วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องม็อบพระ ผมไม่เคยกลัว ‘รมว.ยุติธรรม’ ยันทำตามกม.!

เมธีธรรมาจารย์ ยังดิ้นปลุกปั่น

“บิ๊กต๊อก” ไม่เห็นด้วยพระจัด ม็อบ ขอให้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม วันที่ 27 ก.ค. ดีเอสไอ ประชุมสรุปว่าจะดำเนินคดีรถโบราณกี่ข้อหา “สุวพันธุ์” รับกังวล สถานการณ์ ไม่สบายใจสื่อตีข่าวพระ ขอทุกฝ่ายหยุด ปล่อยเป็นเรื่องกฎหมาย เชื่อฝ่ายมั่นคงเอาอยู่หากคณะสงฆ์ก่อม็อบจริง ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ ยันเสียงตอบรับดี เตรียมเรียกสวดมนต์ครั้งใหญ่อีกรอบ เชื่อมีคนมากกว่าครั้งที่แล้ว ทนายวัดปากน้ำ เผยเข้ารายงานสถานการณ์คดีให้สมเด็จช่วงทราบแล้ว ท่านไม่ได้เป็นกังวล ยืนยันไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถโบราณ เป็นของที่ญาติโยมบริจาคให้เท่านั้น และไม่เคยตรวจสอบของบริจาค พร้อมชี้แจงดีเอสไอ ทุกประเด็น ให้มาพบได้ตลอดเวลา

กรณีพระเมธีธรรมาจารย์ (เจ้าคุณประสาร) เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย โพสต์ข้อความลงในเฟซบุ๊ก เรียกร้องให้พระสงฆ์ทั่วประเทศและพระธรรมทูตทั่วโลกออกมาชุมนุมพิทักษ์ปกป้องสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และพระพุทธศาสนาในประเทศไทย อ้างว่าสถานการณ์ไม่ปกติ เพราะมีกลุ่มคนหลากหลายอำนาจมาทำภารกิจพิเศษเพื่อโยนบาปมาให้คณะสงฆ์ไทย ภายหลังจาก พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงผลการสอบสวนคดีรถโบราณของสมเด็จช่วงว่า พบความผิด

ความคืบหน้าจากกระทรวงยุติธรรมเมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 25 ก.ค. พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ต้องดูก่อนว่าจะออกมาเคลื่อนไหวเรื่องอะไร ชอบธรรมหรือไม่ แต่จะบอกว่าผิดหรือถูกคงไม่ได้ หากใช้คำว่าม็อบก็คงไม่ถูก รวมทั้งหากมาอ้างว่าการปฏิบัติหน้าที่ของดีเอสไอไม่ถูกต้อง ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำตามขั้นตอนของกฎหมายตลอด และเป็นคนละส่วนกับการแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชไม่ได้เกี่ยวข้องกับกระทรวงยุติธรรม ที่เปิดโอกาสให้ผู้ที่เห็นต่างเข้ามาพบหลายครั้งแล้ว หากคิดว่าดีเอสไอ ไม่ได้ทำตามหน้าที่ก็ฟ้องมาเลย เพราะทุกคนมีสิทธิที่จะเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับตัวเอง แต่ต้องใช้หลักกระบวนการยุติธรรม หากใช้กระบวนการที่ไม่ใช่กระบวนการยุติธรรมเหมือนกับการจัดตั้งม็อบ ตนก็ไม่เห็นด้วย เพราะดีเอสไอเปิดโอกาสให้เข้ามาชี้แจง หรือตรวจสอบได้ตลอดเวลา

“ส่วนกรณีพระเมธีธรรมาจารย์บอกว่า สมเด็จช่วงยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่นั้น ผมบอกเสมอว่า กระบวนการยุติธรรมจะจบที่ศาลยุติธรรม เรายังไม่รู้เลยว่าอัยการจะสั่งฟ้องหรือไม่ เหมือนกับคดีวัดพระธรรมกาย มันเป็นขั้นเริ่มต้นของกระบวนการยุติธรรม ขอให้ออกมาต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรมแค่นั้นเอง สำหรับนายสมศักดิ์ โตรักษา ที่ปรึกษาวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ออกมาตั้งข้อสังเกตการแถลงข่าวของดีเอสไอเมื่อวันที่ 22 ก.ค.ว่า อาจเข้าข่ายการละเมิดสิทธิส่วนบุคคล ถ้าคิดว่าดีเอสไอละเมิดสิทธิฯก็สามารถฟ้องได้

ใช้กระบวนการยุติธรรมฟ้องพนักงานสอบสวนคดี เป็นเรื่องถูกต้องเพราะเค้าได้ใช้สิทธิของตัวเองในกระบวนการยุติธรรม แต่อย่าใช้อย่างอื่น หากผิดต้องถูกลงโทษเอง ผมไม่เคยเข้าข้างลูกน้อง สิ่งที่กลัวมากที่สุดคือ กลัวผู้ใต้บังคับบัญชาทำผิดกฎหมาย ผมไม่เคยกลัวม็อบ หากกลัวเราจะมายืนอยู่เพื่อเป็นผู้รักษากฎหมายได้อย่างไร” พล.อ.ไพบูลย์กล่าว

รมว.ยุติธรรมกล่าวด้วยว่า ในวันที่ 27 ก.ค.นี้ คณะกรรมการพนักงานสอบสวนดีเอสไอซึ่งมีอัยการร่วมอยู่ด้วย จะประชุมเพื่อหารือว่า สมเด็จช่วงจะเข้าข่ายมีความผิดในข้อหา 1.ร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งสินค้า โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบถ้วนฯ และ 2.ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน หรือความผิดอื่นๆด้วยหรือไม่

ด้านพระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทยกล่าวว่า หลังจากแจ้งข่าวไปยังพระสงฆ์ไทยทั้งในและต่างประเทศพบว่า ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ขอให้องค์กรพุทธมีความชัดเจนถึงแนวทางในการเคลื่อนไหว ว่าจะดำเนินการอย่างไรบ้าง อะไรก่อนอะไรหลัง ส่วนเรื่องการใช้มวลชนออกมาเคลื่อนไหว ไม่ปฏิเสธว่าจะใช้แนวทางนี้หรือไม่ รวมทั้งแนวทางการเคลื่อนไหวเชิงสัญลักษณ์ด้วย แต่จะใช้แนวทางใดต้องดูตามความเหมาะสมเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ขณะนี้องค์กรพุทธได้รับแรงกดดันจากพระสงฆ์มาก เพราะอยากเห็นแนวทางความชัดเจนขององค์กรพุทธ เพื่อพร้อมจะออกมาเคลื่อนไหว สัปดาห์นี้ครบกำหนดดูท่าทีของแต่ละฝ่ายแล้ว จะเคลื่อนไหวอย่างไรนั้น แนวทางเบื้องต้นจะให้แต่ละองค์กรพุทธเคลื่อนไหวตามแนวทางของแต่ละองค์กรก่อน เพื่อดูท่าทีและดูความพร้อม จากนั้นจะมาพิจารณาในภาพรวมเพื่อกำหนดการเคลื่อนไหวด้วยการรวมตัวสวดมนต์ครั้งใหญ่อีกครั้ง จากสถานการณ์ปัจจุบันเชื่อว่า จะมีผู้เข้าร่วมการสวดมนต์ครั้งใหญ่มากขึ้นกว่าครั้งที่ผ่านมาแน่นอน แต่ยังไม่ได้กำหนดว่าวันไหน ยืนยันว่ามีความพร้อมแน่นอน

พระเมธีธรรมาจารย์กล่าวต่อไปว่า พระสงฆ์ส่วนใหญ่รับรู้ถึงการถูกคุกคามแล้ว พร้อมออกมาเคลื่อนไหว เพียงรอแนวทางที่ชัดเจนขององค์กรพุทธ เท่านั้น ส่วนกรณีที่ตนถูกกล่าวหาว่าตัดต่อภาพต่างๆ ทำให้เกิดความเสียหายคงไม่ดำเนินการใดๆขออโหสิกรรมให้ทุกส่วน นอกจากนี้ จากการที่รัฐบาลออกมาเรียกร้องให้ทำตามกฎหมาย อยากฝากรัฐบาลด้วยว่า เมื่อเรียกร้องให้ทำตามกฎหมายควรบอกไปยังทุกฝ่ายที่ออกมาเคลื่อนไหวเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย

นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำ ภาษีเจริญกล่าวว่า ขณะนี้ดีเอสไอยังไม่ได้ติดต่อหรือมีหนังสือแจ้งเรื่องดังกล่าวมายังวัดปากน้ำฯ อย่างไรก็ตาม เมื่อช่วงค่ำวันที่ 24 ก.ค. ตนเข้าไปรายงานข้อมูลต่อสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์แล้ว หลังได้รับฟังท่านบอกว่า ความจริงก็ความจริง ท่านเกี่ยวข้องส่วนไหนจะชี้แจงไปในส่วนนั้น เพราะเพียงรับบริจาครถมา ไม่ได้ไปเกี่ยวข้องในส่วนการซื้อขายรถ เมื่อญาติโยมบริจาครถมาจะไปตรวจสอบของบริจาคได้อย่างไร ท่านปฏิบัติเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน ไม่เคยไปตรวจสอบที่มาสิ่งของ ไม่ได้กังวลอะไร ยังบอกด้วยว่าท่านไม่มีปัญหาพร้อมชี้แจงว่ารับบริจาครถมาอย่างไร จะชี้แจงไปแบบนั้น พร้อมยืนยันในความบริสุทธิ์ หากมีอะไรที่ดีเอสไอต้องการจะเข้ามาคุยเพื่อขอข้อมูลเพิ่มเติมให้มาพบได้ตลอด

ที่โรงแรมปรินซ์พาเลซ มหานาค นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล พศ.กล่าวว่า กรณีพระเมธีธรรมาจารย์ โพสต์เฟซบุ๊กระบุขอให้เครือข่ายสงฆ์และชาวพุทธเตรียมออกมาเคลื่อนไหว ตนรู้สึกไม่สบายใจ ติดตามข่าวมาตลอด 2-3 วันนี้ สื่อมวลชนนำเสนอข่าวเกี่ยวกับคณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาขึ้นหน้า 1

ต่อเนื่องมาหลายวัน รวมถึงมีบทวิพากษ์วิจารณ์ในคอลัมน์ต่างๆ ไม่รู้ว่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นเป็นสิ่งที่สร้างความดีงามหรือสร้างความเสียหายแก่พระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ไม่อยากเห็นการวิพากษ์วิจารณ์คณะสงฆ์และพระพุทธศาสนาเกิดขึ้นเพราะไม่เกิดผลดีต่อทุกฝ่าย คิดว่าทุกฝ่ายควรหยุดนิ่งและนั่งทบทวนว่า การจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง วิธีการใดที่เหมาะสมเป็นคุณประโยชน์ต่อพุทธศาสนาและคณะสงฆ์โดยรวม ส่วนรัฐบาลเตรียมรับมืออย่างไรบ้าง คิดว่าฝ่ายกฎหมายและฝ่ายความมั่นคงดูแลเรื่องนี้อยู่ และ พศ.ได้พูดคุยกับพระเมธีธรรมาจารย์เป็นระยะๆอยู่แล้ว

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พศ.คงจะต้องเข้ามาร่วมอำนวยความสะดวกให้กับทั้งสองฝ่าย ถามว่ามีบางฝ่ายระบุว่าแค่แจ้งข้อกล่าวหา ควรหยุดปฏิบัติหน้าที่ นายวิษณุตอบว่า ไม่ควรจะมีคำพูดแบบนั้นออกจากรัฐบาล ไม่อย่างนั้นจะมีคนคิดทำอะไรอีกมาก ขณะเดียวกันเห็นว่า พระที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหายังไม่ถือว่าขาดจากความเป็นพระ ถามว่าเรื่องดังกล่าวทั้งฝ่ายต้านและฝ่ายสนับสนุนควรจะต้องทำอย่างไร นายวิษณุตอบว่า ให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ มันไม่มีอะไรรุนแรงอย่างที่รู้สึกในตอนแรก แต่ตอนนี้เมื่อรู้แล้วจะทราบว่า เป็นไปตามกระบวนการปกติ

ส่วนกรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เลื่อนการเชิญพระระดับบริหารวัดพระธรรมกาย 5 รูป ประกอบด้วย 1.พระราชภาวนาจารย์ หรือพระทัตตชีโว รองเจ้าอาวาส ฐานะรักษาราชการแทนเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย 2.พระถวัลย์ศักดิ์ 3.พระมหาสมชาย 4.พระครูใบฎีกาอำนวยศักดิ์ มุนิสโก และ 5.พระปลัดสุธรรม สุธมโม เข้ามาสอบถามถึงเรื่องการบริหารการเงินและระบบการจัดการภายในวัดพระธรรมกายในวันที่ 29 ก.ค.และ 4 ส.ค.นี้

พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรมกล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่าดีเอสไอรอให้พระระดับสูงวัดพระธรรมกาย 5 รูปเข้าให้ปากคำพนักงานสอบสวน และส่งให้อัยการพิจารณาต่อไป ส่วนเรื่องต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวภายในวัดพระธรรมกายหรือไม่ ถามว่าจำเป็นต้องใช้มาตรการเคอร์ฟิวเลยเหรอ

อย่าไปเจาะจงแบบนั้น เจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายกันไป ส่วนการเข้าจับกุมที่วัดพระธรรมกายรอบสอง ดีเอสไอต้องพิจารณาแผนการดำเนินการให้รอบคอบ เพราะมีตัวอย่างจากครั้งแรกไปแล้ว มีผลกระทบอะไรบ้าง ต้องนำไปคิดและปรับปรุงให้ดี ส่วนจะไปเมื่อไหร่ตนยังไม่ทราบ จริงๆแล้วคดีพระธัมมชโยเจ้าหน้าที่ก็ทำตามกฎหมายเหมือนคดีอื่นๆ

ผู้สื่อข่าวถามว่า การจับกุมพระธัมมชโยจะสามารถทำได้ในรัฐบาลนี้หรือไม่ พล.อ.ไพบูลย์ตอบกลับว่า ถามแบบนี้แสดงว่าไม่มั่นใจในรัฐบาลหน้าใช่ไหมละ มั่นใจในรัฐบาล คสช.ละซิ อยากให้ คสช.อยู่อีก 10 ปีไหม ถึงถามว่าคดีจะจบในยุคนี้หรือไม่ จริงๆแล้วอย่าไปคิดว่ามาตรา 44 เป็นของวิเศษ หรือพวกตนเป็นมนุษย์วิเศษ หากประชาชนช่วยกัน ใครทำผิดใครไม่เคารพกฎหมาย ช่วยกันนำตัวคนผิดมาดำเนินกฎหมาย กฎหมายประเทศไทยดีอยู่แล้ว

ส่วนนายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ กล่าวว่า ภายในสัปดาห์นี้ตนจะเข้าพบสมเด็จพระพุทธชินวงศ์ เจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เจ้าคณะใหญ่หนกลาง พระราชวิสุทธิเวที เจ้าคณะภาค 1 แต่ยังไม่ได้ข้อสรุปว่าเป็นวันไหน เนื่องจากยังไม่ได้รับการตอบรับจากสมเด็จพระพุทธชินวงศ์มา