โดยได้มีการกำหนดเป้าหมายว่า ภายในระยะ 10 กว่าปีข้างหน้า หรือภายใน พ.ศ.2573 ปัญหาเอดส์จะต้องยุติลง ซึ่งปัจจุบันการดำเนินการแก้ปัญหาในเรื่องระบบการรักษาถือว่าได้ผลดีมาก ทำให้ประเทศไทยถูกจัดเป็นประเทศแนวหน้าที่ประสบความสำเร็จในเรื่องนี้

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

“ทั้งนี้ ทางกระทรวงสาธารณสุขได้กำหนดมาตรการแก้ปัญหาเอชไอวี 3 มาตรการ คือ 1. ไม่ป่วย คือ จะต้องสร้างความเข้าใจ หรือการให้ความรู้ในเรื่องของเอชไอวีว่า ถ้าอยู่ในภาวะเสี่ยง ต้องให้เข้าสู่การตรวจคัดกรองทันที ตรวจเร็ว รู้ผลเร็ว รักษาเร็ว 2. ไม่ตาย เมื่อตรวจพบว่าติดเชื้อแล้ว ต้องเข้าสู่ระบบการรักษาได้เร็วและต่อเนื่อง และ 3. ไม่ตีตรา ปัญหานี้ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องที่ท้าทายในการปฏิบัติและแก้ปัญหาอยู่” อธิบดีกรมควบคุมโรค ระบุ

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า โดยยุทธศาสตร์เบื้องต้น ทางกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้พยายามเน้นเรื่องการสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับช่องทางการติดต่อเชื้อเอชไอวี เพื่อให้ประชาชนและผู้ให้บริการได้ทำความเข้าใจให้ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งเชื่อว่าเรื่องนี้จะช่วยทำให้สังคมลดการตีตราลงได้ หรืออาจไม่เกิดขึ้นเลยก็เป็นได้ แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ถือว่าปัญหาการตีตราผู้ติดเชื้อลดลงมาก หากเทียบจากอดีตที่ผ่านมา เนื่องจากในสมัยก่อนโรงพยาบาลเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น ที่จะสามารถรับภาระดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ ซึ่งแตกต่างจากปัจจุบันที่หลายโรงพยาบาลสามารถให้การรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีได้ โดยเฉพาะการรักษาเชิงผ่าตัด เนื่องจากมีระบบป้องกันที่ทางกระทรวงสาธารณสุขมีให้อย่างครบกระบวนการรักษา

ทั้งนี้ แต่ยอมรับว่า ปัจจุบันอาจมีโรงพยาบาลบางแห่งที่มีผู้ให้บริการขาดความรู้ความเข้าใจในเรื่องนี้อย่างแท้จริง จึงเกิดเป็นปัญหาการตีตราขึ้น ดังนั้น ถือเป็นโจทย์ที่ยากและท้าทายมาก แต่ทางกระทรวงสาธารณสุขก็พยายามเดินหน้าขับเคลื่อนที่จะแก้ปัญหาเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งมั่นใจว่าปัญหาการตีตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีในสังคมจะดีขึ้นเรื่อยๆ

“อย่างไรก็ดี ระบบการรักษาและบริการสำหรับผู้ติดเชื้อเอชไอวีนั้น ไม่อยากให้ประชาชนวิตกกังวล เพราะทุกวันนี้ระบบการรักษาผู้ติดเชื้อเอชไอวีดีขึ้นมาก ทุกคนมีสิทธิ์เข้าถึงระบบการรักษาในทุกขั้นตอนได้เท่าเทียมกันหมด ตั้งแต่ตรวจฟรี รักษาฟรี และรับยาฟรี ซึ่งสะท้อนได้ถึงความเป็นธรรมในทางการรักษา ส่วนปัญหาอื่นๆ ที่เกิดขึ้นจากระบบการจัดการหรือเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการก็ตาม กระทรวงสาธารณสุขและกรมควบคุมโรคยินดีรับเรื่องไว้ เพื่อไปแก้ไขให้มีประสิทธิภาพต่อไป...” อธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวทิ้งท้าย.

“เอชไอวี ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด “ถ้ารู้เร็ว รักษาเร็ว ก็จะดูแลตัวเองได้เร็ว” แต่หากเป็นไปได้ อย่านำตัวเองไปอยู่ในภวังค์แห่งความเสี่ยง และปล่อยให้เชื้อไวรัสที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า มาทำลายสุขภาพจิตและประสิทธิภาพในการใช้ชีวิตเลย...”

และรายงานพิเศษตอนต่อไป มายาคติ EP.3 ทีมข่าวฯ ขอพาไปเจาะทุกมิติการแก้ปัญหาด้านการศึกษาว่า สอนเด็กอย่างไร ให้รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเอชไอวีและเอดส์มากกว่ามุ่งสอนให้กลัว และพาไปหาคำตอบกับประเด็นการตรวจเลือดก่อนเข้าเรียน ละเมิดสิทธิ์เด็กหรือไม่ ติดตามได้วันพรุ่งนี้...

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
มายาคติ HIV EP.1 หวาดกลัว หนีห่าง! สัมผัสใจสุดช้ำ โดนสังคมตราหน้า ชี้ด่าอันตราย

มายาคติ HIV EP.3 ถอดสูตรการศึกษาไทย สร้างภาพกลัว ตรวจสุขภาพก่อนเรียน

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์ สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่ 

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้