วันจันทร์ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สำรวจ“แรงจูงใจ”กาบัตรโหวตร่างรัฐธรรมนูญ : ประชามติคั่นเวลา วัดใจประชาชน

โค้งสุดท้ายเข้าสู่ทางตรง

เหลือแค่อีก 2 สัปดาห์ก็จะถึงวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ 7 สิงหาคม

ในอารมณ์ที่ใกล้วันดีเดย์เข้าคูหากาบัตร แต่ดูเหมือนบรรยากาศจะไม่เร้าความสนใจสักเท่าไหร่ โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบกับการลงคะแนนเลือกตั้งทั่วไป

ซึ่งก็เป็นอะไรที่ต้องยอมรับว่า การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ไม่ได้มีแรงจูงใจเหมือนกับการหย่อนบัตรลงคะแนนเลือกตั้ง ที่เป็นการแข่งขันเพื่อเป้าหมายผลประโยชน์ปลายทาง

สถานการณ์ทำให้ต้องลุ้นทั้งผู้แข่งขันและประชาชนผู้กาบัตร

มีบรรยากาศตื่นเต้นไปกับคืนวันหมาหอน การเร่งเครื่องเข้าโค้งสุดท้าย

นักเลือกตั้งอาชีพ “ปล่อยของ” ใส่กันทุกรูปแบบ

แต่อย่างที่เห็นการประชามติร่างรัฐธรรมนูญรอบนี้ ก็มีแค่คำโฆษณาประชาสัมพันธ์ บ่งบอกความสำคัญในการลงประชามติที่มีผลต่อการปฏิรูป ตัดสินอนาคตของประเทศ

ที่ยังดูเป็นนามธรรมเกินไป

ประชาชนยังไม่รู้สึกสัมผัสได้กับประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับตัวเองโดยตรง

ตรงนี้ทำให้น่าหนักใจแทนไม่น้อย กับการที่นายศุภชัย สมเจริญ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศ ตั้งเป้าประชาชนมาใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติไว้ที่ร้อยละ 80

โดยหวังจะเหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไปของประเทศพม่าที่คนออกมาใช้สิทธิถล่มทลาย

ทั้งๆที่โดยแรงจูงใจมันต่างกัน ปรากฏการณ์ในพม่านั้นมาจากอารมณ์ร่วมโดยธรรมชาติของคนพม่าที่ต้องการเปลี่ยนแปลงการปกครองภายใต้ระบอบทหารมาเป็นการปกครองโดยรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้ง

เป็นพลังร่วมที่ก่อตัวโดยอัตโนมัติ

แต่การประชามติร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย สำรวจแรงจูงใจในการชักจูงให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิกาบัตร ส่วนใหญ่มาจากการออกแรงของรัฐบาล คสช.กับทีมงานแม่น้ำ 5 สายเป็นหลัก

ในสภาพที่ต้องช่วยกันออกแรงผลักออกแรงดัน

ขอร้องให้ประชาชนคนไทยออกมาช่วยกันโหวตรับกติกาใหม่

โดยเจ้าภาพหลักก็คือคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญที่นำโดยนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ในฐานะเจ้าของผลิตภัณฑ์ ที่ต้องร่วมมือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะฝ่ายจัดกระบวนการประชามติ ถ่ายทอดร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไปสู่ชาวบ้าน

ผ่านเครื่องมือคือวิทยาครู ก ครู ข ครู ค ลงพื้นที่ไปอธิบายขายตรง

ขณะที่ตัวช่วยสำคัญของรัฐบาลคือกระทรวงมหาดไทย ก็มีการระดมเครือข่ายสนับสนุนเต็มที่ผ่านผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และข้าราชการในสังกัด

เครือข่ายกระจายทั่วประเทศ

แต่ที่พิเศษจริงๆก็คือกองทัพในฐานะเครื่องมือหลักของ คสช. ซึ่งงานนี้ถูกสั่งให้ออกแรงเต็มที่ในการเข็นร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้ผ่านด่านประชามติ

เรียกว่าระดมกันเต็มอัตรา ตั้งแต่เริ่มแรกเลยที่มีการใช้ “รด.จิตอาสา” ในการช่วยรณรงค์ทำความเข้าใจกับประชาชน ต่อเนื่องกับการรณรงค์ผ่านกำลังพลและครอบครัวให้ช่วยกันโปรโมตอีกทาง

ตามท่าทีของ “บิ๊กหมู” พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ. ที่ออกตัวเชียร์แบบไม่กั๊กเลยว่า ชอบใจร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่เน้นการปราบคอร์รัปชัน

สถานการณ์เบื้องหน้า กองทัพออกแรงเข็นเต็มกำลัง

ยังไม่นับสถานการณ์เบื้องหลัง อย่างที่มีข่าวกระเส็นกระสายว่า มีการเรียกผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เข้าค่ายทหารไปทำความเข้าใจ

เพื่อให้ผลโหวตประชามติได้คะแนนตามเป้า

มิเช่นนั้นอาจต้องมีคิวเคลียร์กันยาว

นี่ว่ากันด้วยแรงจูงใจของฝ่ายลุ้นให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านด่านประชามติ

ในขณะที่อีกด้านก็เป็นแรงจูงใจของฝ่ายต่อต้านที่ต้องการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

โดยการเคลื่อนไหวเด่นชัดสุดก็คือแนวร่วมกลุ่มปัญญาชน นักเรียน นักศึกษา นักวิชาการ ในนามกลุ่มประชาธิปไตยใหม่ที่เดินสายจัดกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ แสดงอาการคัดค้านแบบหัวชนฝา

ถึงขั้นยอมติดคุก ไม่สนถูกดำเนินคดีข้อหาขัด พ.ร.บ.ประชามติฯ

และตามจังหวะของคนรุ่นใหม่ที่ล้อกระแสไปกับปฏิกิริยานานาชาติที่กดดันรัฐบาลทหาร คสช.ให้จัดประชามติอย่างโปร่งใส เปิดให้แสดงความเห็นกันตามกติกาประชาธิปไตย เลิกจับ เลิกขังฝ่ายต่อต้าน

ขู่กันด้วยมาตรการแซงก์ชั่นทางเศรษฐกิจ

ส่วนที่เกาะติดสถานการณ์มาทุกระยะ ตามท่าทีของนักเลือกตั้งอาชีพ ซึ่งไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทยที่ประกาศชัดว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

แต่ยังรวมถึงพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงอาการอึดอัด ไม่กล้าประกาศตรงๆว่ารับหรือไม่รับ ได้แต่วิพากษ์วิจารณ์ข้อเสียมากกว่าข้อดี

แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ ไม่ว่าจะรับหรือไม่รับ ภายใต้เงื่อนไขที่ย้อนแย้งของนักเลือกตั้งอาชีพ อย่างไรเสียก็อยากให้โรดแม็ปเดินหน้าไปสู่สนามเลือกตั้ง

เพราะตกงาน อดอยากปากแห้งมาหลายปีแล้ว

อ่านไต๋พรรคการเมืองก็คงปล่อยเกมประชามติไปตามธรรมชาติ อย่างมากก็ได้แค่แสดงจุดยืน รักษาภาพของนักประชาธิปไตย ประคองกระแสเผื่อไว้สำหรับการเลือกตั้ง

ที่แน่ๆไม่มีใครยอมลงทุนกับเกมคว่ำหรือผ่านประชามติร่างรัฐธรรมนูญแน่

แต่ที่หักมุมมาแรงในช่วงโค้งสุดท้าย สังเกตได้ว่าเริ่มเปิดหน้าแสดงตัวกันชัดเจน ก็คือแนวร่วมฝั่งเดียวกันที่ช่วยกันโค่นระบอบ “ทักษิณ” ด้วยกันมา

ตามสถานการณ์ที่เครือข่ายประชาชนปกป้องประเทศ นำโดย พ.ท.พญ.กมลพรรณ ชีวพันธ์ศรี ผู้ประสานงานพร้อมคณะ ได้เดินทางมายื่นหนังสือถึง “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ให้สกัดร่างธรรมนูญฉบับ “มีชัย” มาตรา 178 ที่อ้างว่าสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดนและทรัพยากรของแผ่นดิน อีกทั้งเสี่ยงต่อการโยกสมบัติชาติให้กลุ่มทุนหรือต่างชาติได้สะดวกขึ้น

หรือในอารมณ์ที่นายแก้วสรร อติโพธิ อดีตกรรมการ คตส.และอดีตสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พ.ศ.2540 แสดงความผิดหวังกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย”

พาประเทศถอยหลังกลับไปสู่ระบบขุนนาง ก่อนยุคมีรัฐธรรมนูญ 2540

ในขณะที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ก็เตือนเป็นทำนองว่า ถ้าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การเปลี่ยนแปลงทำได้ยากหรือไม่ได้เลยก็เสี่ยงเกิดวิกฤติแตกแยกรุนแรง

โดยแรงจูงใจของฝ่ายไม่รับร่างรัฐธรรมนูญก็หนาแน่นไม่ธรรมดา

ปัจจัยรับหรือไม่รับอันไหนมีน้ำหนักมากกว่ายังเดาลำบาก

นั่นก็ทำให้ถึงตรงนี้ยังยากที่จะฟันธง แบบที่โพลสำรวจความคิดเห็นออกมาก้ำกึ่ง สถานการณ์โดนโหวตคว่ำหรือโหวตผ่านออกมาเท่าๆกัน

ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มยกระดับความปั่นป่วนวุ่นวายในห้วงโค้งสุดท้าย

จากเหตุโอละพ่อ เด็ก 8 ขวบฉีกทำลายบัญชีผู้มีสิทธิ เลือกตั้งที่จังหวัดกำแพงเพชรด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ทำให้ทีมกระบอกเสียง คสช.หน้าแตก เขินไปตามๆกัน

เพราะฟันธงว่าเป็นฝีมือกลุ่มป่วนฝ่ายต้าน

แต่ต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ลุกลามไปที่จังหวัดขอนแก่น พื้นที่สีแดงในภาคอีสาน ไม่เว้นแม้แต่ฐานใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ในภาคใต้ก็มีเหตุที่จังหวัดสตูล

ตอกย้ำว่า ฝ่ายป่วนประชามติจ้องปฏิบัติการท้าทาย คสช.จริง

โดยสภาพการณ์แรงเสียดทานจากภายนอกละสายตาไม่ได้ทั้งจากฝ่ายต้านและอดีตแนวร่วมฝั่งเดียวกัน

แถมในจังหวะที่ คสช.เองก็ป่วนจากอาการขบเหลี่ยมกันเองภายใน

จากปรากฏการณ์ที่สะท้อนมุมมองไปกันคนละทาง

ด้านหนึ่ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ยอมเปิดไฟเขียวให้เปิดเวทีดีเบตร่างรัฐธรรมนูญได้ทั่วประเทศ นัยว่าเพื่อทำให้เห็นภาพของความโปร่งใสในการทำประชามติ

ผ่องแรงเสียดทานจากฝ่ายกดดันให้เปิดกว้างในการแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ

แต่อีกด้านนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ก็แสดงอาการขวางลำเต็มที่ ประกาศไม่ร่วมดีเบตในทุกเวที อ้างเลยขั้นตอนของการแก้ไขไปแล้ว

การเปิดเวทีดีเบต รังแต่จะตอกลิ่มความแตกแยกเพิ่ม

สถานการณ์โค้งสุดท้ายประชามติ คสช.ส่ออาการจะแหกโค้งไปกันคนละทาง

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จับทางล่าสุดที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แบไต๋ตามตรง พูดกันชัดๆแล้ว ไม่ว่าประชามติจะผ่านหรือไม่

ตนเองก็จะอยู่ต่อไปจนกว่าจะมีรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง

มันก็เป็นอะไรที่ชัดเจน คสช.วางหมากข้ามช็อตไปแล้ว แนวโน้มทหารจำเป็นต้องต่อเวลาลากยาวอำนาจพิเศษตามเงื่อนสถานการณ์บังคับรองรับปัญหาแท้จริง
ของประเทศ

มีทั้งวิกฤติการเมืองและเรื่องปมนอกเหนือการเมือง

เรื่องของเรื่อง โดยรูปการณ์ก็แค่ “ประชามติคั่นเวลา”

วัดใจประชาชนจะออกมารับผิดชอบต่อบ้านเมืองมากน้อยแค่ไหน.

“ทีมการเมือง”

23 ก.ค. 2559 08:58 ไทยรัฐ