วันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
ศก.มั่นคง ปชช.มั่งคั่ง เริ่มต้นที่ “การศึกษา”

ศก.มั่นคง ปชช.มั่งคั่ง เริ่มต้นที่ “การศึกษา”

  • Share:

“เวทีการศึกษากับการเปลี่ยนแปลงประเทศไทย”เวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างภาคีที่เกี่ยวข้องในหัวข้อ “การศึกษาเพื่อเศรษฐกิจฐานราก” มีหลายประเด็นน่าสนใจ

จัดโดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะเด็ก เยาวชน และครอบครัว (สำนัก 4) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับมูลนิธิสถาบันวิจัยระบบการศึกษา มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ (มสส.)

มุมมองนักเศรษฐศาสตร์ กอบศักดิ์ ภูตระกูล ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สะท้อนว่า หัวใจสำคัญการพัฒนาอย่างสมดุลอยู่ที่การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ

และ...หัวใจของการแก้ไขความเหลื่อมล้ำก็คือ “การศึกษา”

“ผมคิดว่าปัญหาฐานรากเมืองไทย ลึกๆแล้วเกิดจากระบบทุนนิยม เพราะทุนนิยมไม่ได้เอื้อต่อการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ แต่กลับยิ่งทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำด้วยซ้ำไป...

เมื่อเกิดปัญหาเหลื่อมล้ำแล้วจึงทำให้ฐานรากอ่อนแอลง นี่คือหัวใจหลักที่เราต้องต่อสู้ในขณะนี้ โดยการศึกษาเป็นกลไกสำคัญที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาดังกล่าว”

การพัฒนาตลอด 25 ปีที่ผ่านมา...คนที่รวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรกของประเทศ มีสัดส่วนรายได้อยู่ที่ประมาณ 54 เปอร์เซ็นต์...ขณะเดียวกัน คนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์สุดท้ายของประเทศ กลับมีรายได้อยู่ที่ 4–5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น...ต่างกันถึง 11 เท่า

นอกจากนี้ ในช่วง 25 ปีข้างต้น รายได้ของกลุ่มคนที่รวยที่สุดยังมีอัตราเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดจาก 2,000 กว่าบาท...เป็น 25,000 บาท ขณะที่คนจนมีรายได้เพิ่มขึ้นจาก 900 บาท...เป็น 2,000 บาท

จึงเกิดคำถามสำคัญที่ว่า...เหตุใดจึงไม่มีระบบการแบ่งสรรปันส่วนกันอย่างเหมาะสม?

เช่นเดียวกับ “ความเหลื่อมล้ำ” ในการถือครองที่ดิน คนที่รวยที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์แรก มีที่ดินรวมทั้งสิ้นกว่า 80 เปอร์เซ็นต์...ส่วนคนที่จนที่สุด 20 เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินรวมกัน 0.24 เปอร์เซ็นต์...

ต่างกันถึง 320 เท่า

“ปัญหานี้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นระบบทุนนิยมที่ทำให้คนข้างบนกับข้างล่างเติบโตได้ไม่เท่ากัน และปัจจุบันปัญหายิ่งขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ และถ้าวันหนึ่งคนข้างล่างไม่พอใจขึ้นมา คนข้างบนก็อยู่ไม่ได้ เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นแล้วทั่วโลก ไม่ว่าละตินอเมริกา จีน อินโดนีเซีย แอฟริกา” กอบศักดิ์ ชี้ว่า สิ่งที่ทำให้คนสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมากก็คือ โอกาสทางการศึกษา ซึ่งเป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาความเหลื่อมล้ำ

แม้ในปัจจุบันจะดูเหมือนว่าเด็กไทยมีโอกาสได้เข้าเรียน 99.5 เปอร์เซ็นต์ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดแล้วจะพบว่า คุณภาพการศึกษาไม่เท่ากันเลย โดยเฉพาะคุณภาพระหว่างโรงเรียนในเขตเมืองกับชนบท...เมื่อคนข้างล่างเข้าไม่ถึงระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ จึงเป็นอุปสรรคในการประกอบอาชีพ และการหารายได้

“ความเท่าเทียมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร...ถ้าผมเป็นลูกคนจน จากข้อมูลเราพบว่า ถ้าพ่อจน ลูกก็มีแนวโน้มจน เพราะไม่มีโอกาสทางการศึกษา ไม่มีโอกาสได้เรียนปริญญา ฉะนั้น ทำอย่างไรให้คนชนบทได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพทัดเทียมกับคนในเมือง หากแก้จุดนี้ไม่ได้ก็เป็นเรื่องยากที่ฐานรากจะเข้มแข็ง”

ลงลึกในรายละเอียดกันอีกสักนิด...แม้กระทั่ง “หลักสูตร” หรือ “เนื้อหา” การเรียนการสอนในวิชาต่างๆ ไม่ว่าภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคม บางครั้ง...อาจไม่ใช่ความรู้ที่ทุกคนต้องการ แต่คนชนบทกลับต้องเรียนเหมือนคนในเมือง ทั้งที่ไม่สามารถนำไปใช้ในชีวิตจริงได้

...เพียงแค่ท่องจำเพื่อเอาไปสอบเท่านั้น ขณะที่ภูมิปัญญาของปราชญ์ท้องถิ่นอีกจำนวนไม่น้อยสามารถเอามาใช้ในการศึกษาและนำไปสู่การพัฒนาอาชีพต่อไปได้

“ถ้าจะพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้ดี เนื้อหาก็ต้องยืดหยุ่นไปตามบริบทพื้นที่ รวมถึงนำภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่มากมายในประเทศไทยมาเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับการเรียนรู้”

ทั้งนี้ แนวทางการสร้างฐานรากให้เข้มแข็ง กอบศักดิ์มองว่าต้องทำหลายๆด้านพร้อมกัน เพราะไม่มีแนวทางใดที่จะสามารถแก้ปัญหาเรื้อรังทั้งหมดได้ด้วยกระสุนเพียงนัดเดียว

กรณีตัวอย่างของการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งบนฐานความรู้ ได้แก่ “โครงการอาหารปลอดภัย เชียงรายเป็นสุข” โดยกิตติ ทิศสกุล นายกสมาคมสหพันธ์ท่องเที่ยวภาคเหนือจังหวัดเชียงราย เขาเล่าว่า ที่ผ่านมาสมาคมฯได้พยายามบูรณาการการทำงานร่วมกับท้องถิ่นเพื่อแก้ปัญหาสุขภาวะ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดยมีภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และอีกหลายภาคีให้การสนับสนุน

“โครงการของเราใช้เรื่องอาหารเป็นตัวขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาทั้งหมด ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ไปจนถึงปลายน้ำ เป็นการพัฒนาระบบห่วงโซ่อาหารปลอดภัย และส่งเสริมระบบเศรษฐกิจในท้องถิ่น รวมถึงพัฒนาคุณภาพชีวิตคนในชุมชนให้มีความเข้มแข็ง”

เป้าหมายของโครงการคือ การดึงศักยภาพของเชียงราย

ไม่ว่า...การเกษตร การค้า การท่องเที่ยว เข้ามาแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสุขภาวะ โดยมีประเด็นอาหารเป็นตัวเชื่อมกับทุกหน่วยงาน ก่อให้เกิดการทำงานแบบบูรณาการและแก้ปัญหาแบบมีส่วนร่วม

โดยเฉพาะ อบจ. หน่วยงานด้านการเกษตร วัฒนธรรม และอาจารย์มหาวิทยาลัยที่เข้ามาช่วยเก็บข้อมูลและสนับสนุนความรู้ในด้านต่างๆ

ผศ.ณรงค์ พุทธิชีวิน อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เสริมว่า เศรษฐกิจฐานรากของประเทศจะอยู่รอดไม่ได้ ถ้าไม่ปรับกระบวนการเรียนรู้ของคนในสังคม โดยเฉพาะระบบการศึกษาที่ต้องเป็นหัวหอกในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก สถาบันการศึกษาและมหาวิทยาลัยต่างๆ ต้องให้การศึกษาที่ตรงกับผู้เรียนต้องการ และต้องมีคุณภาพ

“สถาบันการศึกษาต้องกำหนดบทบาทของตัวเองใหม่ และถือเป็นหน้าที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจฐานราก...” ผศ.ณรงค์ ว่า “จากเดิมมหาวิทยาลัยมีหน้าที่บริการชุมชน ทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ซึ่งอาจไม่เพียงพออีกต่อไป แต่ต้องระบุให้ชัดเจนว่า สถาบันการศึกษาทุกระดับต้องมีหน้าที่สรรสร้างสังคมในรูปแบบต่างๆ ไม่ใช่เฉพาะการให้ความรู้ทางปัญญาเท่านั้น แต่ต้องลงลึกถึงระบบการผลิตทางเศรษฐกิจด้วย”

“มหาวิทยาลัย”...ไม่ได้มีหน้าที่เพียงเก็บข้อมูลทำวิจัยเท่านั้น แต่ต้องเข้ามามีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับ ทั้งในด้านคุณภาพการผลิต การตลาด การบริหารจัดการทางการเงิน และพัฒนาคนอย่างเป็นระบบ เพื่อให้เศรษฐกิจฐานรากอยู่รอดและเติบโตก้าวหน้าได้

ศ.นพ.ประเวศ วะสี รองประธานมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ ฝากว่า การพัฒนาของประเทศไทยที่ผ่านมาทำแบบแยกส่วน โดยแยกเรื่องเศรษฐกิจ จิตใจ สังคม ออกไปเป็นส่วนๆ ขณะที่ระบบ “การศึกษาไทย” ก็ถูกแยกออกจากชีวิต เอาวิชาเป็นตัวตั้ง ไม่ได้เอาชีวิตเป็นตัวตั้ง จึงนำไปสู่ภาวะวิกฤติอย่างที่เป็นอยู่

“เปรียบเหมือนร่างกายคนเราที่เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด ไม่ว่าหัวใจ ปอด สมอง ถ้าอวัยวะชิ้นใดเติบโตอย่างเป็นเอกเทศ ร่างกายก็ป่วย เกิดเป็นวิกฤติ ทั้งหมดต้องเชื่อมโยงกันจึงจะเกิดสมดุล เพราะความสมดุลคือความเป็นปกติ คือการมีสุขภาพดีและอายุยืนยาว แต่อะไรที่ไม่ได้สมดุลย่อมมีโอกาสล่มสลายได้ง่าย”

ยุทธศาสตร์ประชารัฐถือเป็นแนวทางสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานราก และเป็นจุดคานงัดของการพัฒนาอย่างบูรณาการ.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้