วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แจ้งเกิดกองทรัสต์ 2.3 พันล้าน

3 องค์กรลงขันร่วมลงทุนในกิจการเอสเอ็มอี

ตลาดหลักทรัพย์ แบงก์กรุงไทย สวทช. จับมือลงขัน 2.3 พันล้านบาท ตั้ง “กองทรัสต์” ร่วมลงทุนในธุรกิจเอสเอ็มอี หวังช่วยผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมให้คำปรึกษาการเงิน การลงทุน เตรียมความพร้อมดันเข้าตลาดหุ้น ขณะที่ผู้จัดการตลาดหุ้นเผย ต่างชาติเมินลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แต่สนใจการเมืองหลังเลือกตั้งปีหน้ามากกว่า

ผู้สื่อข่าวรายงานจากตลาดหลักทรัพย์ว่า ตลาดหลักทรัพย์ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย และสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) จัดตั้งกองทรัสต์ในรูปแบบกองทุนรวมลงทุน วงเงิน 2,300 ล้านบาท เพื่อร่วมลงทุนในกิจการของผู้ประกอบการขนาดกลางและเล็ก (เอสเอ็มอี) ซึ่งจะช่วยให้เอสเอ็มอี และผู้เริ่มต้นทำธุรกิจ (สตาร์ทอัพ) เข้าถึงแหล่งเงินทุน พร้อมทั้งให้คำปรึกษาทางการเงิน การลงทุน และเตรียมความพร้อมเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะในปัจจุบันเอสเอ็มอีจำนวนมากที่มีธุรกิจเติบโต
ต่อเนื่อง แต่มีปัญหาเงินทุน

นายทรงพล ชีวะปัญญาโรจน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารจัดการทางการเงินเพื่อธุรกิจ ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า กองทรัสต์เพื่อกิจการเงินร่วมลงทุนสำหรับธุรกิจเอสเอ็มอีก้าวไกลไปด้วยกันนี้ จัดตั้งตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในรูปแบบกองทุนรวมลงทุนในกิจการ หรือ SMEs Private Equity Trust Fund โดยบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกลงขันตั้งกองทุนฯ จะร่วมลงทุนเฉลี่ยบริษัทละ 20-150 ล้านบาท คาดว่าจะได้รับผลตอบแทน 100% ภายใน 7 ปี ซึ่งธนาคารกรุงไทย ได้ร่วมลงทุน โดยสนับสนุนกองทรัสต์นี้ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท ตลาดหลักทรัพย์ 200 ล้านบาท และ สวทช. 100 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มร่วมลงทุนในกิจการของเอสเอ็มอีได้ปลายไตรมาส 3 ปีนี้

“ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจะได้รับเงิน พร้อมทั้งคำปรึกษาด้านการเงิน องค์ความรู้ในการลงทุน ในการบริหารสำหรับกิจการที่มีแผนจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ โดยมีเป้าหมายที่จะเข้าไปร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีใน 3 กลุ่มหลักคือ เอสเอ็มอีระยะเริ่มต้น หรือสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพสูง, เอสเอ็มอีที่มีศักยภาพในการเติบโตและใช้เทคโนโลยีเป็นฐานการผลิต หรือบริการ หรือด้านนวัตกรรม และเอสเอ็มอีที่มีประโยชน์ต่อการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยธนาคารกรุงไทยได้แต่งตั้งให้บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม (บลจ.) กรุงไทยบริหารจัดการลงทุน และ บลจ.วรรณ ดูแลผลประโยชน์ของทรัสต์”

ด้านนางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์ มองว่า เอสเอ็มอีเป็นกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพ ที่จะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคต หรืออาจเป็นธุรกิจที่มีส่วนสนับสนุน หรือเป็น Supply Chain ให้กับบริษัทจดทะเบียน การสร้างความแข็งแกร่งให้เอสเอ็มอี จึงเป็นภารกิจที่สำคัญ ดังนั้นการร่วมลงขันในกองทรัสต์นี้ จะเป็นการสนับสนุนเงินทุนแก่ธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ นอกจากนี้ ตลาดยังพร้อมสนับสนุนในด้านอื่นๆ เพื่อให้การดำเนินงานของกองทรัสต์สำเร็จตามวัตถุประสงค์

ขณะที่นายณรงค์ ศิริเลิศวรกุล รองผู้อำนวยการ สวทช. กล่าวว่า สวทช.สนับสนุนวงเงินลงทุน 100 ล้านบาท โดย สวทช.มีนโยบายที่จะส่งเสริมให้ภาคธุรกิจใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการผลิต และภาคบริการ พร้อมทั้งจะส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุน ให้คำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจ และนำเทคโนโลยีไปใช้กับเอสเอ็มอีที่กองทรัสต์นี้เข้าไปร่วมลงทุนด้วย

ส่วนนางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าวว่า คุณสมบัติของผู้ประกอบการเป้าหมายในเบื้องต้น ต้องเป็นกิจการที่มีศักยภาพสูง ใช้เทคโนโลยี และนวัตกรรมเป็นฐานการผลิต หรือบริการ และมีผลประกอบการย้อนหลังอย่างน้อย 2-3 ปี นอกจากนี้ บริษัทจะพิจารณาถึงทีมบริหาร กลยุทธ์การตลาด การต่อยอดเชิงพาณิชย์ คาดว่าภายในปีนี้จะได้เห็นการเข้าไปร่วมลงทุนกับเอสเอ็มอีเป้าหมายแน่นอน

อย่างไรก็ตาม นางเกศรากล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้นักลงทุนต่างชาติให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะนำเงินเข้ามาลงทุนเพิ่ม หากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนออกมาดี ทั้งนี้ จะเห็นว่า ตั้งแต่เดือน ม.ค.ถึงวันที่ 22 ก.ค.59 ต่างชาติซื้อสุทธิหุ้นไทยแล้วกว่า 68,000 ล้านบาท เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยเริ่มมีความแข็งแกร่ง และผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนเริ่มดีขึ้น ที่สำคัญนักลงทุนไม่กังวลกับประเด็นการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค.นี้ เพราะถือเป็นการเดินหน้าตามโรดแม็ปของนายกรัฐมนตรี เพื่อให้มีการจัดการเลือกตั้งในปีหน้า แต่ประเด็นที่นักลงทุนต่างชาติสนใจสอบถามเข้ามามากคือ ไม่สามารถเข้าถึงหุ้นที่เสนอขายให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือหุ้นไอพีโอได้

“นักลงทุนต่างชาติไม่ได้ให้ความสำคัญกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญมากนัก แต่ให้ความสำคัญกับการเลือกตั้งมากกว่าว่า หลังการเลือกตั้ง การเมืองไทยจะมีความมั่นคง หรือมีเสถียรภาพหรือไม่ ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ได้ชี้แจงให้ข้อมูลแก่นักลงทุนว่า รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เน้นให้ความสำคัญในการกำจัดการคอร์รัปชันมากขึ้น ส่วนเรื่องการเข้าถึงหุ้นไอพีโอนั้น ยอมรับว่า นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศคงไม่สามารถได้หุ้นไอพีโอทุกคน”.