วันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มายาคติ HIV EP.1 หวาดกลัว หนีห่าง! สัมผัสใจสุดช้ำ โดนสังคมตราหน้า ชี้ด่าอันตราย

เมื่อโต๊ะประชุมข่าวของทีมกล่าวถึงปัญหาสารพัดสารพันที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน หนึ่งในประเด็นที่ทีมงานให้ความสนใจกันเป็นพิเศษ คือ “ภาพคติของคนในสังคมที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี” ซึ่งรายงานพิเศษชิ้นนี้ พวกเราในฐานะคนสื่อมีความพยายามอย่างยิ่งที่จะใช้หัวใจสัมผัสหัวใจ และรับเอาความรู้สึกทั้งหมดทั้งมวลของเด็กๆ น้องๆ ที่ติดเชื้อเอชไอวี พวกเขารู้สึกอย่างไร? คิดอะไร? ชีวิตผันผ่านเรื่องราวอะไรมาบ้าง? และสังคมทำอะไรกับเขาบ้าง? ทุกคนควรรู้ไปพร้อมๆ กัน ย้ำอีกครั้งว่า ทุกคนควรรู้ไปพร้อมกัน!

*** เด็กหนุ่ม ผู้ปกปิดความลับเอชไอวี ***

ทีมข่าวขอประเดิมรายงานพิเศษชิ้นนี้ ด้วยเรื่องราวจากหัวใจของเด็กหนุ่มสองคนที่ติดเชื้อเอชไอวี โดย ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ได้ส่งผู้สื่อข่าวท่านหนึ่งไปสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่ของเด็กหนุ่มทั้งสอง ซึ่งหนุ่มที่ติดเชื้อเอชไอวีคนแรกที่เราเดินทางไปพบ คือ หมู (นามสมมติ) เด็กหนุ่มแรกรุ่นอายุ 17 ปี โดยภาพแรกของการพบกันระหว่างหมู และผู้สื่อข่าวนั้น เราขอบรรยายเป็นตัวอักษรว่า หมูคือเด็กหนุ่มหน้าตาดี ผิวขาว ใบหน้าคมชัด จมูกโด่ง ตาโต ประหนึ่งลูกครึ่งเชื้อสายไทยผสมตะวันตก บวกด้วยรูปร่างสูงใหญ่กำยำของหมู จึงทำให้ทีมงานทุกคนดูไม่ออกแม้แต่น้อยว่า หมูติดเชื้อเอชไอวี

หมู เริ่มเล่าเรื่องราวให้ทีมข่าวฟังอย่างไม่ปกปิดว่า “ผมติดเชื้อเอชไอวีจากพ่อแม่ พวกเขาติดเชื้อเอชไอวีทั้งคู่ แต่ผมไม่รู้ว่าเขาติดมาจากไหนกัน เพราะตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็ไม่เคยเจอพ่อแม่เลย แต่ได้มารู้ตอนโตว่า พอผมอายุ 6 ขวบ ญาติทางฝ่ายแม่เขาก็ขอผมไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม เพราะพวกเขาไม่มีลูก เขาให้ผมเรียกว่าพ่อกับแม่ด้วย เขาดูแลผมดีเหมือนลูกในไส้เลย เลี้ยงผมมาได้ประมาณหนึ่งปี ผมก็เป็นอีสุกอีใส ทีนี้เขาก็เลยพาผมไปหาหมอ ตรวจไปตรวจมาผลดันออกมาว่า ผมติดเชื้อเอชไอวี รู้ตัวอีกทีผมก็ถูกส่งมาอยู่ที่มูลนิธิ (ขอสงวนชื่อมูลนิธิ) ซึ่งตอนนั้นผม 7 ขวบพอดี”

ด.ช.หมู ในวันนั้นอยู่ในวัย 7 ขวบ เขาถูกพ่อแม่บุญธรรมส่งมาอยู่ที่มูลนิธิ เหตุเพราะพ่อแม่บุญธรรมมีความคิดที่ว่า ไม่กี่วันข้างหน้าหมูจะต้องตาย และการเลี้ยงลูกบุญธรรมคนนี้เอาไว้ อาจทำให้พวกเขาต้องติดเชื้อไปด้วย ซึ่งพ่อแม่บุญธรรมของหมูมีความรู้ และความเข้าใจเพียงว่า เอดส์เป็นแล้วตาย อยู่ได้ไม่นาน แต่ในช่วง 3-4 เดือนแรกที่พ่อแม่บุญธรรมนำ ด.ช.หมูมาอยู่ที่มูลนิธิ เขาทั้งคู่ก็ยังส่งเงินมาให้ใช้ ซื้ออาหารมาให้กิน แวะเวียนมาเยี่ยม ด.ช.หมู บ้างเป็นครั้งคราว แต่หลังจากนั้นไม่นาน พ่อแม่บุญธรรมก็เริ่มหายหน้าหายตาไป จากมาเยี่ยมอาทิตย์ละวัน เดือนละวัน หลายเดือนวัน ก็กลายเป็นว่า ไม่ว่าจะกี่คืนกี่วันพวกเขาก็ไม่มา จน ณ วันนี้หมูจำหน้าพวกเขาไม่ได้อีกแล้ว...

“จากนั้นแม่ (เจ้าหน้าที่มูลนิธิ) ก็เลี้ยงผมมาตลอด แม่เลี้ยงผมและน้องอีกเป็นสิบๆ คนจนโต แม่ไม่เคยรังเกียจผมเลย เวลาผมอยู่ที่บ้าน (มูลนิธิ) ผมเป็นตัวของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องกลัวใครรู้ ไม่ต้องกลัวใครรังเกียจ และตอนนี้ผมก็จบ ม.6 แล้วด้วย ผมแข็งแรงเหมือนวัยรุ่นทั่วไป ผมมีเพื่อนเยอะแยะ ที่สำคัญผมยังไม่ตาย และดูท่าจะไม่ตายง่ายๆ ด้วย” หมู เด็กหนุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวด้วยนำ้เสียงมุ่งมั่น

- เรื่องราวชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงเข้ารับการศึกษา

ในช่วงที่ หมู เข้าโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นอนุบาล ชั้นประถมศึกษา และชั้นมัธยมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นครู หรือเพื่อนสนิท ต่างไม่มีใครรู้แม้แต่น้อยว่า หมูติดเชื้อเอชไอวี เพราะฉะนั้น หมูจึงได้ใช้ชีวิตเสมือนวัยรุ่นทั่วไป คือ เรียน เล่น รัก

“ตอนเรียนมีแฟนมั้ย แฟนที่ถึงขั้นมีเพศสัมพันธ์กัน?” ผู้สื่อข่าวถามหมู หนุ่มน้อยตรงหน้าพยักหน้าตอบรับอย่างตรงไปตรงมา “มีครับ” ผู้สื่อข่าวถามต่อทันที “แฟนของน้องรู้ไหมว่า น้องติดเชื้อเอชไอวี?” เขาส่ายหน้า พร้อมอธิบายว่า “ไม่รู้ครับ แต่ผมก็ป้องกันเต็มที่ แฟนผมจะต้องไม่ติดเชื้อจากผมแน่นอน ผมรับรองได้ ทุกวันนี้เราเลิกรากันไปแล้ว เขาไม่ติดเชื้ออะไร สุขภาพแข็งแรง และเอชไอวีมันก็ไม่ติดกันง่ายๆ เหมือนที่คนเข้าใจครับ”

ส่วนเรื่องราวของมิตรภาพระหว่างเพื่อนและหมูเมื่ออยู่ที่โรงเรียนนั้น หมูเล่าเรื่องนี้ด้วยสีหน้าที่เปลี่ยนไป จากสีหน้าที่สดใสกลายเป็นแววตาครุ่นคิด คิ้วชนกันเหมือนไม่สบายใจอะไรบางอย่าง “การใช้ชีวิตกับเพื่อนที่โรงเรียน แน่นอน ผมย่อมมีเพื่อนที่สนิทกันมากๆ ผมอึดอัดใจทุกครั้งที่ต้องปิดบังความลับ ปิดบังเรื่องราวชีวิต ทำตัวลับๆ ล่อๆ ผมไม่รู้มีใครสงสัยไหม แต่บางทีการใช้ชีวิตของผมมันก็น่าสงสัยอยู่ไม่น้อย”

“น่าสงสัยอย่างไร?” เราถามสั้นๆ เพื่อขอคำตอบจากเด็กหนุ่ม “พี่ว่าน่าสงสัยไหมล่ะครับ บางทีผมลืมปิดเสียงนาฬิกาปลุกที่จะคอยเตือนให้ผมกินยา คนธรรมดาที่ไหนกัน เขาตั้งปลุกเวลา 9 โมงเช้า กับ 3 ทุ่ม คนธรรมดาที่ไหนกัน ต้องหาน้ำกินเพื่อกลืนยาในสองเวลานี้ เล่นๆ เกมอยู่กับเพื่อน ไปเที่ยว กำลังสอบ กำลังเรียน หรือทำธุระอะไรบางอย่างอยู่ จู่ๆ ก็ต้องหยุดทำทุกอย่างแล้วกินยาให้ได้เดี๋ยวนั้น บางทีผมลุกลี้ลุกลนหาน้ำกิน บางทีก็ต้องแอบๆ หยิบยาขึ้นมากิน บางทีผมต้องลาเรียนไปหาหมอ ไปทุกเดือนจนเพื่อนถามว่ามึงลาไปไหนทุกเดือน หรือบางทีที่เพื่อนต้องมาส่งที่บ้าน (มูลนิธิ) เพื่อนก็จะถามว่า ทำไมมึงอยู่มูลนิธินี้วะ ผมก็จะตอบแบบเสียไม่ได้ไปว่า พ่อแม่กูตายไปตั้งแต่กูยังเด็ก กูเลยอยู่ที่นี่ ซึ่งการใช้ชีวิตแบบนี้ของผม ผมกลัวเพื่อนสงสัยเหลือเกินครับ”

“บางครั้งผมก็อยากประกาศออกไปเลยว่า ผมติดเชื้อเอชไอวี แต่ผมใช้ชีวิตกับพวกคุณได้เหมือนเดิมนะ ไม่ได้ติดกันง่ายๆ ผมมีครอบครัวได้ ผมมีเพื่อนได้นะ แต่สุดท้ายความคิดนี้ก็ต้องล้มเลิกไป เพราะผมกลัวว่า วันหนึ่งคนรอบตัวที่ผมรัก คนรอบตัวที่เขาไม่รู้ว่าผมติดเชื้อเอชไอวี เขาจะวิ่งหนีออกไปจากชีวิตผม เด็กหนุ่มที่ร่าเริงเมื่อแรกเห็น กลายเป็นเด็กหนุ่มอมทุกข์ไปเสียแล้ว

ผู้สื่อข่าวสอบถามเรื่องราวในสถานศึกษาของน้องต่อว่า “แล้วครูในโรงเรียน เขาสอนเรื่องการติดเชื้อเอชไอวีให้น้องและเพื่อนๆ ของน้องอย่างไรบ้าง?” หมู ตอบด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดรำคาญใจไม่น้อยว่า “ครูใส่ความกลัวลงไปในบทเรียน ผมไม่รู้ว่าครูเขาแยกออกไหมระหว่างเอชไอวีกับเอดส์ เพราะตอนสอน ครูก็ไม่ได้แยกความแตกต่างให้นักเรียนฟัง เขาก็จะสอนรวมกับโรคอื่นๆ ที่ติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์ แล้วครูก็จะบอกเพียงว่า เอดส์คือการติดเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์ รักษาไม่หาย อายุสั้น แล้วทำไมครูไม่บอกบ้างว่า การติดเชื้อเอชไอวีไม่ได้ติดกันง่ายๆ เราใช้ชีวิตร่วมกันได้ มียาต้านเชื้อไวรัสเอชไอวีกิน หรือมีวิธีป้องกันตัวเองไม่ให้รับความเสี่ยงอย่างไรบ้าง แล้วครูรู้ไหมว่า ไม่มีใครในโลกนี้ที่ติดเชื้อจากการดำเนินชีวิตร่วมกัน เพราะฉะนั้น ผมจะอึดอัดและวุ่นวายใจทุกครั้งที่ครูสอนเรื่องเอดส์”

อย่างไรก็ดี ณ เวลานี้ หมูกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจากมัธยมศึกษาเป็นช่วงอุดมศึกษา ซึ่งเด็กหนุ่มผู้นี้กำลังติดอุปสรรคจากการเข้ารับการศึกษา เนื่องจากมหาวิทยาลัยบางแห่งไม่รับเข้าเรียน

- เรื่องราวชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงเข้ารับการรักษา

ส่วนเรื่องราวในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับการรักษาของหมูในสถานพยาบาลนั้น ในช่วงที่เขายังเป็นเด็กชายตัวเล็กๆ เขาได้พบกับแพทย์ที่ดูแลรักษาเขาเป็นอย่างดี จนหมูถึงกับเอ่ยปากชื่นชมว่า “หมอดูแลดี ประหนึ่งญาติมิตร” ซึ่งแพทย์ที่ให้การรักษาหมู มักจะถามไถ่ถึงสารทุกข์สุกดิบ และติดตามความเป็นไปของชีวิตหมูเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรียน เรื่องงานอดิเรก หรือเรื่องเพื่อนก็ตาม แต่ในวันนี้ วันที่หมูเปลี่ยนมารับการรักษาแบบผู้ใหญ่ ชีวิตและความรู้สึกจากการเข้ารับการรักษาของเขาก็เปลี่ยนไป

“เอาจริงๆ ตอนนี้ ผมไม่อยากไปหาหมอเลย ผมเบื่อเวลาที่เปิดประตูห้องตรวจเข้าไปปุ๊บ หมอจะถามว่า กินยาตรงเวลาไหม ผมก็จะตอบเขาไปตามตรงนั่นแหละว่า บางทีก็ไม่ตรง ทีนี้คำพูดรูปแบบเดิมๆ ก็จะตามมาเลยว่า กินไม่ตรง ไม่กลัวตายหรอ แต่หมอไม่เคยถามผมเลยว่า ทำไมผมถึงกินไม่ตรง จังหวะเวลาที่ผมต้องกินยา ผมติดธุระอะไร หรือมีอุปสรรคอะไรติดพันอยู่ แต่ถ้าหมอถามสักนิด สภาพจิตใจของผมก็จะไม่ย่ำแย่เวลาที่ต้องมาหาหมอ และจะได้แก้ปัญหาการกินยาไม่ตรงเวลาได้อย่างถูกทิศถูกทาง” เด็กหนุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีตัดพ้อ

- เรื่องราวชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงการทำงาน

สำหรับการใช้ชีวิตในแง่ของการทำงานนั้น ปัจจุบันหมูทำงานอยู่ที่บริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ที่นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้ว่า หมูติดเชื้อเอชไอวี ซึ่ง ณ เวลานี้ หมูได้รับเงินเดือนหลักพันปลายๆ แต่เด็กหนุ่มคนนี้กลับมองว่า เงินเพียงเท่านี้ก็ทำให้เขาใช้ชีวิตได้อย่างเพียงพอและมีความสุข ซึ่งเขาชอบชีวิตการทำงานเป็นที่สุด จนทำให้ไม่อยากกลับไปเรียน เพราะต้องเจอกับสังคมการศึกษา

“ตอนเรียนกับตอนทำงาน การใช้ชีวิตของผมไม่เหมือนกัน เพราะสังคมในโรงเรียนมีความสนิทสนมใกล้ชิด รู้เรื่องราวกันทุกซอกทุกมุม เพราะฉะนั้น การปกปิดความลับมันก็จะมากเรื่องมากความ ส่วนการทำงานจะออกแนวตัวใครตัวมัน ทำงานเสร็จกลับบ้าน เราจะกินยาอะไร ตั้งเวลาปลุกตอนไหน ไปหาหมอเมื่อไหร่ ไม่มีใครสนใจ มันทำให้ผมมีความสุข” เขาเล่าตามความรู้สึก

“น้องมีความฝันไหมคะ เช่น อยากเป็นหมอ, อยากเป็นทนาย น้องอยากเป็นอะไร?” หมูตอบกลับคำถามนี้ด้วยคำพูดสะเทือนอารมณ์ว่า “ผมไม่อยากฝันไปไกลขนาดนั้นหรอกครับพี่ ในวันข้างหน้า ทุกคนอาจรู้ว่าผมติดเชื้อเอชไอวี สุดท้ายผมอาจจะไม่มีงานทำ ไม่มีเพื่อน ไม่มีเงิน ไม่มีญาติ ไม่มีอะไรเหลือเลย แม้ว่าวันนี้ผมจะมีงานทำ แต่อีกไม่กี่วันข้างหน้า ผมอาจจะตกงานก็ได้ เพราะบริษัทส่วนใหญ่ เขาบังคับให้พนักงานตรวจร่างกายก่อนเข้ารับทำงาน และเชื้อเอชไอวี ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาไม่อยากให้นำเข้าไปในบริษัท ทั้งๆ ที่เชื้อนี้ไม่มีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้น การหางานของผมก็จะยากเย็นเข้าไปอีก

“แล้วน้องวางแผนชีวิตข้างหน้าอย่างไร น้องจะอยู่กับเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้มีความสุข?” เด็กหนุ่มเผยสิ่งที่คั่งค้างในใจออกมาหมดเปลือกว่า “ผมฝันว่า วันหนึ่งผมจะออกมาใช้ชีวิตในสังคมอย่างภาคภูมิ ไม่ต้องซ่อนยาต้านฯ ไม่ต้องปิดเสียงนาฬิกาปลุก ไม่ต้องแอบไปหาหมอ กินข้าวโดยใช้จาน-ช้อนร่วมกันกับคนที่ผมรัก ผมหวังให้วันนั้นมาถึง แต่ไม่รู้ว่าจะเป็นไปได้ไหม"

"และผมเชื่อว่า ถ้าผมออกไปป่าวประกาศว่าผมติดเชื้อเอชไอวี ทุกคนจะวิ่งหนีและต่อต้าน แต่ถ้าคนที่ผมรัก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน แฟน หรือคนรู้จัก เป็นคนออกไปพูดแทนผมว่า วันนี้พวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันกับผมได้โดยปกติ พวกเขาไม่ติดเชื้อจากผม พวกเขามีความสุข สุขภาพแข็งแรง ซึ่งผมเชื่อว่า วิธีนี้อาจทำให้สังคมอ้าแขนรับผม แต่ (เงียบไปอึดใจหนึ่ง)...แต่จะมีใครที่เขาเข้าใจและยอมทำแบบนั้นเพื่อผม เด็กหนุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวี กล่าวเป็นประโยคคำถาม แต่เป็นประโยคคำถามที่ไร้คำตอบ

*** เด็กหนุ่ม ผู้เปิดเผยความลับเอชไอวี ***

นอกจากนี้ ทีมข่าวยังได้พูดคุยกับ น้องเจ (นามสมมติ) เด็กหนุ่มวัย 18 ปี ผู้ติดเชื้อเอชไอวี เขาผู้นี้ผ่านทุกข์ สุข เศร้าจากการเปิดเผยเรื่องราวการติดเชื้อเอชไอวีของตัวเอง ซึ่งแตกต่างจากชีวิตของน้องหมูที่ปกปิด และไม่แพร่งพรายให้ใครได้รู้ เรื่องราวชีวิตของเจจะเป็นอย่างไร? หัวจิตหัวใจของเด็กคนนี้ควรค่าแก่การติดตามอย่างยิ่ง!

เด็กหนุ่มรูปร่างสมส่วน สูงยาว ท่าทีสุภาพเป็นมิตรที่นั่งอยู่ตรงหน้าของผู้สื่อข่าวนั้น ยินดีที่จะบอกเล่าเรื่องราวชีวิตด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ว่า “ผมติดเชื้อเอชไอวีจากการมีเพศสัมพันธ์ครับ”

“ตอนผมอายุ 15 ปี ผมทะเลาะกับครอบครัว ผมก็เลยตัดสินใจหนีออกจากบ้านไปอยู่กับพี่คนหนึ่ง เขาเป็นผู้ชาย ซึ่งพี่คนนี้ก็ดูแลชีวิตความเป็นอยู่ของผมได้สักพักใหญ่ เราสองคนมีเพศสัมพันธ์กัน แต่พอมาวันหนึ่งเราก็เลิกรากันไป ผมกลับไปอยู่บ้านอีกครั้ง” เจ ย้อนเล่าเรื่องราวเมื่อ 3 ปีก่อน

ภายหลังจากที่เจกลับไปอาศัยอยู่ที่บ้านได้ไม่นาน ร่างกายของเจเริ่มผิดปกติจนตัวเขาเองสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน เขาเริ่มป่วยบ่อย, น้ำหนักลด และท้องเสียสลับท้องผูกบ่อยครั้ง จนเจเริ่มเอะใจ และภาวนาให้สิ่งที่เขาคิดไม่เกิดขึ้นกับชีวิตของเขา และด้วยความวิตกกังวลอย่างที่สุด เจจึงเริ่มหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ตเกี่ยวกับโรคเอดส์ ไม่กล้าถามคนรอบข้าง เพราะเกรงว่าจะโดนด่าทอว่าไปทำอะไรให้ตัวเองติดเอดส์ และสุดท้าย ข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ได้บอกกับเขาเป็นนัยๆ ว่า อาการที่เกิดขึ้นกับร่างกายของเขานั้น เข้าข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี

“ผมนั่งคิดนอนคิด วิตกกังวลอยู่นานพอสมควร จนอยู่มาวันหนึ่ง ผมเป็นหนองใน ตอนนั้นตกใจมาก รู้สึกว่า เราจะปล่อยให้ร่างกายเป็นแบบนี้ไม่ได้แล้ว ผมตัดสินใจไปหาหมอที่คลินิกแนะนำโรคเอดส์โดยตรง และผลตรวจก็ออกมาว่า ผมติดเชื้อ HIV ตอนนั้นผมเสียใจมากๆ รับไม่ได้กับสิ่งที่หมอบอก ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ก็ทำใจเอาไว้บ้างแล้วว่าเราอาจติดเชื้อ” เจ บอกเล่าเรื่องราวในวันมืดมน

เด็กหนุ่มกลัดกลุ้ม ประหนึ่งฟ้าถล่ม แผ่นดินทลาย เขาครุ่นคิดอยู่นานว่า จะบอกผู้เป็นแม่ดีหรือไม่? จะบอกอย่างไร? แม่จะรังเกียจไหม? เขาตัดสินใจไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างจริงจัง ซึ่งแพทย์ได้แจ้งกับเขาว่า หากอายุไม่ถึง 18 ปี ผู้ปกครองจะต้องเซ็นเอกสาร เพื่ออนุญาตให้เข้ารับการรักษา และนั่นย่อมหมายความว่า เขาต้องบอกเรื่องนี้กับแม่อย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง

“ผมตัดสินใจบอกแม่ไปตรงๆ ว่าผมติดเชื้อเอชไอวี ตอนนั้นแม่ไม่เข้าใจ ไม่มีความรู้ในเรื่องนี้ แม่คิดว่าผมเป็นเอดส์ แม่ไม่คุยอะไรกับผมเลย เราไม่ได้คุยกันนานประมาณ 3 วัน แม่เสียใจและโมโหผมมาก หลังจากนั้นเขาก็พยายามเข้าใจ ไปหาหมอกับผม และยอมเซ็นเอกสารการเข้ารับการรักษาให้ แต่พอแม่กลับมาบ้าน แม่ก็แยกข้าวของเครื่องใช้กับผม และเวลาผมเลือดออก แม่ก็จะบอกว่า อย่าทำให้เลือดออกนะ เดี๋ยวคนอื่นๆ ในบ้านจะติดไปกับลูกด้วย ตอนนั้นผมเสียใจมาก รู้สึกไม่มีที่พึ่ง แม้น้ำเสียงของหนุ่มคนนี้จะเจื้อยแจ้วเล่าเรื่องราว แต่แววตาของเขายังคงซ่อนเร้นความเศร้าอยู่ไม่น้อย

- เรื่องราวผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงเข้ารับการศึกษา

“แม้ผมจะติดเชื้อเอชไอวี แต่อนาคตของผมก็ต้องเดินต่อไป ในช่วงแรกๆ ไม่มีใครในโรงเรียนรู้เรื่องนี้เลยสักคนเดียว ซึ่งผมจะรู้สึกแย่มากๆ เวลาที่เรียนวิชาแนะแนว เพราะในคาบแนะแนว ครูจะสอนประมาณว่า ถ้าคุณติดเชื้อเอชไอวี สุดท้ายคุณต้องไปอยู่วัดพระบาทน้ำพุ ซึ่งความจริงมันไม่ใช่ไงครับ เพราะฉะนั้น ผมจะหดหู่ และอึดอัดใจมากเวลาเรียนเรื่องนี้” ท่าทีของเด็กหนุ่มดูหงุดหงิดใจไม่น้อย

เจ เยาวชนผู้ติดเชื้อเอชไอวี บอกเล่าแกมทวงถามไปที่ระบบการศึกษาไทยว่า “ทำไมครูถึงชอบสอน ชอบใส่ทัศนคติเชิงลบให้นักเรียนเกลียด กลัวผู้ติดเชื้อเอชไอวี ทำไมครูไม่สอนการใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้ติดเชื้อ ทำไมครูไม่ให้รายละเอียดเรื่องการป้องกัน แต่ครูกลับเอาแต่สอนสั่งเรื่องความน่ากลัวของมันเพียงอย่างเดียว”

ภายหลังจากที่เจเริ่มปรับตัวได้ และหัวใจเริ่มแข็งแรงขึ้น เขาตัดสินใจบอกครูแนะแนวคนหนึ่ง ซึ่งเป็นครูที่เขาไว้ใจ “ผมบอกครูเขาว่า ผมติดเชื้อเอชไอวี ครูท่านนี้ก็ดีกับผมมาก เขาปลอบใจผม ใส่ใจผม ให้คำปรึกษาผมในทุกๆ เรื่อง ซึ่งครูท่านนี้ก็ปกปิดความลับให้กับผมจนถึงวันนี้”

ปัจจุบัน เจ ศึกษาในช่วงชั้นปีที่ 3 ของมหาวิทยาลัยรัฐบาลแห่งหนึ่ง และในเวลาเดียวกัน เด็กหนุ่มผู้นี้ก็สามารถทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้อีกด้วย

- เรื่องราวชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงเข้ารับการรักษา

ขณะที่ การเข้ารับการรักษาของเจในช่วงแรกๆ นั้น เขามีความประทับใจในตัวแพทย์ประจำคลินิกนิรนามอย่างมาก เพราะการปฏิบัติตัวของแพทย์ และพยาบาลที่มีต่อคนไข้นั้น เป็นไปในทิศทางที่ดี มีความเป็นมิตร ไม่รังเกียจเดียดฉันท์ แต่ภายหลังจากที่ เจ ต้องเปลี่ยนสถานที่การรักษาจากคลินิกนิรนามมาเป็นโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง ความรู้สึกของการเข้ารับการรักษาของเขาก็เปลี่ยนไป...

“การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เราต้องกรอกข้อมูลให้ชัดเจน และต้องเขียนลงไปด้วยว่า ติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งเป็นการแจ้งให้หมอทราบตั้งแต่ต้น เพื่อป้องกันการจ่ายยาที่อาจจะมาตีกับยาต้านฯ ที่เรากิน แต่เมื่อผมเขียนข้อมูลของผมลงไป สิ่งที่ผมจะเห็นได้แทบทุกครั้งเวลามาโรงพยาบาลก็คือ พยาบาลจะแสดงสีหน้า กิริยาอาการที่ไม่ดี พูดจาไม่ดี หนักกว่านั้นคือตอนเจอหมอ หมอก็จะต่อว่า พร้อมสั่งสอนต่างๆ นานา พูดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น ซึ่งคำที่ได้ยินอยู่เสมอก็คือ ไปทำอะไรมา ไม่รู้หรือว่าต่อไปชีวิตจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ทำอะไรทำไมไม่คิด ผมเจ็บช้ำมามากพอแล้ว แต่นี่ผมต้องมาเจ็บซ้ำๆ จากคำของหมออีกหรือ” เจถ่ายทอดความรู้สึกจากหัวใจอันบอบช้ำ

- เรื่องราวชีวิตผู้ติดเชื้อเอชไอวี ในช่วงการทำงาน

ชีวิตจากการเรียน และการรักษาของเจ ยังไม่หนักหนาเท่าชีวิตในช่วงของการทำงาน เขาผ่านการหางาน ผ่านการสัมภาษณ์งานมามากมายครึ่งร้อยบริษัท ผ่านอุปสรรคเรื่องการตรวจสุขภาพ และผ่านความยุ่งยากกับการเข้าสังคมที่หลายคนมองเขาว่าเป็น “บุคคลอันตราย”...

เจ ย้อนเล่าถึงความเจ็บปวดในช่วงที่เขาทำงานในบริษัทแรกของชีวิตว่า “ผมใช้วุฒิ ม.3 ไปสมัครงานที่บริษัทแถวอโศก ผมได้งานในตำแหน่งประชาสัมพันธ์บริษัท ซึ่งผมเป็นลูกจ้างชั่วคราวนะ ไม่ใช่ลูกจ้างประจำ จากนั้นผมก็ทำงานอย่างปกติสุขเรื่อยมาได้ประมาณ 3 เดือน ผมจึงตัดสินใจบอกพี่คนหนึ่งในบริษัท ซึ่งพี่คนนี้เขาดีและให้ความช่วยเหลือกับผมมาโดยตลอด ผมไว้ใจเขาและไม่อยากปกปิดความลับกับเขา เพราะผมมองว่า การได้อยู่ร่วมกันอย่างบริสุทธิ์ใจ มันทำให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างเป็นสุข และพี่เขาก็สัญญากับผมนะว่า เขาจะไม่บอกเรื่องนี้กับใครแน่นอน

“แต่สิ่งที่ผมคิดมันกลับตาลปัตรอย่างสิ้นเชิง เพราะ 2 อาทิตย์ต่อมา เสียงโทรศัพท์ที่โต๊ะของผมดังขึ้น หัวหน้าเรียกผมเข้าไปคุยเป็นการส่วนตัว เขาไล่ผมออก โดยให้เหตุผลว่า กลัวคนที่ทำงานจะกลัว และทำให้การทำงานมีอุปสรรค ผมพยายามอธิบายให้เขาฟังทุกแง่ทุกมุมเกี่ยวกับเชื้อเอชไอวี ผมพร่ำบอกเขาว่า โรคนี้ไม่ได้ติดกันง่ายๆ แต่สุดท้ายเขาก็ไม่รับฟัง และให้ผมพักงานไป 1 อาทิตย์ และหลังจากหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป ผมกลับไปทำงานอีกครั้ง ท่าทีของทุกคนในออฟฟิศเปลี่ยนไป และทางบริษัทก็ยืนยันที่จะให้ผมออกจากงาน โดยให้เงินเดือน เดือนสุดท้ายกับผม ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้มันทำให้ความรู้สึกของผมเจ็บปวดอย่างมาก เด็กหนุ่มผู้ติดเชื้อเอชไอวีกล่าวเสียงเครือ

“น้องวางแผนอนาคตข้างหน้าไว้แบบไหน น้องจะอยู่กับเชื้อเอชไอวีอย่างไรให้มีความสุข?” เราถามเด็กหนุ่มสองคนด้วยคำถามเดียวกัน “ผมต้องเข้าใจและรู้จักตัวเองให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้น ตอนนี้ผมวางเป้าหมายในชีวิตไว้ครับ ผมมีอาชีพในฝัน และอาชีพนั้นคือนักข่าว ซึ่งผมมีความเชื่อเสมอครับว่า ถ้าคนเรามีเป้าหมายในการใช้ชีวิตชัดเจน พละกำลังในการก้าวต่อไปในวันข้างหน้าของเราจะเต็มร้อยครับ ไม่ว่าเส้นทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร หากกำลังใจดีเสียอย่างเดียว ทุกอย่างก็จะผ่านไปได้"

“และเมื่อผมเข้าใจตัวเองแล้ว ผมก็อยากให้คนอื่นๆ เข้าใจตัวผมเช่นกัน เพราะเชื้อ HIV เป็นแค่โรคๆ หนึ่ง ถ้าคุณจะติดเชื้อจากผม คุณต้องกินน้ำลายของผมไปสัก 10-20 ลิตร ซึ่งผมผลิตไม่ได้อยู่แล้วครับ อย่าไปกลัว” เด็กหนุ่มผู้กล้าฝันกล่าวด้วยความมุ่งมั่น

ลองถามตัวเองดูไหม
คุณมองพวกเขาอย่างไร
กลัว หนีห่าง หรือเข้าใจ?

ติดตามรายงานพิเศษ มายาคติ HIV EP.2 (เรื่องราวเกี่ยวกับทัศนคติของแพทย์ที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี และความจริงของผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่คุณไม่เคยรู้)

อ่านเนื้อหาที่เกี่ยวข้อง
มายาคติ HIV EP.2 เจาะระบบรักษา ไฉนผู้ติดเชื้อโดนตีตรา ปฏิเสธผ่าตัด

มายาคติ HIV EP.3 ถอดสูตรการศึกษาไทย สร้างภาพกลัว ตรวจสุขภาพก่อนเรียน

  • สืบเสาะข่าว รับเรื่องราวร้องทุกข์
    สามารถส่งเรื่องราวหรือประเด็นปัญหาของท่านมาได้ที่
    

reporter.thairath@gmail.com หรือช่องทาง Facebook : ทีมข่าวเฉพาะกิจ
เมื่อโต๊ะประชุมข่าวของทีมกล่าวถึงปัญหาสารพัดสารพันที่เกิดขึ้นในเด็กและเยาวชน หนึ่งในประเด็นที่ทีมงานให้ความสนใจกันเป็นพิเศษ คือ “ภาพคติของคนในสังคมที่มีต่อผู้ติดเชื้อเอชไอวี” 27 ก.ค. 2559 15:58 ไทยรัฐ