วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ค้นรังนายกอบจ. สงสัยบงการป่วน

เชียงใหม่6จุด จับตัวลูกสมุน ที่แจกเอกสาร บิดเบือนรธน.

ผบช.ภ.5 นำทหาร-ตร.-ฝ่าย ปกครอง สนธิกำลังปูพรมค้น 6 จุด จ.เชียงใหม่-ลำปาง บุกรัง “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ รวบคนสนิทมือแจกเอกสารโหวตโน พบหลักฐานเพียบ ยึด จยย.ของกลาง สั่งขยายผลผู้อยู่เบื้องหลัง ระยองจับ 4 นร.ฉีก-เผาบัญชีรายชื่อ ปธ.กกต.จัดบิ๊กเดย์รณรงค์ใหญ่ประชามติ 4 ส.ค. “สมชัย” บ่นเสียดาย กรธ.ไม่ยอมร่วมวงดีเบต เลยยิ่งยากจัดเวที 77 จว.ตาม “บิ๊กตู่” สั่งเหน็บ “ปึ้ง-ภูมิธรรม” มโนปล่อยไก่วิธีนับคะแนนมหัศจรรย์พันลึก “เดอะอ้วน” อ้างแค่ชิงดักคออย่าเอียงกระเท่เร่อีก “จาตุรนต์” คุยตีถูกจุดถึงดิ้นแก้ตัว พท.เตือนคสช.อย่าฝืนท้าทายมวลชน “สาธิต” ถามชาวบ้านยัง 50-50 รอแกนนำชี้ทาง ปชป.คาใจ กรธ.-กกต.เล่นคนละคีย์ต้องการอะไร ตั้งแก๊ง “3 ว.” ไม่รับร่าง-คำถามพ่วง โวยอย่ายัดเยียดสุมหัว พท. “เทือก” ขู่ รธน.ถูกคว่ำปฏิรูปจบเห่ “เสี่ยตือ” ลั่นตายเป็นตาย “ไม่รับครับพี่น้อง”

เสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ปิดกั้นการถกเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญยังคงมีต่อเนื่อง แม้จะเปิดช่องให้กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดเวทีดีเบตแต่ยังตั้งเงื่อนไขว่าต้องจัดแบบเวทีปิด ห้ามถ่ายทอดผ่านสื่อ แม้เหลือเวลาอีกเพียง 2 สัปดาห์จะถึงวันลงประชามติ

“สมชัย” บ่นเสียดาย กรธ.เมินดีเบต

เมื่อวันที่ 23 ก.ค. นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวว่า ได้รับประสานจากคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ว่า กรธ.จะไม่ร่วมพูดคุยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญทุกรายการ ไม่ว่าส่วนตัวหรือในฐานะ กรธ. จึงประสานไปยังสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ให้ดำเนินการจัดรายการตามเดิม โดยให้เชิญ 2 ฝ่ายมาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างเท่าเทียม ถือว่าน่าเสียดายที่ไม่มี กรธ.มาร่วม เพราะการชี้แจงจากฝ่ายเห็นด้วย อาจไม่ดีเท่า กรธ.ชี้แจงด้วยตัวเอง ส่วนผู้ร่วมรายการจะเป็นใครบ้างทางไทยพีบีเอสสามารถพิจารณาได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องนำข้อเสนอจากการกลั่นกรองรายชื่อบุคคล ที่ กรธ.และตนเห็นว่าไม่เหมาะสมอีก เพราะถือว่าเมื่อ กรธ.ไม่มาก็ไม่จำเป็นต้องให้ข้อสังเกตใดๆ เกี่ยวกับผู้มาร่วมรายการ ให้เป็นวิจารณญาณของไทยพีบีเอสแทน

ยิ่งยากจัดเวที 77 จว.ตาม “บิ๊กตู่” สั่ง

นายสมชัยกล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เสนอให้ กกต.จัดดีเบตทุกจังหวัดทั้ง 77 จังหวัดนั้น จะนำเข้าหารือในที่ประชุม กกต. วันที่ 26 ก.ค.นี้ แต่ตนคิดว่าไม่น่าจะจัด ได้เพราะคงจะไม่ได้รับความร่วมมือใดๆจาก กรธ. ขนาดในเวทีปิด กรธ.ยังไม่ส่งคนมาร่วม ดังนั้นการจัดเวทีเปิด 77 จังหวัด ยิ่งไม่สามารถดำเนินการได้แน่นอน

เหน็บ “ปึ้ง–ภูมิธรรม” มโนปล่อยไก่

วันเดียวกัน นายสมชัยยังโพสต์เฟซบุ๊กตอบโต้นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีต รมว.ต่างประเทศและแกนนำพรรคเพื่อไทย ที่ระบุว่า กกต.จะไม่นับคะแนนหน้าหน่วยออกเสียงประชามติ ระบุว่า มีไก่มาเพ่นพ่าน 2 ตัว การนับคะแนนประชามติของ กกต. ยังเป็นแบบเดียวกับการนับคะแนนเลือกตั้ง คือนับหน้าหน่วยต่อหน้าประชาชน ไม่มีมหัศจรรย์พันลึกใดๆ ตามที่ทั้ง 2 คนจินตนาการ เอามาจากไหนลงลึกขนาดว่ามีแฟกซ์ 6 เครื่อง โทรศัพท์ 20 สาย เพื่อรายงาน 100,000 หน่วย ถ้าข่าวกรองไม่ห่วยก็ถือว่ามีจินตนาการสุดขอบฟ้า ที่ต้องออกมาชี้แจงไม่ต้องการตอบโต้ทุกเม็ด แต่ไม่อยากให้ใครมาทำลายความน่าเชื่อถือบนพื้นฐานข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง “เอาไก่กลับไปด้วยครับ”

ปธ.กกต.จัดบิ๊กเดย์รณรงค์ใหญ่

ด้านนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต. กล่าวว่า ช่วงสัปดาห์สุดท้าย กกต.จะจัดงานบิ๊กเดย์ เพื่อรณรงค์ครั้งใหญ่ วันที่ 4 ส.ค. ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า มีกลุ่มพลเมืองอาสา รด.จิตรอาสา และตัวแทนจากหลายหน่วยงาน มาร่วมกันรวมพลังรณรงค์กระตุ้นให้ประชาชนออกไปใช้สิทธิ มีการถ่ายทอดสดไปทั่วประเทศ มี กทม.เป็นจุดหลัก รวมภาพบรรยากาศกับอีก 6 จังหวัดใหญ่ที่จัดพร้อมกัน คือ เชียงใหม่ นครราชสีมา ขอนแก่น สงขลา ปัตตานี และชลบุรี แต่ละจังหวัดจะมีกิจกรรมประชาสัมพันธ์รณรงค์ นอกจากนี้ ในแต่ละอำเภอจะร่วมจัดกิจกรรมด้วย มั่นใจว่าผู้ออกมาใช้สิทธิน่าจะถึงร้อยละ 80 ที่ตั้งเป้าหมายไว้ ส่วนเหตุการณ์ฉีกหรือเผาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง ยังมั่นใจว่าไม่สามารถขัดขวางการทำประชามติได้ มั่นใจ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่ายังมีประชามติ ส่วนการฉีก เผาหรือขโมยบัญชีรายชื่อไป เป็นเพียงเรื่องเล็กๆน้อยๆฉีกไป ก็ปิดใหม่ได้ แต่คนที่ทำมีโทษทางอาญา ตาม พ.ร.บ.ออกเสียงประชามติ

ทีม “บิ๊กป้อม” สั่งคุ้ยเบื้องหลังป่วน

นายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงหลายพื้นที่ต่อเนื่อง ไม่น่าเป็นการส่งสัญญาณอะไร ต้องไปดู รายละเอียดว่าผู้กระทำมีวัตถุประสงค์ที่แท้จริงอะไร ต้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนไม่ให้มีการกระทำเช่นนี้อีก ที่สำคัญหน่วยงานด้านความมั่นคงต้องไปดูเหตุการณ์แต่ละจุด จุดใดมีคนอยู่เบื้องหลัง และมีวัตถุ ประสงค์แอบแฝงต้องการสร้างความวุ่นวายเพื่อแย่งพื้นที่สื่อหรือไม่ หากเปรียบเทียบกับจุดลงคะแนนประชามติทั้งประเทศแล้ว เหตุที่เกิดถือเป็นส่วนน้อยเท่านั้น แต่เหตุที่เกิดสะท้อนว่าการลงประชามติครั้งนี้สำคัญยิ่ง อาจบ่งบอกว่ามีคนพยายามสร้างความสับสนต้อง การทำให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง ทางที่ดีที่สุดทุกคนควรศึกษาร่างรัฐธรรมนูญและไปใช้สิทธิด้วยเหตุตัวเอง

ดักคอ “สมชัย” อย่าเอียงกระเท่เร่อีก

ขณะที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ชี้แจงมาเท่ากับยืนยันว่าจะไม่มีการกระทำที่พิลึกพิสดาร อย่างที่หลายคนไปได้ยินได้ฟังมาเสียอย่างเดียวไม่นึกว่า นายสมชัยจะใช้วาจา กระทบกระเทียบใส่ผู้ที่ให้ข้อเสนอแนะด้วยความ ปรารถนาดี ที่ต้องออกมาพูดท้วงติง เพราะเกรงว่าจะมีการกระทำที่คาดไม่ถึง ต้องยอมรับว่าการลงประชามติ ครั้งนี้มีลักษณะวิจิตรพิสดารมาตั้งแต่ต้น ขออย่าไปยืนเอียงข้างหอเอนปิซ่า แล้วมาอ้างความจำเป็นเหมือน ที่ผ่านมาก็แล้วกัน อายโลก อายคนไทยทั้งประเทศ

“จาตุรนต์” คุยตีถูกจุดถึงดิ้นแก้ตัว

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ระบุว่ามีการบิดเบือนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ว่า ความจริงไม่มีใครบิดเบือน สิ่งที่ พล.อ.ประยุทธ์ย้ำว่าต้องมียุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปไปอีก 20 ปี ก็อยู่ในร่างรัฐธรรมนูญ ขณะนี้การวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียร่างรัฐธรรมนูญ กำลังตีถูกจุดซึ่งเป็นจุดอ่อนมากๆ ที่เป็นความตั้งใจของ คสช.และ พล.อ.ประยุทธ์ จนต้องออกมาแก้ตัว แต่แก้ตัวแล้วไม่มีน้ำหนักจึง
ต้องใช้วิธีบิดเบือน เรื่องที่เป็นปัญหามากของร่าง รัฐธรรมนูญ คือ ให้ ส.ว.มาเลือกนายกรัฐมนตรี

เมื่อได้รัฐบาล ได้เสียงข้างมากในสภาแล้ว จะกำกับการปฏิรูปและยุทธศาสตร์ชาติต่อไปอีก 20 ปี โดยไม่มีหลักประกันว่าจะเป็นประโยชน์กับประชาชน ซึ่งไม่มีอะไรบิดเบือน

เตือน คสช.อย่าฝืนท้าทายมวลชน

นายปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายก รัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กว่า เค้าลางประชามติจะเป็นเช่นไรคงคาดเดาได้ไม่ยาก ประวัติศาสตร์ทุกชาติยืนยันไม่เคยเปลี่ยนแปลง คือการยืนอยู่เพียงชั่วแล่นของระบบเผด็จการเท่านั้น ขอให้พอทีกับการอ้างความจำเป็นที่มาของท่าน ตอนนี้มันจบแล้ว บ้านเมืองกลับสู่ภาวะปกติ การตีรันฟันแทงมลายสูญสิ้นไปแล้ว ยังเหลือคือการเยียวยาสมานแผล ซึ่งท่านทำไม่ได้ อย่าดันทุรัง ปล่อยให้กลไกของระบอบประชาธิปไตยเดินต่อไปตามธรรมชาติ กรุณาอย่าฝืนยืนท้าทายมวลชน กองทัพรอท่านเพื่อการปฏิรูปอยู่ สงครามในรูปแบบได้แปรเปลี่ยนไปแล้ว ขอให้ทิ้งการเมือง ทิ้งความเชื่อที่ว่าท่านเท่านั้นที่รักประเทศ ทิ้งความเชื่อว่า ทหารเท่านั้นเป็นผู้รักษาประเทศได้แล้ว ทิ้งความเคยชินว่า ความสงบเรียบร้อยคือ การเชื่อฟังคำสั่งของผู้เป็นใหญ่เสีย ทิ้งหลักคิดของท่าน ว่าสิ่งที่ประเทศไทยและคนไทยต้องการคือ ประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งเป็นแค่ประดิษฐกรรมทางภาษาที่ท่านต้องการจะสอดแทรกความคิดและความเชื่อบ๊องๆ เพื่อรักษาอำนาจรัฐของท่านเท่านั้นเอง

“พิชัย” จวกพวกทวนกระแสโลก

ด้านนายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า ตามแนวคิดเศรษฐกิจ 4.0 แบบสากล ประเทศในโลกมี 4 ทางเลือกเท่านั้น โดยเปรียบเทียบกับการเล่นกระดานโต้คลื่นที่มีสี่ระดับ คือ 1.ไร้ความสามารถ ต้องเกาะเชือกตามเรือที่ขับผ่านมา 2.พวกเก่งสามารถทรงตัวอยู่หน้าคลื่นได้ เป็นประเทศที่นำหน้าประเทศอื่น 3.พวกที่พอจะเป็น พอประคองประเทศไปได้ 4.พวกที่เล่นไม่เป็น ไม่ว่าจะพยายามทรงตัวกี่ครั้ง ก็ล้มจนไปใต้คลื่นและจมน้ำ เป็นประเทศที่ล้าหลัง คงไม่ต้องบอกว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มไหน จากการเจริญเติบโตที่ต่ำมาก แถมอนาคตที่ไม่แน่นอนกับประชามติที่ได้รับการทักท้วงจากประชาคมโลกหลายหน ประชาชนจะสะท้อนออกมาผ่านการลงประชามติ เพราะคงไม่อยากเห็นประเทศต้องอยู่หลังคลื่นและต้องจมน้ำในที่สุด กับรัฐธรรมนูญย้อนยุค ที่มี ส.ว.จาก คสช.แต่งตั้ง 250 คน และยังให้โหวตเลือกนายกฯได้ และมียุทธศาสตร์ 20 ปี ซึ่งไม่มีประเทศไหนทำกัน

จัดดีเบตหยุมหยิมทำแค่พิธีกรรม

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีรัฐบาล และ คสช. สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยร่วมกับ กกต. จัดเวทีถกร่างรัฐธรรมนูญแบบปิด ห้ามบันทึกภาพและเสียง เป็นแค่พิธีกรรมมากกว่าสาระ ไม่เกิดประโยชน์มากนัก ยังคงมีบรรยากาศของความสะพรึงกลัวปกคลุมอยู่ ส่วนการตัดชื่อบุคคลที่จะร่วมดีเบต กรธ. และ กกต. ใครจะเป็นผู้ให้คำตอบกับสังคม เป็นมติของที่ประชุม หรือเป็นความเห็นส่วนตัวของใคร ส่วนกรณีที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดผลการสำรวจดัชนีสถานการณ์คอร์รัปชันไทย (CSI) ที่พบว่าแย่ลงจากการสำรวจเมื่อเดือน ธ.ค.2558 โดยเฉพาะการลงทุนภาครัฐ ชี้ชัดว่าภายใต้สถานการณ์พิเศษที่รัฐบาลมีอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สถานการณ์ทุจริตคอร์รัปชันไม่ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้น

“กัลยา” บอกอีสานยังไม่พบผิดปกติ

อีกด้าน คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคอีสาน กล่าวว่า กรณีมีการแจกใบปลิวต่อต้านการลงประชามติ เท่าที่สอบถามอดีต ส.ส.และชาวบ้านช่วงลงพื้นที่ บอกเป็นเสียงเดียวกันว่ายังไม่พบความผิดปกติ แต่ต้องติดตามต่อไป เชื่อว่าชาวบ้านที่สนใจติดตามการเมือง คงเป็นหูเป็นตา หากพบอะไรผิดสังเกตคงแจ้งให้ทราบ รัฐบาลก็มีหน่วยงานติดตามตรวจสอบ คงหาต้นสายปลายเหตุได้ไม่ยาก

50–50 ชาวบ้านรอถามคนน่าเชื่อถือ

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่ภาคกลาง กล่าวว่า เท่าที่สอบถาม กับอดีต ส.ส. ยังไม่พบข้อมูลผิดปกติในพื้นที่ แต่ได้ติดตามต่อเนื่อง รวมทั้งติดตามความรู้สึกประชาชนถึงการลงประชามติว่าจะรับหรือไม่รับ หากให้ประเมินภาพรวม 50 เปอร์เซ็นต์ ที่เป็นระดับชาวบ้าน ยังไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ ส่วนใหญ่รอถาม คนที่เขาเชื่อถือ ถ้าคนที่เขาเชื่อถือคิดอย่างไรชาวบ้านก็เป็นไปได้ที่จะคิดตามนั้น และ 70-80 เปอร์เซ็นต์ไม่กล้าแสดงความคิดเห็น เพราะเกรงจะผิดกฎหมาย

“วิรัตน์” จี้ กรธ.–กกต.เลิกทำให้สับสน

นายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การที่ กกต. และกรธ. พูดไม่ตรงกัน เรื่องการจัดสรรบุคคลออกรายการเวทีสนทนาเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญทางไทยพีบีเอส ทั้งสององค์กรกำลังเล่นอะไรกันอยู่ ทั้ง กรธ.และ กกต. ควรประสานกันใกล้ชิดให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่เช่นนั้นจะสร้างความสับสนแก่ประชาชน เหลืออีกไม่กี่วันจะถึงวันลงประชามติ ควรเร่งสร้างความเข้าใจแก่ประชาชน ไม่เช่นนั้นจะตกเป็นเหยื่อถูกบิดเบือน ดีกว่ามาสร้างความสับสนแบบนี้ ไม่รู้ว่า กกต. และ กรธ. ประสงค์อะไรหรือไม่ หากมีความประสงค์อื่นก็บอกมาตรงๆ

ปชป.โวยอย่ายัดเยียดสุมหัว พท.

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การทำประชามติครั้งนี้ดูกลับหัวกลับหาง เพราะไม่เปิดกว้างเปิดเวทีให้ถกแถลง ที่น่าตกใจคือ นายประวิช รัตนเพียร กกต. ยังยอม รับว่าประชาชนยังไม่ได้รับเอกสารสรุปสาระสำคัญร่างรัฐธรรมนูญทุกครัวเรือน ถามว่าเป็นการทำหน้าที่ ของ กกต.ที่สมบูรณ์แล้วหรือ ส่วนการเหมารวมว่าพรรคประชาธิปัตย์จับมือพรรคเพื่อไทย หลังสมาชิกพรรคไปร่วมลงชื่อสนับสนุนกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใยนั้น ขอให้สังคมพิจารณาข้อเรียกร้องดังกล่าว ขออย่าบิดเบือน หรือยัดเหยียดให้เราไปจับมือกับพรรคเพื่อไทย เรายังยืนยันในปณิธานที่จะต่อต้านเผด็จการทุกรูปแบบ ต่างจากพรรคเพื่อไทยที่ตั้งธงประกาศไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ยังไม่เห็นเนื้อหาสาระ พรรคประชาธิปัตย์ถ้าจะไม่รับ เราจะพิจารณาจากเนื้อหาสาระโดยละเอียดถี่ถ้วน

ตั้งแก๊ง “3ว.” ไม่รับร่าง–คำถามพ่วง

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ขอตั้งข้อสังเกตว่าเนื้อหาที่จัดพิมพ์ในจุลสารการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ของ กกต.ที่แจกจ่ายให้ประชาชน เป็นการให้ข้อมูลเพื่อจูงใจให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ เพราะพบว่าเนื้อหาเรื่องเรียนฟรี และสิทธิรับบริการด้านสาธารณสุข มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินความจริง ไม่ตรงกับเนื้อในที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ตนพร้อมด้วยนายวิรัตน์ ร่มเย็น อดีต ส.ส.ระนอง และนายวิลาศ จันทร์พิทักษ์ อดีต ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ ในนามกลุ่ม “3 ว.” จะไปใช้สิทธิลง ประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และไม่รับคำถามพ่วง เพราะพิจารณาสาระถี่ถ้วนแล้ว เห็นว่าข้อด้อยมากกว่าข้อดี เช่น กรณีการออกกฎหมาย หรือพิจารณาสนธิสัญญาระหว่างประเทศ ตามมาตรา 178 ของร่างรัฐธรรมนูญ หรือมาตรา 190 เดิมของรัฐธรรมนูญปี 50 เท่ากับบังคับสภาผู้แทนให้เป็นสภาตรายาง จึงรับไม่ได้

ปัดคนละอุดมการณ์ พท.เสื้อแดง

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าพรรคประชาธิปัตย์จับมือกับพรรคเพื่อไทย เพื่อล้มร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นายวัชระตอบว่า ยืนยันว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เคยคิด และไม่ได้จับมือกับพรรคเพื่อไทยเพื่อล้มร่างรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญไม่เคยคิดจับมือกับพรรค การเมืองที่นายทักษิณ ชินวัตร ก่อตั้ง เราพิจารณาใน เนื้อหาสาระ ต่างจากเพื่อไทยและเสื้อแดงที่ประกาศไม่รับตั้งแต่ต้น เรากล้าพูดตรงไปตรงมากับประชาชน

“เทือก” ขู่ รธน.ถูกคว่ำปฏิรูปจบเห่

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ประธานมูลนิธิมวลมหาประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย (มปท.) กล่าวผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ว่า หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการลงประชามติ ไม่สามารถคาดเดาได้จริงๆ ไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะเขียนกันต่อไป ใครจะเป็นคนเขียน มีเนื้อหาสาระอะไรบ้าง จะครบถ้วนเหมือนรัฐธรรมนูญฉบับนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. หรือไม่ สิ่งที่ตนและคนไทยทั้งประเทศคาดหวังที่สุด คือ หมวดที่ 16 การปฏิรูปประเทศ ทั้งปฏิรูปการเมือง การศึกษา ระบบราชการ กระบวนการยุติธรรม ระยะเวลาที่เรามั่นใจว่าจะได้เห็นการปฏิรูปประเทศสำเร็จแน่นอน เช่น การปฏิรูปตำรวจ ดังนั้น หากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่าน ค่อนข้างเชื่อได้ว่าโอกาสที่จะปฏิรูปตำรวจคงยาก และกังวลใจว่าบ้านเมืองคงไม่สงบเรียบร้อย กว่าจะมีการเลือกตั้งอีกครั้งคงวุ่นวาย นักการเมืองเลวๆ จะกลับมามีอำนาจอีก จึงเป็นเหตุผลว่าตนต้องรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

“ตือ” กระตุ้นคนไทยชี้ชะตาตัวเอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล กรรมการที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า 7 ส.ค. ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นี่คือการกำหนดอนาคตชะตากรรมของประเทศ โดยการตัดสินใจของประชาชนร่วมกัน ในระบอบประชาธิปไตยเรามีกติกากำหนด การคิดและตัดสินใจของประชาชนข้างที่มีเสียงมากกว่าคือข้างที่ชนะ รับ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ รู้กันวันนั้น เรายอมลงทุนด้วยต้นทุนที่สูงมากเอาประชาธิปไตยเข้าแลกกับการยุติศึกเผชิญหน้าแบบแตกหัก หวังเห็นการปฏิรูปประเทศด้วยกติกาที่เป็นประชาธิปไตยใหม่ วันนี้กติกาเสร็จเรียบร้อยแล้วเนื้อหาสาระเป็นอย่างไร พวกเราเห็นกันหมดแล้ว

ลั่นตายเป็นตาย “ไม่รับครับพี่น้อง”

นายสมศักดิ์ระบุอีกว่า “7 ส.ค.นี้ ตัดสินใจกัน สำหรับผมมีเหตุผลที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมกลัว กลัวจะเดินตามโลกไม่ทัน จากแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ผมกลัวอีกว่า เลือกพระแล้ว ได้โจรแถมมาด้วย จากบัตรใบเดียวที่เลือกแล้วได้ทั้งคนและพรรค ที่สำคัญและเป็นหัวใจของความเป็นประชาธิปไตย คือเป็นของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่ใช่ ไม่มีแก่นรากที่ยึดโยงประชาชนเลย นี่คือเหตุผลเพียงส่วนเสี้ยวที่ผมไม่สามารถรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ อย่าไปกลัวกับสิ่งที่มองไม่เห็น แต่สิ่งที่มองเห็นวันนี้มันน่ากลัวเหลือเกิน เกินกว่าที่ใจจะรับได้ แล้วท่านล่ะ? รับ หรือไม่รับ ผมเคารพในเหตุผลของท่าน รับไม่รับ กระชับแน่น ในแก่นหมึก คือจารึกประวัติศาสตร์มิขาดหาย หากต้องรับ โดยไม่รู้ อยู่ก็อาย ตายเป็นตาย ผมไม่รับ ครับพี่น้อง”

โพลชี้ 80% ขอใช้วิจารณญาณเอง

ขณะที่สวนดุสิตโพลเปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน จำนวน 1,304 คน “โค้งสุดท้ายประชามติร่างรัฐธรรมนูญ” พบว่าร้อยละ 77.45 มองว่าการทำประชามติครั้งนี้ที่มีความขัดแย้ง มาจากมุมมองความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน เห็นต่างกัน ร้อยละ 72.39 ระบุว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องโดยเฉพาะการเมือง ร้อยละ 61.86 มองว่าขั้นตอนต่างๆยังไม่ชัดเจน รองลงมาคือ ประชาชนยังขาดความเข้าใจในเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ มีการสร้างกระแส ใส่ร้ายป้ายสี บิดเบือนข้อมูลข้อเท็จจริง ส่วนสิ่งที่ประชาชนอยากรู้เพื่อตัดสินใจลงประชามติ มากที่สุดคือ สิทธิประโยชน์ต่างๆที่ประชาชนจะได้รับ และอยากให้ กกต. กระตุ้น เชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ สำหรับปัจจัยต่อการที่จะตัดสินใจ รับ หรือไม่รับ ร้อยละ 80.29 บอกว่าจะใช้วิจารณญาณของตัวเอง ร้อยละ 67.48 จะพิจารณาจากเนื้อหา ร้อยละ 57.13 ฟังจากกระแสสังคม เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของบุคคลที่น่าเชื่อถือ

2 พรรคใหญ่ไม่มีผลกับความคิด

ส่วนกรุงเทพโพล เปิดผลสำรวจความคิดเห็นประชาชน “นับถอยหลัง 15 วันก่อนลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.59” จากประชาชนทั่วประเทศจำนวน 1,581 คน พบว่า ร้อยละ 57.3 มองว่าถึงมีการดีเบตเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ มีผลต่อการตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างฯ ค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด มีร้อยละ 28.3 ที่เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 14.4 ไม่แน่ใจ เช่นเดียวกับการที่แกนนำจาก 2 พรรคการเมืองใหญ่ ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ร้อยละ 66.6 มองว่ามีผลต่อการตัดสินใจค่อนข้างน้อยถึงน้อยที่สุด ขณะที่ร้อยละ 17.6 เห็นว่ามีผลค่อนข้างมากถึงมากที่สุด ร้อยละ 15.8 ยังไม่แน่ใจ โดยร้อยละ 85.8 ระบุว่าตั้งใจว่าจะไปใช้สิทธิ ขณะที่ร้อยละ 7.1 ตั้งใจว่าจะไม่ไป และส่วนใหญ่ร้อยละ 44.7 ระบุว่าหากวันนี้เป็นวันลงประชามติ จะให้ความเห็นชอบ ขณะที่ร้อยละ 9.8 ระบุว่าไม่เห็นชอบ ร้อยละ 12.2 ระบุว่า “งดออกเสียง” และมีถึงร้อยละ 33.3 ที่ระบุว่าไม่แน่ใจ

บุกค้นรังนายก อบจ.เชียงใหม่

เช้าวันเดียวกัน พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ พล.ต.โกศล ปทุมชาติ ผบ.มทบ.33 สนธิกำลังตำรวจและทหารเข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 6 จุด ในเขต อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อหาหลักฐานเอกสารใบปลิวต่อต้านไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และจดหมายบิดเบือน จุดแรกตรวจค้นบริษัท ทัศนาภรณ์ จำกัด ริมถนนเชียงใหม่-สันกำแพง หมู่ 3 ต.หนอง-ป่าครั่ง อ.เมืองเชียงใหม่ ที่ห้องทำงานของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ จากการตรวจค้นพบซองเปล่าเขียนจ่าหน้าถึงเจ้าของบ้าน แต่ไม่ระบุชื่อเป็นจำนวนมาก ลักษณะคล้ายกับซองจดหมายที่พบในตู้ ปณ.ที่บิดเบือน และยังพบเครื่องถ่ายเอกสาร กับแผ่นเอกสารเกี่ยวข้องอีกจำนวนมาก จึงยึดไว้ตรวจสอบ

ยึด จยย.ตระเวนหย่อนจดหมาย

จากนั้นเข้าตรวจค้นบ้านเลขที่ 11 หมู่ 1 ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกันกับ บริษัท ทัศนาภรณ์ จำกัด ของนายวิศรุต คณะนิติสาร อายุ 35 ปี คนสนิทของนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ พบรถ จยย.ฮอนด้าเวฟสีฟ้า หมวกกันน็อกและเป้สะพายหลังสีแดง ตรงกับภาพวงจรปิดที่จับภาพได้ขณะที่ผู้ต้องหาขี่รถ จยย.ตระเวนนำจดหมายบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญไปหย่อนตามตู้ ปณ.ต่างๆในตัวเมืองเชียงใหม่ และอำเภอรอบนอก ส่วนผู้ต้องหาไหวตัวหลบหนีไปก่อน เจ้าหน้าที่จึงยึดรถ จยย. และอุปกรณ์ทั้งหมดไว้เป็นของกลาง ส่วนจุดที่สามคือห้องทำงานของนายคเชนทร์ เจียวขร นายกเทศมนตรีตำบลช้างเผือก อ.เมืองเชียงใหม่ คนสนิทของนายบุญเลิศ พบรายชื่อบัญชีผู้มีสิทธิออกเสียง 11 เล่ม และบัญชีรายชื่อผู้ประสานงานในเขตเลือกตั้ง 17 แผ่น จึงยึดไปตรวจสอบทั้งสองรายการ ส่วนจุดตรวจค้นที่เหลือไม่พบหลักฐานใด

รวบคนแจกเอกสารโหวตโน

ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.อภิวัชร์ ไชยรีสุทธิ์ ผกก.สภ.เมืองเชียงใหม่ พ.ต.ท.บัณฑิต จิตต์ภาคภูมิ รอง ผกก. (สส.) พ.ต.ต.อานนท์ เชิดชูตระกูลทอง สว.สส. พร้อมกำลังทหารและฝ่ายปกครอง จับกุมนายสามารถ ขวัญชัย อายุ 63 ปี ที่บ้านเลขที่ 234/20 หมู่ 6 ต.หนองหอย อ.เมืองเชียงใหม่ ตามหมายจับของศาลจังหวัดเชียงใหม่ คดีที่ 474/2559 ลงวันที่ 23 ก.ค.2559 ในความผิดตาม พ.ร.บ.การออกเสียงประชามติ ข้อหาเผยแพร่ข้อความผิดไปจากข้อเท็จจริง มีลักษณะรุนแรงก้าวร้าวหยาบคาย ปลุกระดมหรือข่มขู่ โดยมุ่งหวังเพื่อให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียง พร้อมกับเข้าตรวจค้นภายในบ้าน พบแผ่นเอกสารข้อความถ่ายเอกสาร เอ 4 เขียนข้อความว่า “เผด็จการจงพินาศประชาธิปไตยจงเจริญ 7 ส.ค.โหวตโน” จำนวน 405 แผ่น กระเป๋าเป้สะพายหลังสีดำ 1 ใบ รถ จยย.ฮอนด้าเวฟสีดำแดง ทะเบียน กวง 46 เชียงใหม่ และเสื้อผ้าที่สวมใส่วันที่นำไปแจกเอกสาร 1 ชุด

ตระเวนเสียบหน้ากระจกรถยนต์

สอบสวนทราบว่า ก่อนหน้านี้ผู้ต้องหานำเอกสารดังกล่าวไปเสียบไว้ตามกระจกหน้ารถยนต์ภายในลานจอดรถชั้นใต้ดิน ห้างฯพันธ์ทิพย์พลาซ่าเชียงใหม่ ถนนช้างคลาน ต.ช้างคลาน อ.เมืองเชียงใหม่ เพื่อปลุกระดมชักจูงประชาชนไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจแกะรอยจากภาพวงจรปิดของห้างฯ จนทราบว่าผู้ต้องหารายนี้คือนายสามารถ ขวัญชัย อายุ 63 ปี จึงขออนุมัติศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายจับ ขณะนี้อยู่ระหว่างการสอบขยายผลหาผู้ที่อยู่เบื้องหลังต่อไป

ลำพูนรวบมือพับ จม.บิดเบือน

ที่ จ.ลำพูน พ.ต.อ.อัยรัชต์ กมลรัตนา ผกก.สภ.บ้านธิ จ.ลำพูน พ.อ.พงษ์มิตร ปินปันคง เสธ.กองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย กองพลทหารราบที่ 7 (พล.ร.7) ร่วมกับ พ.ต.อ.บุญยวัตร เกิดกล่ำ รอง ผบก.ภ.จ.ลำปาง พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.เมืองลำปาง นำหมายจับ ศาลจังหวัดลำปาง เลขที่ 116/2559 ลงวันที่ 22 ก.ค. 2559 จับกุมนายพงศ์พันธ์ จีระวัง อายุ 33 ปี บ้านเลขที่ 129 หมู่ 5 ต.บ้านธิ อ.บ้านธิ จ.ลำพูน พร้อมแจ้งข้อหาพยายามก่อความวุ่นวายเพื่อให้การออกเสียงไม่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย สอบสวนผู้ต้องหามีพฤติกรรมบิดเบือนรัฐธรรมนูญ สมรู้ร่วมคิดกับพวกส่งจดหมายบิดเบือนรัฐธรรมนูญไปยังจังหวัดต่างๆ เบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพว่าเป็นคนรับจ้างพับจดหมายร่างรัฐธรรมนูญให้กับเพื่อนประมาณ 500 ซอง แต่ไม่ทราบว่าเพื่อนเอาไปส่งที่ใดบ้าง ซึ่งเจ้าหน้าที่จะขยายผลเพื่อจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีต่อไป

ผบช.ภ.5 นำแถลงจับ 3 ผู้ต้องหา

กระทั่งเวลา 18.00 น. พล.ต.ท.ธนิตศักดิ์ ธีระสวัสดิ์ ผบช.ภ.5 พล.ต.โกศล ปทุมชาติ ผบ.มทบ.33 พล.ต.ต.จารึก ลิ้มสุวรรณ ผบก.สส.ภ.5 พล.ต.ต.มนตรี สัมบุณณานนท์ ผบก.ภ.จ.เชียงใหม่ และนายปวิณ ชำนิประศาสน์ ผวจ.เชียงใหม่ ร่วมกันแถลงผลการจับกุมตัวผู้กระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ และลำปาง โดยจับกุมนายวิศรุต คุณะนิติสาร อายุ 38 ปี คนสนิทนายบุญเลิศ บูรณุปกรณ์ นายก อบจ.เชียงใหม่ อยู่บ้านเลขที่ 11 หมู่ 1 ต.ท่าศาลา อ.เมืองเชียงใหม่ นายพงศ์พันธ์ จีระวัง อายุ 39 ปี ชาว อ.บ้านธิ จ.ลำพูน และนายสามารถ ขวัญชัย อายุ 63 ปี พร้อมของกลางเอกสารบิดเบือนร่างรัฐธรรมนูญ เครื่องคอมพิว-เตอร์และเครื่องพิมพ์จำนวนกว่า 10 รายการ โดยจะนำตัวทั้ง 3 คน ไปสอบสวนขยายผลหาผู้อยู่เบื้องหลังต่อไป

ระยองจับ 4 นร.ฉีก–เผาบัญชีชื่อ

ส่วนที่ จ.ระยอง เมื่อคืนวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจ สภ.บ้านกร่ำ อ.แกลง จ.ระยอง นำตัวเด็กนักเรียนชาย 4 คน ชั้น ม.1 และ ม.2 โรงเรียนแห่งหนึ่งไปสอบสวนที่ สภ.บ้านกร่ำ หลังทราบว่าทั้ง 4 คน ได้ฉีกกระดาษบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ ที่ติดไว้บนศาลาอเนกประสงค์กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และกลุ่มแม่บ้านสตรีชากคา หมู่ 7 ต.ชากพง อ.แกลง จ.ระยอง สถานที่ใช้ออกเสียงประชามติจำนวน 3 แผ่น ไปเผาทิ้งโดยมีนายวิทยา ชพานนท์ นอภ.แกลง พ.ต.อ.วรวุฒิ ชัยเจริญ ผกก.บ้านกร่ำ สอบปากคำด้วยตนเอง เบื้องต้นทั้งสี่คนยืนยันไม่มีใครว่าจ้างหรือมีใครอยู่เบื้องหลัง เพียงแต่ชวนกันมาเล่นที่ศาลาในช่วงวันหยุด และฉีกกระดาษบนกระดานที่หน่วยลงคะแนนจริงรวม 3 ใบ เพราะคิดว่าเป็นกระดาษเก่าแล้วจึงฉีกทิ้งและจุดไฟเผาเล่นที่ริมคลอง เจ้าหน้าที่จึงนำตัวส่งดำเนินคดีต่อไป

มท.เฮี้ยบสั่งฟัน ขรก.เอี่ยวทำผิด

ต่อมาช่วงค่ำ ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงมหาดไทยว่า นายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งหนังสือด่วนที่สุดถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด ว่า กรณีบัญชีผู้สิทธิลงคะแนนประชามติ บางแห่งถูกทำลายหรือสูญหาย และบางพื้นที่มีบุคคลนำป้ายหรือข้อความที่มีลักษณะบิดเบือน ขอเน้นย้ำให้จังหวัดที่มีเหตุการณ์ดังกล่าวข้างต้นเกิดขึ้น เรียกประชุมคณะกรรมการศูนย์รักษาความสงบเรียบร้อยฯและประสานงาน กกต.จังหวัด เข้าร่วมประชุมด้วย เพื่อหารือกำหนดมาตรการสอบสวนขยายผลเอาผิดกับผู้ก่อเหตุ และผู้มีส่วนร่วมในการกระทำผิดดังกล่าวให้ได้ นอกจากนี้ให้ ผวจ.เน้นย้ำให้บุคคลในภาครัฐ ทั้งส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น รวมทั้งผู้บริหารและลูกจ้างในสังกัด ไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมกระทำผิด หรือสนับสนุนให้เกิดการกระทำผิด พ.ร.บ.ประชามติและกฎหมายอื่นอย่างเด็ดขาด โดยให้เอาผิดกับผู้กระทำผิดทั้งทางอาญาและวินัย

ฉลองกองทุนหมู่บ้าน 15 ปีได้ไปต่อ

อีกเรื่อง นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ กล่าวว่า วันที่ 25 ก.ค. เป็นวันครบรอบปีที่ 15 กองทุนหมู่บ้านน่ายินดีที่กองทุนหมู่บ้านเติบโตและแข็งแรงขึ้นอีกปี ทำงานกับสมาชิกกองทุนหมู่บ้านมา 2 ปี ทุกคนร่วมกันแก้ปัญหา สามารถเป็นกลไกสำคัญของนายกฯและรัฐบาล ในการช่วยเหลือประชาชน ที่สำคัญคือการฟื้นฟูยกระดับคุณภาพของกองทุนหมู่บ้าน ปัจจุบันมีกองทุนหมู่บ้านที่อยู่ในระดับวิกฤติไม่เกิน 6,000 กองทุน รัฐบาลมีนโยบายแน่วแน่ที่จะนำพวกเขากลับเข้าสู่ระบบให้ได้ เพื่อประโยชน์ของสมาชิกทุกคน

เป็นปลื้มประชาชนแห่เชียร์ใช้ ม.44

พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากผลสำรวจความเห็นของซุปเปอร์โพล ที่ระบุว่าประชาชนต้องการให้นายกฯใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวมาตรา 44 แก้ไขปัญหาบ้านเมืองนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอบคุณที่ประชาชนเข้าใจ และสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น หลายปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไข เช่น การปราบปรามผู้มีอิทธิพล การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะใช้กฎหมายปกติ เพื่อไม่ให้เกิดความยุ่งยากหรือกระทบการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เว้นแต่เรื่องสำคัญเร่งด่วน สลับซับซ้อน

ฟิทช์เรตติ้งหั่นอันดับเครดิตไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ บริษัท ฟิทช์ เรตติ้ง บริษัทจัดอันดับเครดิตประกาศลดอันดับเครดิตสากลสกุลเงินในประเทศระยะยาว (Long-Term Local Currency IDR) ของประเทศไทยเป็น BBB+ จาก A- และคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Foreign Currency IDR) BBB+ และลดอันดับตราสารหนี้เงินบาทไม่ด้อยสิทธิของประเทศไทย จาก A- เป็น BBB+ โดยการพิจารณาปรับลดดังกล่าวพิจารณาจากหลายปัจจัย นอกจากการพิจารณาปัจจัยพื้นฐานทางด้านเศรษฐกิจโดยรวมแล้ว บริษัทฟิทช์ เรตติ้งยังพิจารณาถึงปัจจัยการเมืองภายในประเทศด้วย โดยให้เหตุผลถึงความไม่แน่นอนทางการเมืองการเดินขบวนประท้วงในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ได้สร้างความตึงเครียดรบกวนปัจจัยการเติบโตทางเศรษฐกิจ รวมถึงการลงประชามติที่จะมีขึ้นวันที่ 7 ส.ค. แนวโน้มของการแก้ไขปัญหาทางการเมืองและสังคมยังไม่ชัดเจน

ผบช.ภ.5 นำทหาร-ตร.-ฝ่าย ปกครอง สนธิกำลังปูพรมค้น 6 จุด จ.เชียงใหม่-ลำปาง บุกรัง “บุญเลิศ บูรณุปกรณ์” นายก อบจ.เชียงใหม่ รวบคนสนิทมือแจกเอกสารโหวตโน พบหลักฐานเพียบ ยึด จยย.ของกลาง 24 ก.ค. 2559 00:53 24 ก.ค. 2559 04:40 ไทยรัฐ