วันเสาร์ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บทบาทของบีโอไอ

เศรษฐกิจทั่วโลก อยู่ในระหว่างการฟื้นตัวและเข้าสู่ยุคของการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งระดมการลงทุน เพื่อดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศให้มากที่สุด ทั้งในส่วนของภาครัฐและเอกชน ในเวลาเดียวกันก็ต้องกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน เพื่อให้มีการขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจของประเทศไปพร้อมๆกัน

มาตรการทางภาษีเป็นวิธีการจูงใจให้นักลงทุนหันมาลงทุนในประเทศไทย โดย กระทรวงการคลัง ได้ระบุว่าในช่วงครึ่งปีแรก มีการลงทุนจากภาคเอกชนคิดเป็นเม็ดเงินถึง 4 แสนล้านบาท เป็นสัญญาณที่ดีในการสนับสนุนเศรษฐกิจโดยรวมให้สามารถขยายตัวได้ตามเป้าหมายที่ร้อยละ 4 ในปีหน้า

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการส่งเสริมการลงทุนก็คือ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ บีโอไอ ช่วงเดือน ม.ค.-มิ.ย. มีตัวเลขการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอแล้วมูลค่าประมาณ 3 แสนล้านบาท ขณะที่มีเม็ดเงินการลงทุนจริงจากโครงการที่มีการอนุมัติไปก่อนหน้านี้ คาดว่าจะมีวงเงินถึง ประมาณ 6-7 แสนล้านบาท โดยในไตรมาสแรกของปีนี้มียอดการลงทุนที่ 1 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม กรณีการจ่ายภาษีเงินได้นิติบุคคล กลายเป็นประเด็นที่ บีโอไอ จะต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง จากการที่ บริษัท เอ็นเอ็มบี-มีนิแบ จำกัด เกิดแพ้คดีภาษีที่ กรมสรรพากร ฟ้องว่าบริษัทดังกล่าวชำระภาษีนิติบุคคลไม่ครบถ้วน สาเหตุมาจากการคำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคลตามที่ได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนจาก บีโอไอ แตกต่างไปจากหลักการของกรมสรรพากร

เรื่องนี้หอการค้าญี่ปุ่นประจำประเทศไทยหรือเจซีซีและเจโทร ได้แสดงความกังวล เนื่องจากกระทบความเชื่อมั่นต่อนักลงทุนญี่ปุ่น รวมทั้งนักลงทุนจากชาติอื่นๆและนักลงทุนของไทยเองจากการคิดคำนวณภาษีที่ไม่เหมือนกัน

ปัญหาที่เกิดขึ้นจะเกิดกับบริษัทที่มีโครงการการลงทุนตั้งแต่ 2 โครงการขึ้นไป ตามกฎหมาย บีโอไอ มาตรา 31 วรรค 4 ระบุว่า สามารถแยกการคำนวณภาษีแต่ละโครงการได้ เช่น หากได้รับบัตรส่งเสริมการลงทุนในโครงการที่ 1 ได้รับการยกเว้นภาษี 8 ปี หากในระหว่าง 8 ปี เกิดขาดทุน สามารถนำผลการขาดทุนมาหักภาษีในปีที่ 9-13 ได้ และโครงการที่ 2 ในรอบ 8 ปีมีกำไร ในปีที่ 9 ก็กลับมาเสียภาษีตามปกติ

แต่การคำนวณภาษีของ กรมสรรพากร ให้นำผลกำไรขาดทุนมาหักลบกันเลย หากมีผลขาดทุนจึงจะสามารถนำไปหักภาษีในปีที่ 9 ได้ ถ้าผลรวมยังมีกำไร ผู้ประกอบการไม่สามารถนำมาหักภาษีได้

ทำให้ข้อเท็จจริงในการปฏิบัติมีปัญหา เมื่อการเสียภาษีไม่สามารถใช้สิทธิประโยชน์ตามที่ได้รับจาก บีโอไอ แต่ต้องเสียภาษีตามหลักเกณฑ์ของ กรมสรรพากร กลับกลายเป็นการทำลาย บรรยากาศการลงทุนไปฉิบ

ที่สำคัญ บีโอไอไม่เคยออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงและหาทางออกสำหรับบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอไปแล้ว เรื่องนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในฐานะประธานบอร์ดบีโอไอ จะต้องหาทางแก้ไขโดยด่วน.

"หมัดเหล็ก"
mudlek@hotmail.com 

27 ก.ค. 2559 09:25 27 ก.ค. 2559 09:25 ไทยรัฐ