วันพุธที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
สคฝ.ขยายคุ้มครองเงินฝาก

สคฝ.ขยายคุ้มครองเงินฝาก

  • Share:

ต่ออายุผู้ฝากเงินแบงก์ปดรับเงิน 15 ล้านบาท

ผู้ฝากเงินเฮ! สถาบันคุ้มครองเงินฝากต่ออายุผู้ฝากเงิน คุ้มเงินฝากทุกรายไม่เกิน 15 ล้านบาท ถึงวันที่ 11 ส.ค.ปี 61 และจะค่อยๆทยอยลดลงจนเหลือ 1 ล้านบาท ในวันที่ 11 ส.ค.63 จากเดิมลดเหลือ 1 ล้านบาท “สรสิทธิ์” มั่นใจประชาชน 98.18% ได้รับประโยชน์ จากจำนวนผู้ฝากเงินทั้งหมด 68 ล้านคน

นายสรสิทธิ์ สุนทรเกศ ผู้อำนวยการสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.59 เป็นต้นไป ประชาชนที่ฝากเงินกับสถาบันการเงินจะได้รับการคุ้มครองเงินฝากอยู่ที่ 15 ล้านบาทต่อไปอีกปี หลังจากกระทรวงการคลังได้เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แก้ไข พ.ร.บ.สถาบันคุ้มครองเงินฝากเมื่อวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา โดยได้ปรับปรุงการคุ้มครองเงินฝากจากเดิมที่กำหนดว่า จะลดความคุ้มครองลงมาเหลือ 1 ล้านบาท/ราย/ต่อบัญชี ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.59 เนื่องจากประชาชนส่วนใหญ่รวมถึงพนักงานบางรายของสถาบันการเงินยังขาดความเข้าใจในเรื่องดังกล่าว

สำหรับการแก้ไข พ.ร.บ.ดังกล่าวจะส่งผลให้วงเงินในการคุ้มครองเงินฝากใหม่ ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.นี้ จนถึงวันที่ 10 ส.ค.61 กำหนดวงเงินความ คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 15 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.61 ถึงวันที่ 10 ส.ค.62 คุ้มครองไม่เกิน 10 ล้านบาท ตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.62 ถึงวันที่ 10 ส.ค.63 คุ้มครองไม่เกิน 5 ล้านบาท และตั้งแต่วันที่ 11 ส.ค.63 เป็นต้นไป คุ้มครองเงินฝากไม่เกิน 1 ล้าน บาท ซึ่งจะครอบคลุมเงินฝากของประชาชนถึง 98.18% จากจำนวนประชาชนที่มีเงินฝากทั้งหมดในระบบ 68 ล้านราย

“การปรับปรุงวงเงินคุ้มครองเงินฝากมีการเปลี่ยนแปลงรวมครั้งนี้ นับเป็นรอบที่ 3 แล้ว โดย ครั้งแรกเกิดขึ้นในสมัยที่นายกรณ์ จาติกวณิช อดีต รมว.คลัง เนื่องจากเกิดวิกฤติเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อปี 51-52 ครั้งที่ 2 ในสมัยนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีต รมว.คลัง พร้อมกับปรับปรุงการจ่ายเงินสมทบของสถาบันการเงินให้แก่ สคฝ.จากเดิม 0.47% ของยอดเงินฝากสถาบันการเงินทั้งหมด ลดลงเหลือ 0.01% ส่วนที่เหลือ 0.46% นำไปแก้ไขหนี้ให้แก่กองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ทำให้ยอดความเสียหายของกองทุนฟื้นฟูฯ จากเดิม 1.4 ล้านล้านบาท ลดลงต่ำกว่าระดับ 1 ล้านล้านบาท”

นายสรสิทธิ์กล่าวว่า สคฝ.ก่อตั้งเมื่อวันที่ 11 ส.ค.2551 จนถึงปัจจุบันครบ 8 ปี โดยไม่มีเหตุการณ์ที่น่าตกใจจนส่งผลถึงขั้นที่ สคฝ.ต้องสั่งปิดสถาบันการเงินเพื่อคุ้มครองผู้ฝากเงิน เนื่องจากนับตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เพิ่มความเข้มงวดและออกมาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมสถาบันการเงินให้ได้มาตรฐานจนทำให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงและมีเสถียรภาพ โดย ณ วันที่ 31 มี.ค.59 เงินกองทุนต่อ สินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) ของระบบสถาบันการเงินเพิ่มขึ้นเป็น 17.50% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 58 อยู่ที่ระดับ 17.43% ขณะที่หลักเกณฑ์ของ ธปท. กำหนดขั้นต่ำสุดเอาไว้ที่ 8.5% เท่านั้น

นายสรสิทธิ์กล่าวว่า ความเข้มแข็งของสถาบันการเงินภายในประเทศจะเป็นสิ่งที่การันตีว่าเงินฝากของประชาชนที่ฝากอยู่กับสถาบันการเงิน ยังคงมีความปลอดภัยสูง และหากในอนาคตเกิดเหตุการณ์จนถึงขั้นต้องปิดสถาบันการเงิน ก็ขอให้ประชาชนมั่นใจว่า เงินฝากที่อยู่กับสถาบันการเงินจะได้รับคืนทุกบาททุกสตางค์ ภายในระยะเวลาที่รวดเร็วคือไม่เกิน 30 วัน และที่สำคัญหลังจาก ธปท.และสถาบันการเงินประกาศใช้พร้อมเพย์เมื่อวันที่ 15 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น สคฝ. คาดว่าการคืนเงินฝากให้แก่ประชาชนจะรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

“ปัจจุบัน สคฝ.มีกองทุนที่คุ้มครองเงินฝากถึง 115,000 ล้านบาท มีอัตราเพิ่มขึ้นปีละ 1,300 ล้านบาท โดยตั้งเป้าหมายจะเพิ่มวงเงินกองทุนฯ ขึ้นไปแตะระดับ 200,000 ล้านบาท ก็น่าจะหยุด การเก็บเงินสมทบจากสถาบันการเงิน ซึ่งวงเงินดังกล่าวจะคุ้มครองเงินฝากวงเงินไม่เกิน 15 ล้าน บาท กรณีสั่งปิดสถาบันการเงินขนาดกลางและขนาดเล็ก”

ส่วนกรณีถึงขั้นต้องสั่งปิดสถาบันการเงินขนาดใหญ่ของประเทศนั้น นายสรสิทธิ์กล่าวว่า จำนวนเงินของกองทุนฯ หากมีสูงถึง 1 ล้านล้านบาทก็ไม่เพียงพอต่อจ่ายเงินคืนผู้ฝากเงิน เพราะการปิดสถาบันการเงินขนาดใหญ่เป็นเรื่องของวิกฤติเศรษฐกิจ เหมือนกับปี 2540 ที่รัฐบาลในสมัยนั้น ต้องการันตี หรือคุ้มครองเงินฝากของประชาชนทุกคนเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกของผู้คน ดังนั้น เรื่องการดูแลสถาบันการเงินให้มีความมั่นคงและเสถียรภาพ จึงเป็นหน้าที่ของ ธปท.ที่ต้องกำกับดูแลอย่างเข้มงวดและใกล้ชิดต่อไป ส่วนหน้าที่ของ สคฝ.คือ คืนเงินฝากให้ถึงมือประชาชนเร็วที่สุด และหากต้องสั่งปิดสถาบันการเงินแม้จะก่อให้เกิดเสียหายก็ตาม แต่ความเสียหายจะมีผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด ซึ่งระบบการตรวจสอบข้อมูลของ สคฝ.หากสามารถสั่งปิดกิจการสถาบันการเงินได้ภายใน 1 วัน.

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้