วันอังคารที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สตม.เปิดแก๊งหลอกหญิงไทย จดทะเบียน“บังหน้า”ก่อคดีเพียบ

การจับกุมอาชญากรข้ามชาติคดีสำคัญหลายรายในช่วงที่ผ่านมา ตั้งแต่การจับกุม นายชูเฮย์ โยชิซาว่า แกนนำแก๊งยากูซ่าที่ทรงอิทธิพลที่สุดในญี่ปุ่นที่หนีคดีเข้ามาหลบซ่อนตัวในประเทศไทย คดีจับกุมชาวแคนาดาสวมบัตรประชาชนปลอมหนีคดีหันมาค้ายาเสพติดในประเทศไทย และชาวเกาหลีใต้หลบหนีหมายจับของตำรวจสากลมาหลบซ่อนตัวในประเทศไทยเป็นแรมปี

เป็นบางส่วนของอาชญากรรมข้ามชาติรายสำคัญที่ใช้เมืองไทยเป็นที่หลบซ่อนตัว โดยอาศัยการจดทะเบียนสมรสกับผู้หญิงไทย เพื่อให้สามารถอยู่ในเมืองไทยได้เป็นเวลานาน

จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า เป็นเพียงการจ้างหญิงไทยจด ทะเบียนกับคนต่างชาติ

จดทะเบียนสมรสบังหน้า แลกกับค่าตอบแทน “หลักพันบาท”

แต่ผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศชาติมากเหลือคณานับ

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในสถานการณ์ปัจจุบัน ที่มีภัยคุกคามหลายด้าน ทั้งเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปที่เพิ่งเกิดเหตุรุนแรงของกลุ่มก่อการร้าย

นโยบายของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง เน้นหนักในเรื่องความมั่นคงเป็นพิเศษ

ได้สั่งกำชับหน่วยงานต่างๆ รวมทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติให้เพิ่มความเข้มงวด โดยเฉพาะสิ่งที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศ เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการ

การจับกุมอาชญากรข้ามชาติที่เข้ามาหลบซ่อนตัวอยู่ในประเทศไทย พบว่าหลายรายอยู่ด้วยวีซ่าอุปการะภรรยาไทย พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. ได้สั่งไปยัง ตม.ทุกแห่งให้ตรวจสอบและเข้มงวดการอนุญาตให้อยู่ต่อ โดยเฉพาะประเภทอุปการะภรรยาไทย

จากสถิติปี 2558 ที่ผ่านมา ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑลมีการอนุญาตให้อยู่ต่อประเภทอุปการะภรรยาไทย จำนวน 7,770 ราย เมื่อตรวจสอบพบว่า ความผิดปกติจนนำไปสู่การเพิกถอนและผลักดันออกนอกประเทศ เป็นจำนวนถึง 819 ราย

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ.....

อยู่ระหว่างตรวจสอบเพิกถอนอีกหลายราย หลังจากนี้ สตม.จะมีการกวดขันอย่างจริงจัง

สตม.หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบในการพิจารณาการอยู่ต่อของคนต่างชาติในประเทศไทย ซึ่งนโยบาย พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ผบช.สตม. เน้นการพิจารณาคำขออยู่ต่อของคนต่างชาติ ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และวัตถุประสงค์ของการขออยู่ต่อประเภทนั้นๆ

การพิจารณาอนุญาตต้องเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรมและตรวจสอบได้

เป็นกรอบที่ พล.ต.ท.ณัฐธรให้ไว้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ทุกระดับสอดรับกับนโยบายด้านความมั่นคงของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. สั่งการให้ สตม.เข้มงวดกวดขันเป็นพิเศษ พร้อมรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ

หลักเกณฑ์ที่ตั้งไว้เป็น “กฎเหล็ก” ของ พล.ต.ท.ณัฐธร ในการพิจารณาอนุญาตให้อยู่ต่อประเภทอุปการะภรรยาไทย เจ้าหน้าที่จะพิจารณาจากเอกสารที่คนต่างชาตินำมายื่นประกอบด้วยแบบคำร้องขออยู่ต่อ หนังสือเดินทาง ทะเบียนสมรส หากเป็นทะเบียนสมรสจากต่างประเทศจะต้องได้รับการรับรองเป็นภาษาอังกฤษจากสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศในประเทศไทย และต้องผ่านการรับรองจากกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศไทยด้วย

หนังสือรับรองเงินฝาก ต้องมีเงินฝากไม่ต่ำกว่า 400,000 บาท ต่อเนื่องย้อนหลัง 2 เดือน มีค่า ธรรมเนียม 1,900 บาท ระยะเวลาอนุญาต 1 ปี และต้องมารายงานตัวทุกๆ 90 วัน

ระหว่างที่อยู่ในประเทศไทยจะมีเจ้าหน้าที่ ตม. ไปตรวจสอบว่ามีการอยู่แบบครอบครัวหรือฉันสามีภรรยาอย่างถูกต้องกันหรือไม่ หากพบว่าไม่เป็นไปตามระเบียบการขออยู่ต่อ ไม่ได้อยู่กันฉันสามีภรรยา หรือมีการแจ้งเท็จในเอกสารขออยู่ต่อ เจ้าหน้าที่จะพิจารณาเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ต่อทันที

ที่ผ่านมา ผบช.สตม. ได้กวดขันเรื่องนี้อย่างจริงจัง

พล.ต.ท.ณัฐธร เพราะสุนทร ย้ำกับ “ทีมข่าวอาชญากรรม” ว่า “ที่ผ่านมา สตม.ได้เข้มงวดการเข้า-ออกประเทศ และการอยู่ในราชอาณาจักรของคนต่างชาติ ระดมกวาดล้างคนต่างชาติผิดกฎหมาย แต่ละเดือนมียอดจับกุมนับหมื่นราย ประกอบกับมาตรการควบคุมคนต่างด้าวที่อยู่เกินกำหนดอนุญาต (Overstay) ที่ได้บังคับใช้ไปเมื่อวันที่ 20 มี.ค. ทำให้คนต่างชาติแสวงหาช่องทางที่จะอยู่ต่อในประเทศไทยได้ มีผู้หญิงไทยที่จดทะเบียนสมรสกับชาวต่างชาติแบบผิดปกติมีเป็นจำนวนมาก ทำกันเป็นขบวนการ เริ่มตั้งแต่นายหน้าไปชักชวนหาหญิงไทยให้มาจดทะเบียนกับชาวต่างด้าวโดยไม่ต้องอยู่กินฉันสามีภรรยา เสนอค่าตอบแทนหลักพันบาท นายหน้าเป็นตัวกลางหาลูกค้าต่างชาติที่ต้องการอยู่ในประเทศไทยเป็นเวลานานๆ เรียกค่าใช้จ่ายหลักหมื่นถึงหลักแสนบาทแลกกับการขออยู่เพื่อลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย”

“บางส่วนหลบหนีคดีจากต่างประเทศ หนีหมายจับของตำรวจสากล ซ้ำร้ายบางส่วนมาก่อคดีกับพี่น้องชาวไทยและชาวต่างชาติ อาทิ ขบวนการ โรแมนสแกม แก๊งหลอกลวงเงินดำ แก๊งสกิมเมอร์ แฮกข้อมูลบัตรเครดิตและบัตรเอทีเอ็ม และอาชญากรรมรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งที่ผ่านมา สตม.จับกุมผู้ต้องหาได้เป็นจำนวนมาก ถือเป็นภัยต่อความมั่นคงของประเทศอย่างร้ายแรง ได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เฝ้าระวังในพฤติการณ์ดังกล่าว” ผบช.สตม.ให้ข้อมูลเชิงลึกเครือข่ายจดทะเบียนต่างด้าวบังหน้า

พล.ต.ท.ณัฐธรฝากถึงพี่น้องประชาชน หากท่านพบเห็นหรือมีข้อมูลเบาะแสการกระทำความผิดในลักษณะดังกล่าว แจ้งมาที่สายด่วน สตม.1178 หรือตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดที่รับผิดชอบจังหวัดหรือพื้นที่นั้นๆให้เข้าทำการตรวจสอบได้ทันที รวมถึงการแจ้งเบาะแสได้ที่เว็บไซต์ www.immigration.go.th ตลอด 24 ชั่วโมง

เป็นมาตรการเข้มข้นที่ ผบช.สตม.ใช้ปัดกวาดอาชญากรชาวต่างด้าว ที่ใช้ช่องทาง “จดทะเบียน” บังหน้า เข้ามาหาผลประโยชน์ในเมืองไทย ให้สิ้นซาก.

ทีมข่าวอาชญากรรม