วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ต้องมนตร์! เปิดตัวโฉมปังสาวไทย 'นิโคลีน' Miss Teen Asia USA 2014 ที่แรก!

ต้องมนตร์! เปิดตัวโฉมปังสาวไทย 'นิโคลีน' Miss Teen Asia USA 2014 ที่แรก!

  • Share:

สวยคมบาดใจขนาดนี้ไม่แปลกใจที่เธอจะคว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดเวที Miss Teen Asia USA ปี 2014 มาครองอย่างง่ายดาย และเมื่อเธอมาเที่ยวเมืองไทยทั้งที ไทยรัฐออนไลน์ ก็ไม่พลาดจับตัวเธอมาล้วงเบื้องลึกเบื้องหลังเรื่องต่างๆ ให้รู้จักกันมากขึ้น...!

'นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์' Miss Teen Asia USA 2014

'นิโครีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์' สาวไทยเพียงหนึ่งเดียวที่คว้าตำแหน่ง Miss Teen Asia USA ในปี 2014 การประกวดสาวงามชาวเอเชียทั่วสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งเวทีที่ยิ่งใหญ่จัดขึ้นที่ Redondo Beach Performing Arts Center, California หลายคนอาจรู้สึกว่า ทำไมถึงไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเธอคนนี้เลย ไม่ค่อยได้ออกสื่อหรืออย่างไร เราจะบอกว่าจริงๆ แล้วเธอออกสื่อบ่อยพอควรเลยล่ะ ทว่าเป็นสื่อในต่างประเทศ เพราะเธอเกิด และเติบโตอยู่กับครอบครัวที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เวลาทำกิจกรรมสังคมอะไรก็ตามแต่ เธอจะเป็นที่รู้จักในอเมริกามากกว่า ซึ่งนานครั้งเธอจะกลับมาเมืองไทยสักที ออกสื่อให้เห็นหน้าค่าตากันบ้าง

สวยปัง !

และเมื่อเธอมาเที่ยวรีแลกซ์ที่เมืองไทย โอกาสทองที่ไม่ได้มีมาบ่อยๆ แบบนี้ก็ต้องคว้าตัวเธอไว้มานั่งคุยชิลๆ แบบเอ็กซ์คลูซีฟกันสักหน่อย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเวทีการประกวด การเรียนไฮสกูล กีฬา Color Guard ที่เธอเป็นถึงกัปตันทีม รวมถึงไลฟ์สไตล์ส่วนตัว และการใช้ชีวิตเด็กนอกสุดฮิป ซึ่งเธอก็ตอบเราแบบไม่มีกั๊กด้วยสีหน้าจริงใจ และคำพูดที่ตรงไปตรงมาสุดๆ

ไทยรัฐออนไลน์ การันตีเลยว่า ไม่มีสื่อไหนเคยสัมภาษณ์มาก่อน เป็นบทสัมภาษณ์ที่จะมาละลายใจหนุ่มๆ ให้อ่อนระทวย พร้อมกับเรียกรอยยิ้มไม่รู้ตัว !

พาร์ต 1 : เส้นทางคว้ารางวัล Miss Teen Asia
Q : เริ่มเข้าประกวดเวทีนี้ได้ยังไง
ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่า เราเป็นพวกเดินสายประกวดตั้งแต่เด็กๆ ประกวดโน่นนี่นั่นหลายเวที สำหรับเวทีนี้คุณแม่เป็นคนชักชวนให้เข้ามาประกวด โดยมี 'คุณใหญ่-อักษราภัค เกตุทอง' ซึ่งเป็นเจ้าของร้านเสื้อผ้า และชุดไทยอยู่ที่อเมริกา (ชื่อร้านเดอะภูเขา บนถนน Hollywood) เป็นคนคอยช่วยเหลือ เทรนนิ่งเรื่องอาหารการกิน และชุดเสื้อผ้าต่างๆ ที่อเมริกาคุณใหญ่จะเป็นที่รู้จัก Well-Known มากๆ ไม่ว่าใครจะประกวด หรือใครจะทำอะไรก็จะมุ่งตรงไปหาคุณใหญ่ เพราะเขารู้ว่าจะต้องใส่ชุดแบบไหน ทำอะไร ยังไงบ้าง ซึ่งพอเราสนใจที่จะประกวดเวทีนี้ Miss Teen Asia ปี 2014 เขาก็สนับสนุน และก็เริ่มเทรนให้เราตั้งแต่แรกเลย


อย่างไรก็ดี ตอนเราเข้า เวอจีเรีย โพรดักชั่น (คนที่จัดงานประกวดนี้) เขาก็จะมีคนที่มีประสบการณ์จากเวทีการประกวดอื่นๆ มาเทรนให้อีกที อย่างเช่น เวที Miss California เทรนเนอร์จะบินมาจากที่นู่นเลย ของเราได้เทรนเนอร์คือ แครี่ วอลเลน (Kari Volen) เป็น Mrs. California America ปี 2014 และก็ โจอี้ แกลอน (Joey Galon) คนนี้เป็นคนเทรนให้ Miss Philippines Universe

Q : เป็นคนชอบการประกวดตั้งแต่เด็กๆ เลย
ใช่ เรามีความสนใจด้านประกวดตั้งแต่เด็กๆ เลย เริ่มเดินสายประกวดโชว์เล็กๆ เพราะเราเป็นคนชอบการแข่งขัน เราว่ามันเป็นอะไรที่สนุก และท้าทายตัวเองดีนะ ที่สำคัญมันยังทำให้เรามีเพื่อนมีสังคมที่กว้างขึ้น และได้มีประสบการณ์ที่หลายคนไม่มี เราชอบทำอะไรที่คนอื่นทำไม่ได้ แต่ไม่ใช่เป็น Mainstream นะ มันจะออกจาก Box ที่คนอื่นพยายามทำ


Q : ที่ผ่านมาได้รับรางวัลอะไรบ้าง
ตอนปี 2014 เวทีนั้นได้รางวัล Miss Thai New Year USA 2014, Miss Teen Asia USA 2014, Miss Congeniality บุคลิกภาพยอดเยี่ยม และ Best National Costume ชุดประจำชาติยอดเยี่ยม

สวย ยิ้มหวานขนาดนี้จะไม่ให้เลิฟยังไงไหว !
สวยเป๊ะเว่อร์อะ อิจฉาสุดๆ

Q : เล่าขั้นตอนสมัคร Miss Teen Asia ให้ฟังหน่อยเป็นยังไง
ตอนแรกเราส่ง Applicaion เข้าไป เขาก็จะเช็กดู Application ว่าเหมาะสมตามคุณสมบัติไหม ตลอดจนเช็กดูไปถึง History Facebook ของเราด้วยว่ามีประวัติยังไงบ้าง แล้วเขาก็จะติดต่อเรากลับมาว่าผ่านเข้ารอบหรือไม่ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านเข้ารอบ (หัวเราะร่า) เขาไม่มีตัวเลขบอกนะว่ารับจำนวนเท่าไร เพราะหลายคนไม่ได้ผ่านแค่ Miss Teen อย่างเดียว มันยังมี Miss Asia แล้วก็ Mrs. ฉะนั้นเขาจะรับมาให้มากที่สุดแล้วค่อยแบ่งบนเวทีเลย พอผ่านสเต็ป Application จากนั้นก็ซ้อมๆๆ ซ้อมเดิน ซ้อมการวางบุคลิกฯ ซ้อมอยู่ประมาณ 6 เดือนก่อนการประกวดจริง บางคนไม่ไหวเขาก็จะ Job Out ไปเอง จนเหลือวันประกวดประมาณ 30-32 คน

Q : วันประกวดต้องทดสอบความสามารถ (พิเศษ) อะไรบ้าง

ความสามารถพิเศษไม่ได้ทดสอบเลย ปีนั้นจัดประกวด Dance ชุดว่ายน้ำ ชุดประจำชาติ และชุดราตรี ทุกคนจะได้โชว์ชุดของตัวเอง ซึ่งเราว่ามันแฟร์ตรงนี้ ทุกคนจะได้โชว์แล้วคัดออกจนเหลือ 15-20 คน คัดออกทีละนิดจนเหลือ 5 คนสุดท้าย แล้วก็จะเป็นในรอบตอบคำถามไฟนอล แต่ถ้าถามถึงความสามารถพิเศษจริงๆ เราก็มีนะ เป็นกีฬา Color Guard ที่เราเล่นสมัยไฮสกูล เผอิญปีนั้นการประกวดไม่ได้จัด Section นี้ มันก็เป็นอะไรที่น่าเสียดายเหมือนกัน เราก็อยากจะอวดความสามารถพิเศษนะ (หัวเราะร่า) ปีก่อนๆ มีจัดนะแต่ก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ก็เนี่ยได้เปลี่ยนมาเป็น Opening Dance เปิดโชว์แทน

Q : จะประกวดเวที Miss Teen Asia ต้องมีคุณสมบัติประการใดบ้าง
เขาจะลิสต์มา เช่น อายุไม่เกินเท่านี้ จะต้องอยู่ประเทศนี้นานกี่ปีๆ และหลักๆ ก็จะดูเรื่อง Background ประวัติของเราว่าทำอะไรมาบ้าง ส่วนมากในการประกวดเขาจะเฟ้นหาคนที่มี Community Service คือสามารถให้เวลากับคนอื่นได้ด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะกับตัวเองเท่านั้น นอกจากนั้นแล้วเขาคนนั้นจะต้อง Represent Product ของเขาให้ดูดี มีภาพลักษณ์ที่ดี เพราะอะไร ? เพราะว่า เวอจีเรีย โพรดักชั่น เป็นทีมการผลิตที่มีคอนเนกชั่นเยอะมาก มีทั้งงานหนัง งานละคร ซึ่งเขาก็อยากให้คนของเขา (คนในสังกัดที่ได้ตำแหน่ง) ดูดีเข้าตา และถูกดึงไปทำงานเบื้องหน้า

'นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์' Miss Teen Asia USA 2014

Q : ความแตกต่างระหว่างเวที Miss Teen ที่เมืองไทย และที่อเมริกา
สำหรับเรามันไม่มีความแตกต่างกันมากนะ แค่ Miss Teen Asia ที่อเมริกาจะออกเป็น International หน่อย เขาจะไม่ใช้แค่ภาษาเดียว ซึ่งนั่นก็ทำให้เราได้เจอคนจากหลายประเทศ-หลายวัฒนธรรมที่มารวมกัน แต่เป็นเอเชียทั้งหมดนะ มันเลยได้ทั้งประสบการณ์ ความสนุก และมิตรภาพใหม่ๆ ที่สวยงาม


Q : ก่อนการประกวดมีการเตรียมพร้อมยังไงบ้าง
นอกจากซ้อมเดิน ฝึกบุคลิกภาพแล้ว เราก็จะมีเล่นกีฬา-ออกกำลังกายเพื่อฟิตร่างกาย เล่น Color Guard ซึ่งอันนี้เราออกเป็นประจำที่โรงเรียนอยู่แล้ว ส่วนอาหารเราไม่ Strict มากนัก ทว่าจะไปเน้นพวกวิตามิน ทานน้ำแทน ให้มันไป boost ร่างกาย ได้เข้าคอร์สความงามอะไรบ้างไหม ? ไม่ได้เข้าเลย แต่คุณแม่จะมีอบตัวขัดผิวให้ เอาครีมมาจากเมืองไทย จริงๆ คนอเมริกาจะไม่นิยมเข้าคอร์สกันนะ เขาจะมีวิธีดูแลของเขา คือเป็น Change Diet ออกกำลังกายแบบเอ็กซ์ตร้า แล้วก็จะมีเทรนเนอร์ส่วนตัว (บางทีก็มีแชร์โค้ชกัน) ถ้าอยากได้ Result ที่ดีที่สุดก็ต้องเทรนกันตัวต่อตัว อย่าง 1 วันอาจโฟกัสที่เรื่องเดิน วันถัดไปโฟกัสเรื่องตอบคำถาม อีกวันหนึ่งก็สอนเรื่องมารยาท บุคลิกฯ อะไรต่างๆ


แต่ทาง เวอจีเรีย โพรดักชั่น (คนที่จัดงานประกวดนี้) เขาดีอยู่อย่างหนึ่งนะ คือก่อนการประกวดเขาจะเรียกเด็กเข้าไปวันเสาร์-อาทิตย์ เพื่อนเทรนเรื่องเดิน บุคลิกฯ การพูดจา รวมถึงวิธีการทานอาหารบนโต๊ะอาหาร วิธีแต่งหน้า การ Fill up resume และอะไรต่างๆ ซึ่งวันเสาร์จะเป็นวันออกงาน และวันอาทิตย์เป็นวันเรียน

คว้ารางวัล Miss National costume (ชุดประจำชาติ)

Q : เล่าถึงคอนเซปต์ชุดประจำชาติมีที่มาที่ไปอย่างไร
เราได้รางวัลชนะเลิศชุดประจำชาติของปีนั้น ชุดนี้คุณใหญ่เป็นคนดีไซน์เองทั้งหมด โดยได้อินสไปเรชั่นมาจากตัวตนของเรา เขาจะมองตัวตนเราว่าแท้จริงเราเป็นคนแนวไหน แนวหวาน หรือสตรอง แล้วคุณใหญ่จะดีไซน์ชุดให้ Around ตัวเรา เอาเราเป็นศูนย์กลาง ซึ่งชุดที่ได้เป็นชุดนักรบ เพราะเราเป็นคนสตรอง ออกแข็งแรงหน่อย แล้วมันก็จะมีพร็อพที่ใส่หัว มีเคปจะออกสไตล์นักรบเลย เราใช้ชื่อคอนเซปต์นี้ว่า 'ยุทธหัตนารี'

Q : ความท้าทายในการแข่งขัน
แน่นอนเลยต้องเป็นเรื่องคู่แข่ง มีคู่แข่งเยอะมากๆ ที่มาพร้อมความโดดเด่น และความมั่นใจ อีกทั้งคนเอเชียคนอื่นๆ เขาจะตัวผอมๆ ขาวๆ กัน ทว่าเราเข้าไปผิวก็ดำ ไหล่ก็ใหญ่ ดูน่ากลัว ฉะนั้นมันก็เลยทำให้เราต้องดันตัวเองขึ้นมา (Take a lot of Self-Valuation) และคิดว่าถ้าเกิดเราด้อยตรงนี้ เราต้องไปเพิ่มศักยภาพตรงอื่น เช่นว่า เราไม่สวยเท่าคนอื่น แต่เราจะเดินให้ดีกว่าคนอื่น หรือเรารูปร่างไม่ดีเท่าคนอื่น เราก็จะต้องแต่งเสื้อผ้าให้มันดูดีกว่าคนอื่น ผลักดันศักยภาพของเราออกมาให้โดดเด่นมากที่สุด

ช็อตนี้สวยยอมใจเลยจริงๆ

Q : ความรู้สึกตอนประกาศผ่านเข้ารอบไฟนอล
ตื่นเต้นสุดๆ เลย เราถูกเรียกชื่อเป็นคนสุดท้ายด้วย ตอนแรกเรานึกว่าจะไม่ได้แล้ว เพราะเราก็มองไปรอบๆ เห็นคนนั้นก็สวย คนนี้ก็สวย คงไม่ใช่เราแน่ๆ ที่จะเข้ารอบ แต่สุดท้ายพอเขาเรียกชื่อเราก็ช็อกแป๊บเลย (หัวเราะ) แล้วเราก็เดินออกไปตอบคำถาม คือแบบทุกอย่าง ณ ตอนนั้น มันปุ๊บปั๊บมาก อารมณ์ตอนนั้นคือตกใจ งง ตื่นเต้น สักพักกังวลเรื่องคำถาม เขาไม่มีเบรกให้เราคิดเลยนะ เรียกเสร็จตอบคำถามเลย แต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้ด้วยดี


Q : คำถามยากไหม ถามเกี่ยวกับเรื่องอะไร
ไม่ยากนะ แต่มันเป็นคำถามที่ตอบได้หลายแบบ เราจะต้องตอบให้ถูก จำได้ว่าคำถามประมาณ What made you unique from other competitor ? อะไรที่ทำให้คุณแตกต่าง-โดดเด่นจากผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ แปลง่ายๆ ก็คือ เราโดดเด่นไม่เหมือนคนอื่นยังไงนั่นแหละ (อารมณ์แบบ ทำไมถึงต้องเลือกคุณ ?) แต่คำตอบเราจำไม่ได้แล้วนะว่าตอบอะไร

Q : คิดว่าอะไรที่ทำให้ชนะการประกวดครั้งนี้
เราว่าความแตกต่างนะ คือเราจะเป็นคนที่พูดไม่นุ่มนวล ไม่หวาน เป็นแนวสตรองแต่ไม่ถึงกับแมน มันจะออกในท่าทางที่เราเดิน หรือเวลาที่เราพูด เรามองว่ามันอาจจะแตกต่างในเรื่องบุคลิกฯ อย่างไรก็แล้วแต่ เราคิดว่าเขาไม่ได้เก็บสกอร์จากวันนั้นเท่าไร เขาน่าจะเก็บนับตั้งแต่วันที่เราซ้อม ซึ่งเราคิดว่าการที่เราพยายามฝึกซ้อมทุกอาทิตย์ ความขยัน การวางตัวที่ดี เขาน่าจะบวกคะแนนให้เราตรงจุดนั้นมากกว่า เก็บแต้มเราไว้ว่าโอเค เราอาจจะไม่เพอร์เฟกต์ ไม่สวยเท่าคนอื่น ทว่าเราก็มีอย่างอื่นมาเติมเต็มแล้วชนะได้ คุณแม่จะชอบพูดเสมอว่า ความสวยไม่ใช่เพียงสิ่งเดียว หากแต่เราจะต้องมีความเก่ง ต้องฉลาด และรู้จักการวางตัวที่ดีด้วย


Q : การประกวดเวทีนี้ส่วนตัวคาดหวังไว้มากน้อยแค่ไหน
ก็พอสมควรเลยนะ เพราะเราเข้าไปสมัครแล้ว นั่นแสดงว่าเราต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่ง แต่เราไม่ได้คาดว่าจะต้องชนะเลิศหรืออะไร เป้าหมายของเราคือคว้าให้ได้อย่างน้อย 1-2 รางวัล ซึ่งเราก็ทำได้ด้วยการคว้ารางวัล Miss National costume (ชุดประจำชาติ) อันนี้เป็นหนึ่งรางวัลที่เราอยากได้มากๆ เลย เพราะมันเป็นการ Represent ไทยแลนด์ และเป็นการโชว์ว่าคนไทยก็เก่ง มีไอเดียเจ๋งๆ เหมือนกัน และถึงแม้เราจะไม่ได้อยู่ในประเทศไทย ทว่าเราก็ทำผลงานออกมาได้ดี

สวยเว่อร์ !

Q : ชีวิตหลังการประกวดเปลี่ยนไปไหม
ก็เปลี่ยนไปนะ คนสนใจเราเยอะขึ้น เข้ามาขอถ่ายรูป เซลฟี่กันบ้างเวลาไปนู่นไปนี่ (หัวเราะเล็กๆ) ทุกวันเราไม่ได้อยู่ในเมือง บ้านเราออกมาไกลจากตัวเมือง LA พอหลังจากประกวดเสร็จ เรามีโอกาสได้ไปออกงานบ่อยขึ้น ใส่สายสะพายใส่มงกุฎ นั่นก็เริ่มทำให้คนรู้จักมากขึ้น หรือจำหน้าเราได้บ้าง จนเริ่มมีคนคอนแท็กติดต่องานเข้ามา

รับเชิญให้เป็นกรรมการเวทีประกวด

Q : ผลงานหลังการประกวด
มีเป็นงาน Charity (การกุศล) ชื่อ Love Nepal ที่ตอนนั้นเนปาลเกิดแผ่นดินไหว เราก็คิดว่าจะขายของแล้วนำเงินที่ได้ตรงนั้นไปบริจาค ตอนนั้นเราเลยทำเสื้อยืด ทำปากกาขึ้นมาจำหน่าย โดยเอาเงินเก็บตัวเองมาทำปากกาก่อน ตอนแรกเราทำขึ้นมา 100 ด้าม ขายแค่ 5 เหรียญ แล้วแต่ว่าใครจะบริจาคให้เราเท่าไร พอขายปากกาครบ 100 หมด เราก็เอาเงินไปซื้อเสื้อ ซื้อปากกามาทำอีก ทีนี้ Community ของไทยที่นู้น เขาจะเอ็นดูเด็กที่ทำอะไรแบบนี้เพื่อคนอื่น เขาก็ช่วยกันซื้อจนมันอัพขึ้นเป็น 3,000 เกือบ 4,000 เหรียญ แล้วเราก็นำเงินทั้งหมดที่ได้มามอบให้กับ Lottery club ของฮอลลีวูด (คลับของซีตี้เลย) แล้วทาง เวอจีเรีย โพรดักชั่น ก็ได้ส่งเรื่องนี้ไปที่ บารัค โอบามา จนสุดท้ายเราก็ได้รับใบ Certificate จากโอบามาว่า เราได้ทำงานช่วยเหลือสังคม รวมถึงทาง Lottery club ก็ไปออกใบรับรอง Certificate ให้ด้วยเช่นกัน


นอกจากนี้ก็ยังมีงานแฟชั่นโชว์ งานขาเทียม งานของสมาคมสตรีไทยแห่งแคลิฟอร์เนีย เอาจริงๆ ถ้าใครเชิญมา เราก็ไปแทบทุกงานนะ ถ้าไม่ติดเรียน หรือติดแข่งกีฬา เรายินดีไปยินดีทำทุกงานเลย เราได้ตำแหน่งตรงนี้มาคนก็สนใจ เคยมีเชิญให้เราเป็นกรรมการตัดสินของเวทีประกวดอื่น เราว่ามันก็เป็นประสบการณ์อย่างหนึ่งนะ สำหรับงานทีวี งานโฆษณาก็มีติดต่อมาเหมือนกัน ทว่าเราเรียนเยอะเลยไม่ค่อยสะดวก และช่วงเสาร์-อาทิตย์แค่ออกงานก็หมดวันแล้ว

มอบรางวัลกัน !

Q : มีแพลนจะประกวดเวทีอื่นอีกไหม
มีแน่นอน แต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ เราแพลนไว้ว่าอีก 2 ปี จะกลับมาประกวดที่ไทย เวที Miss Thailand Universe ซึ่งตอนนี้เราอายุ 17 ปี มันยังไม่ถึงเกณฑ์ คงต้องรอก่อน อีกทั้งเวทีที่ไทยยังมีกฎว่า จะต้องเรียนที่อเมริกา 2 ปีให้จบ Half way college ก่อน แล้วค่อยมาเรียนที่ไทยต่ออีก 2 ปี เราจะต้องมาอาศัยอยู่ที่ไทย 6 เดือนก่อนที่จะประกวด

พาร์ต 2 : ไลฟ์สไตล์หลังเวที...Sport Girl แค่ไหนถามใจดู ?!
ไม่เพียงแต่บนเวทีเบื้องหน้าเธอจะเสน่ห์ล้นโดดเด่นจนคว้ารางวัลชนะเลิศมาครองได้แล้ว ทว่าเบื้องหลังเธอยัง (เคย) ถึงเป็นกัปตันทีมกีฬา Color Guard สมัยอยู่ High school อีกด้วย...

Q : Color Guard คือกีฬาอะไร
ถ้าเกิดใครหลายคนยังไม่รู้ มันได้อินสไปร์มาจาก Military ที่จะควงปืน ควงดาบ แต่อันนี้จะเพิ่มความเป็น Dance ทำให้มันเป็นการแสดง เหมือนผสมผสานศิลปะของดนตรี การแสดงเข้าด้วยกัน (Combine Dance) กีฬา Color Guard จะมีทั้งหมดสองซีซั่น คือ Season in the fall กับ Season in the winter โดยซีซั่นแรก Season in the fall จะมีดุริยางค์เล่นเพลงประกอบ เราก็จะควงมีด ควงดาบไป ส่วนอีกซีซั่น Season in the winter จะเป็นการแสดง Color Guard คนเดียว ไม่มีดุริยางค์เล่น แต่จะมีโค้ชคอยกำกับ

เพื่อนๆ ในทีมที่เล่น Color Guard ด้วยกัน

Q : จุดเริ่มต้นของการเล่น Color Guard
ต้องบอกก่อนว่า ตอนนี้เราจบไฮสกูล เราไม่ได้เล่นแล้วนะ เราเล่นกีฬานี้อยู่ 4 ปีตอนไฮสกูล ย้อนกลับไปตอนแรกเลยเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร ไม่เข้าใจว่ามันเล่นยังไง สนุกยังไง แต่เพื่อนสนิทเรามีเล่นอยู่ 2 คน ก็บอกว่าสนุกมาก จนท้ายสุดเราก็ถูกดึงเข้าไปเล่น เราไม่เคยคิดเลยว่าจะชอบกีฬานี้ แต่ไม่รู้ทำไมไปๆ มาๆ ก็อยู่จนครบ 4 ปี (หัวเราะ) จริงๆ มันมีสเต็ปให้เรียนต่อ แต่เราไม่ได้คิดว่าจะไปทางนั้น เพราะมันใช้เวลา และค่าใช้จ่ายเยอะ เราก็เลยคิดว่าพอแล้วดีกว่า

ซ้อมเล่น Color Guard ก่อนแสดงจริง


Q : ทำไมถึงชอบกีฬานี้ คิดว่ามันมีเสน่ห์ยังไง
เราชอบกีฬานี้เพราะมันสอนให้เราตรงต่อเวลา รู้จักสามัคคี เชื่อใจเพื่อนๆ ในทีม เสียสละ มีน้ำใจช่วยเหลือกันและกัน ที่สำคัญคือฝึกเรื่องความอดทน มันไม่ใช่กีฬาที่เราจะทำคนเดียวได้ ทุกอย่างมันต้อง Depend on team


Q : กีฬานี้ต้องใช้ทักษะอะไรบ้าง
ใช้ Eye–hand coordination (การประสานกันระหว่างมือกับตา) เวลาเต้นต้องเต้นให้ได้ ต้องแข็งแรง เวลาวิ่งออกกำลังกายเราวิ่งกันเป็นทีม ฉะนั้นเราต้องมีความสามัคคีควบคู่กับความอดทน

แบ๊วๆ อ่า

Q : แชร์ประสบการณ์ในการแข่งให้ฟังหน่อย
การแข่งมันจะเป็นอะไรที่เครียด และก็กดดันมาก เราต้องแข่งให้ได้เป็นแบบกลุ่มทีละ 13 คน คือการที่เราแข่งแบบกลุ่ม 13 คน ด้วยจำนวนที่เยอะขนาดนั้น มันเป็นอะไรที่ยากอยู่แล้ว เพราะต้องอาศัยความพร้อมเพรียง ความเชื่อใจกันและกัน แล้วยิ่งจะต้องทำให้ติด Top 3 มันยิ่งสร้างความกดดันเข้าไปใหญ่ เพราะโรงเรียนอื่นก็มีแต่เก่งๆ ทั้งนั้น ซึ่งเราเป็นแค่โรงเรียนเล็กๆ อย่างไรก็ดี เรามีทีมที่ดีคอยอยู่ข้างๆ และเชื่อมั่นว่าจะต้องทำได้


เราจำได้ว่ามีการแข่งอยู่ครั้งหนึ่ง คือวันนั้นทุกอย่างมันแย่มาก จราจรก็ติดสุดๆ รถก็ชนกัน เครื่องบินตกลงมาจากแอร์ไปแลนด์บนฟรีเวย์ รถติดกันไปหมด แล้วทุกคนก็เครียดไป เราก็พูดขึ้นเลยว่าคงไม่มีอะไรหนักกว่านี้แล้วแหละ ทีนี้พอตอนแข่งมันจะต้องเปิดเพลงประกอบ ปรากฏว่าดนตรีเปิดไม่ติด แบบเงียบเลย เราก็เอาละ! ไม่รู้จะทำยังไงดีก็เลยหันไปมองโค้ช โค้ชก็มองไม่เห็น เราไม่รู้จะทำยังไงดี แต่ The show must go on และเราในฐานะกัปตันก็ต้องนำทีมเล่นไปโดยที่ไม่มีเพลงอย่างนั้น เราเป็นคนให้จังหวะทั้งหมด และสุดท้ายเป็นความโชคดีที่วันนั้นเราได้ที่ 4 มาครอง เรารู้สึกภูมิใจกับตัวเอง กับลูกทีมสุดๆ ไม่นึกว่าเราจะทำได้ เรารู้สึกได้ว่าทีมเราแข็งแรงเมื่ออยู่ด้วยกัน ถ้าเราอยู่คนเดียวก็คงทำไม่ได้ เราคิดว่ามันเป็นการ Perform ที่ดีที่สุดในซีซั่นเลยล่ะ

เคลิ้มกับรอยยิ้มหวานๆ

Q : ปัญหาที่เจอในทีม
แน่นอน Color Guard ก็เหมือนเชียร์ลีดเดอร์ที่จะมีทะเลาะกันบ้าง เพราะเป็นทีมผู้หญิงทั้งหมด ส่วนมากเราเป็นคนที่ต้องแก้ปัญหา ไม่เป็นคนก่อปัญหา ด้วยความที่เราเป็นกัปตันทีม เราจะต้องคอยคุมน้องๆ Fix ปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร็วที่สุด ตลอดจนเป็นคน Calm down เพื่อนๆ ว่ามันไม่มีอะไร ถามว่าส่วนมากจะเป็นเรื่องอะไร มันเป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เช่นว่า มีคนบอกคนนี้ไม่เก่ง แล้วก็จะมีคนไปบอกคนโน้นคนนี้ต่อๆ กัน ว่ามีคนพูดแบบนี้ พอโค้ชรู้เรื่องเราก็จะเป็นคนถูกว่า ฉะนั้นเราจะ solve ไปทีละเรื่อง


Q : นอกจากกีฬา Color Guard ชอบเล่นอะไรอย่างอื่นอีกไหม
ถ้าเล่นแบบจริงจังเลยไม่มีนะ แต่ถ้าเล่นแบบขำๆ สนุกๆ ก็จะมีเล่น Ice Skate, Soccer และ Volleyball มันช่วยคลายเครียดดี

เพื่อนสุดเลิฟ

พาร์ต 3 : ซึมซับชีวิตเด็กนอก
Q : สังคมเพื่อนเป็นยังไง
เพื่อนๆ ที่โน่นดีมาก สนุกสนานเฮฮากัน บ้านที่เราอยู่ไม่ได้อยู่ในตัวเมือง อย่างวันไหนที่เราว่างๆ ชิลๆ ก็จะชวนเพื่อนไปเที่ยวทะเล ไปดิสนีย์แลนด์กัน (ส่วนใหญ่คนในเมืองจะไปเดิน Mall) หรือไม่อย่างตอนที่เราประกวดเพื่อนๆ ก็คอย Support มีไปยกป้าย ไปเชียร์ไปดูเรากันเป็นทีม บางคนที่ไม่ว่างติดธุระก็เชียร์อยู่ที่บ้าน เราว่าเพื่อนที่นี่ สำหรับเราค่อนข้างให้ใจพอสมควร เป็นเพื่อนที่ Quality มากทีเดียว

เป๊ะอลังฯ

Q : กิจกรรมในไฮสกูล
เราเป็น Little Asian girl in the corner (หัวเราะเล็กๆ) คือโรงเรียนของเราจะมีหนังสือพิมพ์ของโรงเรียน ออกเดือนละ 2-3 ครั้ง แล้วมีอยู่ครั้งหนึ่งเราเคยได้ Interview ในนั้น เราเผอิญรู้จักกับคนที่ Interview ซึ่งเขารู้ว่าเราได้ตำแหน่งอะไรมา เขาก็เหมือนขอ Interview เรา พอหนังสือพิมพ์ตีออกไป เพื่อนๆ เห็นแล้วก็มีเข้ามาถามว่า นี่เราหรอๆ ใช่เราจริงๆ หรอ เราก็บอกว่าใช่ เพื่อนๆ ก็ถามย้ำอีกว่าจริงหรอๆ ทำไมเราในรูปกับตอนเรียนดูไม่เหมือนกันเลย (หัวเราะ)

Q : เรียนที่นั่นยากไหม ผลการเรียนเป็นยังไงบ้าง
ไม่ยากนะ เพราะเราอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่เด็กเลย เรื่องภาษาไม่ต้องห่วง ส่วนผลการเรียนก็โอเคในระดับหนึ่ง (หัวเราะร่า) ไม่ได้เรียนเก่งมากอะไร เกรดเฉลี่ยเราประมาณ 3.3-3.5 ไม่ได้เกรด A ติด Top 5 แต่คุณแม่ก็โอเคดูจะพอใจกับเกรดอยู่นะ ถามถึงระบบการเรียนที่โน่นก็คล้ายกับที่ไทยเลย เพียงแต่เวลาเลือกสาขาที่จะเรียนในมหา'ลัยจะต้องเลือกตั้งแต่อยู่ไฮสกูล ซึ่งเราก็เลือกเรียนด้าน Nursing (มันจะออก Nursing หรือ Biology เพราะโปรแกรมของเราจะไม่มี Biology เฉพาะทาง)

ตอนนี้ใกล้จะเปิดเทอมมหา'ลัยแล้วก็ค่อนข้างตื่นเต้นไม่น้อยเลย (เปิดเรียนปี 1 วันที่ 20 เดือนสิงหาคม) ได้เจอทั้งเพื่อนใหม่ สังคมใหม่ จริงๆ เราเคยไปดูมหา'ลัยนี้แล้วกับที่โรงเรียนนะ เราคิดว่าการเรียนมหา'ลัยมันมี Freedom ไม่เหมือนกับตอนเรียนไฮสกูลที่จะมีความเข้มงวดมากกว่า ซึ่งนั่นก็ทำให้เรารู้สึกตื่นเต้น และตั้งตาคอยที่กำลังจะกลายเป็นผู้ใหญ่แล้ว

สวยปัง ออร่าเด่นสุดๆ

Q : ที่อเมริกาแข่งขันเรื่องการเรียนไหม
ไม่เลย ส่วนใหญ่ที่อเมริกาจะเน้น Reality เน้นกิจกรรมมากกว่า Base around sport ไม่ว่าจะเป็นด้านดนตรี กีฬา หรือการแสดง เพื่อให้เด็กๆ รู้จักเรียนรู้ด้วยตัวเอง อย่างเมืองไทยจะเน้นเรียนพิเศษที่เป็นวิชาการ (เช่น คณิต ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน) แต่ที่โน่นจะเป็น Athletic กีฬาที่เด็กที่โน่นชอบเล่นมากสุดก็คือ Soccer ที่อเมริกาต่อให้เข้ามหา'ลัยดีๆ เรียนเก่งแทบตายทว่าไม่มีกิจกรรม เขาก็ไม่เอา


Q : ไลฟ์สไตล์ชิลๆ ก่อนเปิดมหา'ลัยทำอะไรบ้าง
เนี่ย…ปีนี้ได้มีโอกาสมาเที่ยวพักผ่อนเมืองไทย เพราะถ้าอย่างปีก่อนๆ ตอนยังอยู่ไฮสกูล เราก็ต้องอยู่ซ้อมกีฬาทั้งซัมเมอร์ ไม่ได้ไปไหนเลย ถ้าวันไหนไม่ซ้อมก็อยู่บ้านรีแลกซ์ เปิดคอมฯ นั่งเล่นดูการประกวดเวทีต่างๆ หรือไม่ก็ชวนคุณพ่อคุณแม่ไปเที่ยวดิสนีย์แลนด์ ไปทานข้าวด้วยกัน เพราะเราอยู่โรงเรียนทุกวัน เจอเพื่อนทุกวันก็ไม่ค่อยได้รีแลกซ์-มีเวลาให้กับตัวเองเท่าไร อย่างไรก็ดี ปีนี้เราจบไฮสกูลก็เลยถือโอกาสมาเที่ยวที่ไทยซะเลย

สวยปัง ออร่าเด่นสุดๆ

Q : ชีวิตที่โน่นกับตอนมาอยู่ไทยต่างกันไหม
ต่างกันนะ ที่อเมริกาเราจะรู้สึกเหมือนอยู่ใน Bubble ของความปลอดภัย มีความ Safety ทว่าที่เมืองไทยมันจะเป็นเหมือนแต่ละคนต้องเอาตัวรอด (Survival) เช่นในเรื่องการข้ามถนน ในอเมริกาเขาจะมีระเบียบ มีกฎที่เข้มงวดมากว่าจะต้องข้ามตรงไหนๆ เขาจะเซฟคนของเขา แต่ที่ไทยจะออกแนวชิลๆ อยากข้ามตรงไหนก็ข้าม อยากทำอะไรก็ทำไปเลย ซึ่งตอนแรกๆ ที่เรามาที่นี่ก็เอ๊ะ ! จะข้ามตรงนี้เลยหรอ ข้ามได้หรอ มันดูสะเปะสะปะมั่วไปหมดเลย แล้วก็ในเรื่องของอากาศ ที่เมืองไทยร้อนมากทำให้ผื่นขึ้นหน้าเต็มเลย เหมือนเราแพ้อากาศ แพ้เหงื่อ ตอนนี้ก็กำลังฟื้นฟูผิวหน้าอยู่ อย่างไรก็ดี คนที่เมืองไทยจะ Nice ดูเป็นมิตร และเป็นกันเองมากกว่าที่อเมริกานะ

รางวัล Miss Thai New Year USA 2014 (Songkran Festival)
สวยเด่นกว่าใครเพื่อน
คว้าทุกรางวัลจริงๆ กับ Miss Sport Outfit

พาร์ต 4 : นี่แหละ...ความเป็นนิโคล !
Q : บุคลิกฯ นิสัยส่วนตัว จริงๆ แล้วเป็นคนยังไง
เป็นคนไม่ค่อยเยอะ ชิลๆ ไม่ค่อยเครียดกับอะไร เวลาเกิดอะไรขึ้นจะเป็นคนที่แก้ปัญหาได้ดี และเร็ว ไม่ต้องไปเครียดกับมันก่อนแล้วคิดว่าถ้าเป็นอย่างนู้น เป็นอย่างนั้น ชิลกับมันไปเลย ที่สำคัญเราเป็นคนที่เวลาทำอะไรแล้วจะต้องทำให้เสร็จ ไม่งั้นจะขัดใจ และคิดเกี่ยวกับมันตลอดเวลา


Q : คิดว่าตัวเองมีเสน่ห์ตรงไหนบนร่างกาย
โห…(หัวเราะร่า) ตอบยากมากเลย เสน่ห์ทาง Physical คือเอาจริงๆ เราไม่รู้เหมือนกัน เราไม่คิดว่ามันจะมีนะ ถ้าจะมีก็คงเป็นที่ บุคลิกภาพ (Personality) มากกว่า และเราก็เป็นคนเฟรนด์ลี่ เข้ากับเพื่อนๆ ได้ง่าย มันคงเป็นเสน่ห์ตรงนี้มากกว่า

คว้ารางวัลทุกเวทีประกวด

Q : สไตล์การแต่งตัว
ชิลมาก...ก เราไม่ค่อยแต่งตัวนะเพราะไม่ค่อยได้ไปไหน บางทีก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้น ใส่กางเกงออกกำลังกายบ้าง เราไม่ Stick กับการแต่งตัวเลย จริงๆ แล้วเวลาทำงานเราต้องแต่งตัวเยอะ จัดเต็มทั้งผมและชุด เหมือนเราก็เลยอยากให้วันธรรมดาชิลๆ บ้าง เบื่อที่จะแต่งเยอะๆ เคยมีบางวันแต่งตัวไปโรงเรียนชิลเว่อร์จนคุณแม่บอกอย่างกับชุดนอนเลย เราใส่กางเกงวอร์ม เสื้อยืดตัวหนึ่ง เพราะเรียนเสร็จครึ่งวันก็ต้องแต่งชุดกีฬา หน้าก็ไม่ต้องแต่งเพราะต้องไปขลุกในสนามฟุตบอล เราว่ามันก็สบายดีนะ อย่าไปฟิกกับมันมากเลย อีกอย่างอยู่ที่อเมริกาที่โน่นเขาจะแต่งตัวยังไงก็ได้ แต่ตรงกันข้ามกับที่ไทยนะที่คนจะแต่งตัวกัน แมตช์ชุดสวยๆ มาประชันกัน

สบตาทีไร เผลอยกใจให้ทุกทีสิน่า


Q : เคล็ดลับความสวยปิ๊ง
ไม่ได้สวยไรเลยนะ (ยิ้มเล็กๆ) อื้ม…แฮปปี้เข้าไว้ ยิ้มเยอะๆ ทำอะไรที่ตัวเองมีความสุข มันก็จะส่งผลให้ภายนอกเรามีความสุข ดูดีแจ่มใสไปด้วย มีวิธีการบำรุงดูแลผิวหน้ายังไงบ้าง ? ถ้าเป็นเรื่องการดูแลก็ทั่วๆ ไปนะ กลับบ้านก็ล้างหน้า ทานอาหารที่ช่วยบำรุงฟื้นฟูผิว แต่พวก Skincare เราไม่ค่อยสนใจเท่าไร

Q : มีใครเป็นไอดอลในดวงใจไหม
ไอดอลที่เป็นคนไทยมีเยอะเลย แต่ที่ชอบที่สุดคือ 'เมญ่า-นนธวรรณ ทองเหล็ง' ตำแหน่งมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2014 เราชอบตั้งแต่เขาประกวดมิสไทยแลนด์ เราเห็นแล้วรู้สึกว่าทำไมเขาเก่งจัง เขาชอบว่าตัวเองเป็นลูกเป็ดขี้เหร่ เหมือนกับเรา และด้วยสีผิว ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง มันเลยทำให้เรารู้สึก Connect กับเขา เราไม่เคยเจอ และพูดคุยกับเขาจริงจังนะ แต่เห็นเวลาเขาเดินแบบ ร้องเพลงก็เพราะ ตีกอล์ฟก็ได้ เรารู้สึกว่าเขาเก่ง-ทำอะไรได้ทุกอย่าง ไปต่างประเทศเองโดยไม่รู้จักใคร เขาก็คุยภาษาอังกฤษได้ เขามีความเก่งหลากหลายด้าน ซึ่งเราก็อยากจะเป็นอย่างนั้น อยากเก่ง อยากเอาตัวรอดได้แบบเขา

Q : สเปกหนุ่ม...แบบนี้แหละใช่เลย
เราชอบผู้ชายเล่นกีฬา ไม่ค่อยแต่งตัว มีไลฟ์สไตล์คล้ายๆ เรา แต่เรื่องนิสัยเราชอบคนซอฟต์ๆ ใจเย็น ไม่ดุดัน เพราะนิสัยเราไม่ใช่คนซอฟต์ เราเลยอยากให้อีกคนมาช่วยค้าน Opposite กับเรา แล้วคุณแม่ชอบคนแบบไหนที่จะไฟเขียวให้ผ่าน ? คุณแม่ไม่จำกัดสเปกนะ ถ้าเราแฮปปี้ คุณแม่ก็โอเค แต่เหนือสิ่งอื่นใดคุณแม่บอกว่า ต้องดู Background ด้วยว่าพื้นฐานครอบครัวเขาเป็นยังไง ถ้าบางคนมาจากครอบครัวที่รุนแรง อันนี้ก็ต้องขอเวลาศึกษาใจคอนิดหนึ่ง ที่ผ่านมาเรายังไม่เคยมีแฟนเลย เรียนแล้วก็ทำกิจกรรมมาตลอด เนี่ยก็ว่าจบไฮสกูลแล้วจะลองเริ่มเดตดูเหมือนกัน (หัวเราะร่า)

'นิโคลีน-พิชาภา ลิมศนุกาญจน์' สาวไทยหน้าอินเตอร์ฯ

Q : คติในการดำเนินชีวิต
ขยัน และเต็มที่กับทุกๆ สิ่งที่ทำ ลงมือทำด้วยความตั้งใจกับทุกอย่างแล้วจะประสบผลสำเร็จ ตอนทำงานเราก็ทำงาน ตอนผ่อนคลายรีแลกซ์ก็รีแลกซ์ เราใช้ชีวิตด้วยคำว่า 'Work hard Play hard' Tackle ทำมันไปทีละอย่าง ไม่แก้ หรือทำทุกอย่างในเวลาเดียวกัน เช่น ตอนเราเล่นกีฬาก็เต็มที่กับกีฬา ตอนประกวดเราก็เต็มที่กับการประกวด ณ ตรงนั้น


Q : สิ่งที่คาดหวังในอนาคตต่อๆ ไป
ตอนนี้เราอยากใช้ชีวิตชิลๆ ไปก่อน แพลนต่อไปอย่างที่บอกก็คือ เรียนที่อเมริกาอีก 2 ปีให้จบ Half way college จากนั้นก็คงบินมาประกวด Miss Thailand Universe ที่ไทย พร้อมกับโอนหน่วยกิตมาเรียนมหา'ลัยอินเตอร์ที่นี่สักปี ถามว่าคาดหวังตำแหน่งไหม แน่นอนว่าคงมีบ้าง ซึ่งถ้าเกิดได้ขึ้นมาจริงๆ เราก็อยู่ที่ไทยต่อ เวทีต่อไปก็คงประกวด Miss Universe หากแต่ถ้าเราไม่ได้ตำแหน่งก็คงกลับไปเรียน Nursing ต่อ ใช้ชีวิตเหมือนเดิม เพราะยังไงชีวิตมันไม่ได้จบแค่นี้ มันยังมีทางที่จะไปต่อได้อีกไกล และเราก็มีหน่วยกิตตรงนี้ที่โอนได้ ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าได้ก็ดีนะ (หัวเราะ)


สุดท้ายถามถึงสเกลภาษาไทยหน่อย พูดได้ เขียนได้บ้างแล้วรึยัง ? ตอนนี้ยังนะ (หัวเราะ) แต่เราอ่านภาษาไทยได้นิดหน่อย เพราะเราอยู่กับคุณยายที่อเมริกาด้วย คุณยายก็จะคอยพูด-คอยสอนภาษาไทยให้เราซึมซับ ถ้าให้คะแนน 1-5 เราคงอยู่ประมาณ 2 ครึ่ง อย่างไรก็ตาม เราต้องฝึกอย่างหนักแน่นอนเพื่อให้พร้อมสำหรับการมาประกวดที่เมืองไทย !

น่าหลงแค่ไหนถามใจดู ?!

ป.ล. ถ้าใครอยากติดตามความเคลื่อนไหว หรือย้อนไปดูเวทีการประกวดต่างๆ ของเธอ รวมไปถึงส่องโมเมนต์น่ารักๆ ก็สามารถเข้าไปกดฟอลโลว์เธอได้ที่ อินสตาแกรม Nicolene Limsnukan และเฟซบุ๊ก Nicolene Pichapa Limsnukan

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้