วันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฉีกหน้ากากงานวิจัย ปฏิรูปการศึกษาไทย

พล.อ.อ.ประจิน ดร.ธรรมศักดิ์ ดร.สมพงษ์ ดร.กาญจนา

ว่ากันว่า ไม่มีอะไรสำคัญต่อการพัฒนาประเทศเท่ากับคุณภาพของคนในประเทศนั้น

การที่รัฐอุดหนุนการศึกษาและลงทุนเพื่อการศึกษาให้แก่คนในประเทศของตน จึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า แต่นโยบายอุดหนุนการศึกษาไทยที่ใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กลับมีความเห็นที่แตกต่างกันสุดติ่ง

ยกตัวอย่าง ฝ่ายหนึ่งเห็นว่า รัฐควรทุ่มลงทุนกับนักเรียนระดับมัธยมปลายและอาชีวศึกษา ในขณะที่ผู้ออกนโยบายมองว่า ควรทุ่มลงทุนไปที่เด็กระดับอนุบาลมากกว่า

เช่นกันกับความพยายามที่จะมีการปรับเปลี่ยนสถานะของ “ข้าราชการครู” ทั่วประเทศ ให้ไปเป็น “พนักงานของรัฐ” ภายใต้ระบบสัญญาจ้าง ตามร่างกรอบทิศทางแผนการศึกษาแห่งชาติ ปี 2560-2574 ซึ่งมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วย และโต้แย้ง

โดยฝ่ายที่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า การเปลี่ยนสถานะของข้าราชการครูทั่วประเทศไปเป็น “พนักงานของรัฐ” ภายใต้ระบบสัญญาจ้าง น่าจะเปิดทางให้สามารถคัดเลือกครูที่เก่งเข้ามาสอน และคัดเลือกผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความสามารถเข้ามาบริหาร

แต่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้เหตุผลว่า ครูถือเป็นวิชาชีพชั้นสูง มีหน้าที่สร้างคน ต่างจากหลายวิชาชีพ การให้ครูมีสถานะข้าราชการดังเดิมนั้น สร้างความมั่นคงให้แก่ครูดีอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องปรับเปลี่ยนบางอย่างใหม่ เช่น ระบบการคัดกรองผู้ที่จะเข้ามาเรียนครู และหลักสูตรการเรียนการสอนบางหลักสูตร เพื่อให้ได้ทั้งคนที่ดี เก่ง และมีจิตวิญญาณของความเป็นครู
มาเป็นพ่อพิมพ์และแม่พิมพ์ของชาติ

จะเห็นว่าเมื่อใดที่พูดถึงประเด็นปฏิรูปการศึกษา สร้างสรรค์การเรียนรู้ และพัฒนางานวิจัยในเมืองไทย เมื่อนั้นมักจะมีความเห็นที่แตกต่าง หลากหลาย ไม่ตรงกันอยู่เสมอ เมื่อวันก่อนจึงมีการเปิดเวทีให้ถกกันในประเด็นเหล่านี้อีกครั้ง ก่อนที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะผ่านหรือไม่ผ่านความเห็นชอบเป็นประชามติ ซึ่งต้องรอไปลุ้นกันอีกครั้งในเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

พล.อ.อ.ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ซึ่งกำกับดูแลนโยบายงานวิจัยของชาติ เปิดประเด็นไว้น่าสนใจว่า ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งใส่ใจ และพยายามที่จะแสวงหาแนวทาง เพื่อขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาไทย นำไปสู่ความเท่าเทียมเสมอภาคในโอกาสและคุณภาพทางการศึกษาแก่คนไทยทุกกลุ่ม แต่ดูเหมือนยิ่งใช้ความพยายามกันมากขึ้นเท่าใด เป้าหมายกลับยิ่งห่างไกลออกไปทุกที

รองฯ ประจินบอกว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การติดต่อสื่อสารทำได้อย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างความใกล้ชิดระหว่างคนต่างกลุ่ม ได้สร้างความท้าทายใหม่ ปัญหาใหม่ ให้เราต้องเตรียมพร้อมเผชิญกับอนาคตที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และยากที่จะคาดคะเน

ดังนั้น เพื่อให้คนไทยและสังคมไทยอยู่รอด และก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราจึงต้องการคนที่มีโลกทัศน์เปิดกว้าง มีทัศนะนิสัยใคร่เรียนรู้ มีบุคลิกภาพยืดหยุ่น ยอมรับการเปลี่ยนแปลง ปรับตัวได้ดี สามารถเรียนรู้เรื่องราวต่างๆได้อย่างไม่จำกัด เพื่อพัฒนาความรู้และทักษะในการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าได้อย่างต่อเนื่อง

แต่ปัญหาก็คือ เรายังมีเครื่องมือเก่าๆ คนรุ่นเก่าที่ไม่พร้อมจะเปลี่ยนแปลงมากนัก หรือเร็วนัก จึงต้องอาศัยฐานงานวิจัยที่เข้มแข็ง และมีประสิทธิภาพสูง อย่างไม่เคยมีมาก่อนเข้ามาช่วย

“เราต้องการนักวิจัยยุคใหม่ที่มีทัศนะยาวไกล กล้า และพร้อมที่จะมองอนาคตเบื้องหน้าอย่างรู้เท่าทัน มองโจทย์สำคัญในการปฏิรูปการศึกษา และสร้างสรรค์การเรียนรู้ได้อย่างลุ่มลึก ไม่อยากให้เป็นเหมือนที่ผ่านมา การตัดสินใจที่มีผลสำคัญต่อการจัดการศึกษา ใช้ประโยชน์จากการวิจัยน้อยมาก”

ขณะที่ ดร.ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ กรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา จากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เห็นว่า การวิจัยคือการพัฒนาเพื่อความเหมาะสมของสังคมมนุษยชาติ งานวิจัยถือเป็นรากฐานในการพัฒนาประเทศ ต่อไปในอนาคตจึงอาจต้องมีการผลักดันงานวิจัยของไทยใหม่ ให้ครอบคลุมนโยบายการวิจัยของชาติ ซึ่งอาจจะมีองคาพยพคล้ายๆกับราชบัณฑิตยสถาน

“ผมเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาเน้นให้การศึกษาทั้งปวง มีส่วนช่วยสร้างคนไทยที่ดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ พัฒนาตัวเองตามศักยภาพ มีความรับผิดชอบต่อตัวเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ นับว่าเป็นการปฏิรูปหรือปรับปรุงให้เกิดความพอดี และพอเพียงเหมาะสมตามสถานการณ์”

ดร.กาญจนา เงารังสี ประธานกรรมการสภาวิจัยแห่งชาติ สาขาการศึกษา และรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยนเรศวร บอกว่า งานวิจัยหลายชิ้น มีสภาพเหมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ หรือเป็นผลงานที่ยังไม่เคยมีใครนำไปใช้ประโยชน์ จึงมีความพยายามจะนำงานวิจัยที่เก็บไว้บนหิ้งลงไปไว้ในห้างฯ (นำไปใช้ประโยชน์)

เธอว่า สาเหตุที่งานวิจัยดีๆหลายชิ้นยังไม่มีการนำไปใช้ประโยชน์ เป็นเพราะ 1.นโยบายของผู้บริหารเปลี่ยน นั่นคือ ใครขึ้นมาเป็นใหญ่ที ก็เปลี่ยนนโยบายที โดยเฉพาะเมืองไทยนโยบายการศึกษา เป็นที่รู้กันว่า เปลี่ยนไปตามตัว รมว.ศึกษาธิการ

สาเหตุที่ 2.เป็นเพราะ คุณภาพของงานวิจัยชิ้นนั้น เช่น จะทำกี่ครั้ง หรือกี่คนก็ออกมาเหมือนเดิม ไม่มีการสังเคราะห์ อธิบายต่อ หรือให้ข้อเสนอแนะที่เป็นรูปธรรม และ 3.หลายคนทำการวิจัย เพียงเพื่อ หวังผลตำแหน่งทางวิชาการ แล้วก็จบ”

ดร.กาญจนาบอกว่า ทิศทางการพัฒนาประเทศในศตวรรษที่ 21 ทุกประเทศทั่วโลกต่างยอมรับว่า การศึกษาคือเครื่องมือในการพัฒนา แต่หัวใจของการพัฒนาอยู่ที่ “ครู” จะต้องไม่สอนแบบเดิมๆ ยึดถือตัวเองเป็นศูนย์กลาง ดังนั้น ทำอย่างไรจึงจะให้ครูหรือผู้สอน มีสามัญสำนึกของการเป็นนักวิจัยควบคู่ไปด้วย

ขณะที่ ดร.สมพงษ์ จิตระดับ จากคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เจ้าของผลงานวิจัยทางการศึกษาที่โด่งดังหลายเรื่อง ให้ทัศนะเรื่องนี้ว่า

“การปฏิรูปการศึกษาในเมืองไทยเรา อาจจะไปไม่รอด เพราะการเคลื่อนตัวไปสู่สังคมในศตวรรษที่ 21 นี้ ต้องเคลื่อนไปอย่างแรง เลิกคิดและเลิกจัดการศึกษาแบบเดิมๆ ซึ่งมีแต่ข้อขัดแย้งมากมายกันเสียทีไม่อยากจะบอกว่า บางทีอาจต้องอาศัยความเงียบแล้วหักดิบ เอามาตรา 44 มาใช้จัดการศึกษา”

เขาบอกว่า การเลิกคิดแบบเดิมก็คือ ต้องเตรียมฐานประเทศ เพื่อสร้างคนรุ่นใหม่ ถ้าเราอยากให้เด็กรุ่นใหม่ควรมีคุณลักษณะแบบไหน เช่น อยากให้อ่อนน้อมถ่อมตนแบบไทย แต่ว่าแสดงออกแบบสากลได้เราต้องกลับไปดูที่การศึกษาในระดับปฐมวัย หรืออนุบาลเป็นหลัก

“ผมไม่อยากบอกว่า ปัญหาสังคมล้วนเกิดจากการละเลยเรื่องเด็กปฐมวัยแทบทั้งสิ้น เด็กปฐมวัยของไทยถูกปล่อยปละตามยถากรรม มีสมองเหมือนหัวแครอท คือ ดึงปุ๊บเดียวก็หลุดหมดแล้ว ไอคิวเด็กไทยเหลือแค่ 98-99 เท่านั้น ทั้งที่มาตรฐานต้อง 100 ขึ้นไป”

ดร.สมพงษ์บอกว่า ที่ผ่านมาเราจัดคุณภาพการศึกษาชั้นปฐมวัยกันห่วยแตกแค่ไหน คุณภาพของการศึกษาไทย ตกต่ำลงทุกวันใช่หรือไม่ คนในวงการศึกษาเต็มไปด้วยเกียรติยศ แต่เด็กไทยไม่ได้รับการดูแล

“ครูมักสนใจแต่เด็กเรียนเก่ง หรือทำชื่อเสียงให้แก่โรงเรียน เด็กไม่เก่ง ไม่มีอะไรเด่น หรือเด็กยากจนส่วนใหญ่จึงถูกผลักออกจากระบบการศึกษา ไปเป็นอาชญากรบ้าง เป็นเด็กแว้นบ้าง ลองลงไปสัมผัสคุณภาพชีวิตของเด็กระดับล่างเหล่านี้ดูบ้างสิว่า คุณภาพชีวิตของพวกเขาถูกคอร์รัปชันไปมากแค่ไหนแล้ว” ดร.สมพงษ์ทิ้งท้าย.

27 ก.ค. 2559 09:51 ไทยรัฐ