วันพฤหัสบดีที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ธรรมชาติช่วยชีวิต ตำรับ “ดร.ทอม อู๋”

แม้เราจะไม่สามารถควบคุมการเกิดหรือตายได้ แต่เราควรใช้เงินที่หามาด้วยความยากลำบากเพื่อแลกกับสุขภาพแข็งแรงและชีวิตที่มีความสุข ไม่ใช่หมดเงินไปกับการหาหมอเพื่อรักษาโรค ทางที่ดีอย่าพึ่งแพทย์หรือยามากเกินไป แต่ควรส่งเสริมให้ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือแนวคิดหลักของศาสตร์ธรรมชาติช่วยชีวิต ที่ “ดร.ทอม อู๋” ด็อกเตอร์ด้านโภชนาการและการรักษาด้วยวิธีธรรมชาติจากสหรัฐอเมริกา พยายามเผยแพร่มาตลอดระยะเวลาหลายทศวรรษ หลังจากค้นพบปาฏิหาริย์ด้วยตัวเอง!! คุณหมอเกิดที่ประเทศจีน และไปใช้ชีวิตอยู่ในอเมริกา เคยศึกษาตำรับยาลับจากหมอชี่กงชื่อดัง ศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตก และศึกษาเพิ่มเติมด้านเวชศาสตร์ทางเลือก จนสำเร็จปริญญาเอกที่อเมริกา แต่เมื่ออายุ 30 ปี หมออู๋ป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม รักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบันไม่ได้ผล จึงปรับเปลี่ยนตัวเองหันมากินอาหารอินทรีย์และรักษาด้วยวิธีธรรมชาติ ทำให้หายขาดจากโรคมะเร็ง ปาฏิหาริย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตทำให้คุณหมอหันหลังให้การแพทย์แผนตะวันตก แล้วมาศึกษาการแพทย์แนวธรรมชาติและโภชนาการเต็มตัว หมออู๋ได้รับเชิญไปบรรยายตามประเทศต่างๆทั่วโลก และยังได้รับเชิญจากบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ ให้ช่วยกำหนดเมนูอาหารเพื่อบำบัดอาการป่วยเรื้อรัง ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ, เบาหวาน, เกาต์ หรือมะเร็ง

อะไรคือแรงบันดาลใจให้หันมาสนใจศาสตร์ธรรมชาติบำบัด

เมื่ออายุ 30 ปี ผมป่วยเป็นมะเร็งปอดระยะที่สาม รักษาด้วยการแพทย์แผนปัจจุบัน หลังจากใช้ยาใหม่ที่สุดและมีฤทธิ์แรงที่สุดหลายขนานก็ไม่เป็นผล หมอแนะนำให้เข้ารับการผ่าตัดเพื่อตัดปอดข้างขวาสองกลีบบนทิ้ง ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น แต่เมื่ออยู่บนเตียงผ่าตัดพบว่ามะเร็ง ลุกลามไปยังอวัยวะอื่นแล้ว จึงจำเป็นต้องเย็บปิดแผล จากนั้นก็ได้รับแจ้งจากหมอว่าผมจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่กี่เดือน วิธีเดียวที่เหลืออยู่คือการทำเคมีบำบัด แต่เป็นการยืดชีวิตเท่านั้น ผมนึกในใจว่า การที่คนเราป่วยเป็นมะเร็งเพราะในร่างกายมีสารพิษมากเกินไป ดังนั้น การทำเคมีบำบัดก็เท่ากับส่งสารพิษเข้าไปมากยิ่งขึ้น เพื่อใช้พิษฆ่าเซลล์มะเร็งให้ตาย แต่มันก็จะฆ่าเซลล์ปกติไปด้วย ถ้าเช่นนั้นผมขอปล่อยให้ตัวเองตายตามธรรมชาติ โดยไม่ทุกข์ทรมานดีกว่า ในขณะที่กำลังสิ้นหวัง ผมคิดถึงพระเจ้าจึงหยิบคัมภีร์ไบเบิลคุกเข่าวิงวอน จู่ๆไบเบิลก็ร่วงลงพื้นเปิดไปที่บทของการสร้างโลก พระเจ้าทรงสร้างโลก สร้างอาดัมกับอีฟ และตรัสกับคนทั้งสองว่า ดูสิดอกไม้, หญ้า และผักที่มีเมล็ดบนพื้นดิน กับผลไม้ที่มีเมล็ดบนต้นไม้ ทั้งหมดนี้คือ อาหารของพระเจ้า ผมหวนนึกถึง อดีตที่เคยกินแต่เนื้อสัตว์ และอาหารทอดผัด ย่าง กับขนมเค้กแสนอร่อย แต่พระเจ้าทรงต้องการให้เรากินผักบนพื้นดินกับผลไม้รสเปรี้ยวบนต้นไม้ ในที่สุดผมจึงปรับเปลี่ยนการกินอาหารใหม่หมด เลิกกินเนื้อสัตว์ทุกชนิด หันมากินผัก ผลไม้ ดื่มน้ำสะอาด อาบแดดวันละ 30 นาที และเดินเร็ววันละ 30 นาที ทั้งยังฝึกชี่กง เข้านอนเร็วและตื่นเช้า ขณะเดียวกัน ก็อาบน้ำร้อนสลับน้ำเย็นทุกวัน

ผลลัพธ์ที่ได้ในตอนแรกเป็นอย่างที่คาดหวังไหม

หลังจากปรับเปลี่ยนความเคยชินในการกินอาหารและใช้ชีวิตได้ 6 เดือน รู้สึกจิตใจสบาย มีกำลังวังชาฟื้นฟูเหมือนก่อนป่วย ทำให้ผมเชื่อมั่นว่าเดินมาถูกทางแล้ว จึงกินพืชผักอินทรีย์เพิ่มเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะผักวอเตอร์เครส, ผักชี, ขิงแก่, กะเพรา, ใบสะระแหน่, มะนาว, พริกไทยดำ, อัลมอนด์, วอลนัต และเมล็ดฟักทอง โดยกินดิบทั้งหมด เนื่องจากกินอาหารที่มีเส้นใยสูงทุกวัน ทำให้ขับถ่ายวันละ 3-4 ครั้ง แรกๆรู้สึกกลัวจะผิดปกติ แต่หลังจากใช้ชีวิตตามแนวทางนี้ได้ 9 เดือน ผมกลับไปพบหมอ ปรากฏว่าผลการตรวจร่างกายเป็นปกติทุกรายการ ไม่มีเซลล์มะเร็งหลงเหลืออยู่ ตั้งแต่วันนั้นจนวันนี้ ผมเลยยืนหยัดกินอาหารดิบร้อยละ 90 และดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นที่คิดค้นเองวันละ 4-6 แก้ว

ชื่อเสียงของคุณหมอเป็นที่แพร่หลายได้อย่างไร

20 กว่าปีก่อน ผมเริ่มส่งเสริมการกินอาหารอินทรีย์ และการรักษาด้วยวิถีทางธรรมชาติ ในขณะนั้นผู้คนยังไม่รู้ว่าการกินอาหารอินทรีย์คืออะไร ผมตระเวนไปเผยแพร่และบรรยายเรื่องนี้ทั่วอเมริกา และประเทศต่างๆ ทั้งไต้หวัน, ฮ่องกง, มาเลเซีย, จีน, อินเดีย, ยุโรป, แอฟริกา และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ส่วนเหตุผลที่ผมตัดสินใจเขียนหนังสือ ก็เพราะเห็นว่าปัจจุบันเศรษฐกิจโลกอยู่ในสภาพย่ำแย่ อัตราว่างงานสูง มีแรงกดดันในชีวิตเพิ่มขึ้น ภาวะจิตใจตึงเครียด จำนวนผู้เจ็บป่วยเพิ่มขึ้นมากแต่ขาดเงินรักษา จึงหวังว่าจะช่วยชี้แนะให้ทุกคนช่วยเหลือตัวเองและผู้อื่น ทำให้เข้าใจถึงวิธีดูแลสุขภาพของตน เข้าใจการรักษาสุขภาพและป้องกันโรค ที่สำคัญผมหวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยที่ทรมานด้วยความสิ้นหวัง สามารถสลัดพ้นจากการเจ็บป่วย และกลับมามีสุขภาพแข็งแรงอีกครั้ง

หลักสำคัญของแนวทางธรรมชาติช่วยชีวิต ประกอบด้วยอะไรบ้าง

ผมเชื่อในตำราของ “เก่อหง” ที่เขียนไว้ว่า ถ้าไม่อยากตายให้ลำไส้ปล่อยอุจจาระ ถ้าอยากอายุยืน ให้ลำไส้สะอาดอยู่เสมอ ฉะนั้น ต้องขับถ่ายวันละ 3 ครั้งเป็นอย่างน้อย ถ้าจะให้ดีคือ 4 ครั้งต่อวัน แพทย์ทุกคนจะบอกคุณว่าขับถ่ายวันละหนึ่งครั้งก็เพียงพอ กระนั้น เนื่องจากลำไส้ใหญ่เรามี 4 ขยัก แต่ละขยักล้วนมีของเสียอยู่ ถ้าขับถ่ายแค่วันละครั้ง ก็เท่ากับว่าของเสียในลำไส้เพิ่งถูกขับออกไปแค่ขยักเดียว เรายังเก็บของเสียไว้ในลำไส้อีก 3 ขยัก นี่คือสาเหตุที่ทำให้คนยุคปัจจุบันเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่เพิ่มขึ้น เพราะของเสีย และสารพิษยังสะสมอยู่ในลำไส้ ไม่ว่าคุณจะเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม หรือเป็นโรคร้ายแรงอย่างมะเร็ง แพทย์แผนปัจจุบันมักจะมุ่งที่ทำอย่างไรจึงสามารถรักษาให้หาย ซึ่งเป็นเรื่องของ การแก้ที่ปลายเหตุ แต่หลักธรรมชาติบำบัดของผมจะมุ่งหาสาเหตุก่อนว่าทำไมคุณถึงเป็นโรคนี้ แล้วหาทางแก้ไขจากต้นเหตุ เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต หันมาดูแลสุขภาพ และเปลี่ยนการกินอาหารให้ถูกต้อง

แสดงว่าโรคภัยส่วนใหญ่มาจากการกินอาหารผิดๆหรือคะ

ชีวิตสมัยใหม่สะดวกสบายมากขึ้น มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับในอดีต สุขภาพของผู้คนกลับแย่ลง เพราะเรากินมากเกินไป ออกกำลังกายน้อยเกินไป พักผ่อนไม่เพียงพอ และมีแรงกดดันสูงในชีวิต ทำให้เกิดโรคจากความเจริญที่สำคัญ 3 โรค คือ โรคเบาหวาน, หัวใจ และมะเร็ง

ต้องกินอยู่อย่างไร จึงมีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย

30 ปีมาแล้วที่ผมปฏิบัติตามวิธีดูแลสุขภาพแนวธรรมชาติ เพราะอยากมีสุขภาพแข็งแรง โดยตอนเช้าหลังตื่นนอน ผมจะดื่มน้ำเกลือแร่สกัดอุ่น 500 ซีซี เติมเกลือทะเลเล็กน้อย พร้อมกับดื่มน้ำผักผลไม้ปั่นสูตรเฉพาะที่คิดค้นขึ้นเอง วันละ 6 แก้ว เพื่อให้ร่างกายขับถ่ายวันละ 4 ครั้ง ขณะเดียวกัน ผมก็ปรับเปลี่ยนการกินอาหารหันมากินอาหารตามกรุ๊ปเลือด และหมั่นออกกำลังกายทุกวัน อาบแดดวันละ 30 นาที ศัตรูตัวร้ายของเราคืออาหารแปรรูปทั้งหลาย โดยเฉพาะอาหารประเภทแป้งแปรรูป, เนื้อสัตว์ที่มีสารเร่ง, ผลิตภัณฑ์จากนมวัว, อาหารปิ้ง-ย่าง-ทอด-ผัด และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปีนี้ผมอายุ 80 แล้ว การกินอาหารอินทรีย์และน้ำผักผลไม้ปั่นที่มีประโยชน์มาเป็นเวลานาน ทำให้บรรดาคนไข้ของผมทักเสมอว่าผมดูอ่อนวัยกว่าจริงถึง 20 ปี และโรคมะเร็งไม่เคยกลับมาเยือนอีกเลย

จริงไหมคะ น้ำผักผลไม้ปั่นตำรับหมออู๋ ต้านได้สารพัดโรค

เพราะในผักและผลไม้อุดมด้วยอินทรีย์สารจากพืช เราต้องกินอินทรีย์สารจากพืชเท่านั้นจึงจะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันและระบบรักษาตัวเองมีพลังงานพอที่จะเริ่มต้นทำงานได้ อินทรีย์สารจากพืชมีมากในเปลือก ราก (หัว) หน่อ และเมล็ด ซึ่งเป็นส่วนที่มักจะทิ้งไป จำเป็นต้องใช้เครื่องปั่นขนาด 3.5 แรงม้า ปั่นจนเส้นใยอาหารของพืช ละเอียดเป็นอณูขนาดเล็ก เพื่อให้พืชได้ปล่อยอินทรีย์สารออกมาเต็มที่ ช่วยให้เซลล์ของเราดูดซึมได้ทันที ไม่ใช่กินเข้าไปแล้วก็ถูกขับออกจากร่างกาย โดยยังไม่ได้ดูดซึมเข้าไป ตำรับน้ำปั่นของผมมีอยู่หลายสิบสูตร ผมคิดขึ้นเฉพาะเจาะจงกับปัญหาต่างๆด้านสุขภาพ เช่น น้ำผักผลไม้ปั่นตำรับลดความดันโลหิต, ตำรับบำรุงเต้านม, ตำรับฟอกเลือด, ตำรับป้องกันและรักษามะเร็ง สามารถหาสูตรได้จากหนังสือ “น้ำผักผลไม้ปั่นต้านโรคร้าย” ตำรับธรรมชาติช่วยชีวิต อย่างไรก็ดี ก่อนจะดื่มกินแบบธรรมชาติบำบัด ผู้ป่วยควรตรวจเลือดเพื่อหาค่าดัชนีมะเร็งซะก่อน หลังปรับเปลี่ยนนิสัยการดื่มกินเป็นเวลา 9 เดือน จึงไปตรวจซ้ำอีกครั้งเพื่อเปรียบเทียบความคืบหน้า ในขณะที่การทำซีทีสแกนยังไม่พบก้อนเนื้อผิดปกติ แต่การวัดค่าดัชนีมะเร็งสามารถบ่งบอกว่ามีความเสี่ยงเป็นมะเร็งมากหรือน้อย การตรวจเลือดอย่างละเอียดตามตารางที่ผมเขียนไว้ในหนังสือเล่มล่าสุด จะทราบถึงชนิดของมะเร็งและสาเหตุที่เกิดมะเร็งล่วงหน้า 5-15 ปี

ทำไมคุณหมอเน้นมากว่าอย่าพึ่งแพทย์หรือยามากเกินไป

คนจำนวนมากเมื่อเจ็บป่วยจะรีบไปหาหมอให้สั่งยาเพื่อรักษา อาการป่วย แต่จริงๆแล้วยารักษาที่เปลือกนอก ไม่ได้รักษาถึงแก่นของโรค มีแต่ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเราเอง ที่ช่วยรักษาอาการป่วยได้อย่างถึงราก ร่างกายคนเรามีระบบภูมิคุ้มกันเป็นอาวุธป้องกันตัวที่สมบูรณ์แบบ ทำหน้าที่ขัดขวางและทำลายแบคทีเรีย หรือไวรัส ที่เข้ามารุกราน นอกจากนี้ ระบบภูมิคุ้มกันยังสามารถซ่อมแซมและรักษาอาการเจ็บป่วยให้หายขาดด้วยตนเอง เช่น ถ้าเราเป็นหวัด การกินยาแก้หวัดอาจทำลายเชื้อหวัดที่รุกรานร่างกาย โดยระบบภูมิคุ้มกันไม่ต้องออกแรง แต่ขณะเดียวกัน ก็ทำให้กองทัพของระบบภูมิคุ้มกันไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบ ทำให้ข้าศึกรุกรานเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย เมื่อเรากินยาแก้หวัดเป็นประจำ ประสิทธิภาพการซ่อมแซมของระบบรักษาตัวเองก็จะค่อยๆลดลง ทำให้มีความเสี่ยงเป็นหวัดง่ายกว่าคนทั่วไป สำหรับผม ถ้าเป็นหวัดจะไม่กินยา แต่ดื่มน้ำมากๆ กินผักผลไม้เยอะๆ และพักผ่อนให้มาก.

ทีมข่าวหน้าสตรี

23 ก.ค. 2559 11:59 ไทยรัฐ