วันพุธที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กองทัพกับ “รัฐประหาร” ตุรกี

ต้านรัฐประหาร-ฝูงชนผู้สนับสนุนประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิป เออร์โดกัน นับแสนคน ชุมนุมที่สะพานข้ามช่องแคบบอสฟอรัสในนครอิสตันบูล เมื่อคืน 21 ก.ค. เพื่อแสดงพลังต่อต้านรัฐประหาร สะพานแห่งนี้เป็นจุดปะทะดุเดือดระหว่างประชาชนกับทหารที่พยายามก่อรัฐประหาร เมื่อคืน 15 ก.ค. (เอเอฟพี)

เหตุรัฐประหารครั้งร้ายแรงที่สุดในตุรกีแต่ล้มเหลวเมื่อ 15-16 ก.ค. นอกจากจะทำให้มีผู้เสียชีวิตเกือบ 300 คนแล้ว รัฐบาล “พรรคยุติธรรมและการพัฒนา” (เอเคพี) ของประธานาธิบดีเรเจป ตอยยิป เออร์โดกัน ยังฉวยโอกาสกวาดล้างศัตรูทางการเมืองอย่างมโหฬาร ชนิด “ขุดรากถอนโคน” กันเลยทีเดียว

ทั้งทหาร ผู้พิพากษา อัยการ ตำรวจ ข้าราชการ นักวิชาการบุคลากร การศึกษา ถูกจับหรือถูกปลดแล้วกว่า 50,000 คน ในข้อหามีส่วนร่วมหรือสนับสนุนคณะรัฐประหาร ซึ่งเรียกตัวเองว่า “สภาสันติภาพแห่งมาตุภูมิ” การไล่ล่าล้างบางคงว่ากันอีกยาว ขณะที่ความจริงที่ว่าใครเป็น “ไอ้โม่ง” อยู่เบื้องหลังจะค่อยๆ ปรากฏ!

เออร์โดกันกล่าวหาว่าผู้สนับสนุนนาย “เฟตฮุลเลาะห์ กูเลน” นักการศาสนาอิสลามอาวุโสวัย 75 ปี ผู้นำขบวนการ “ฮิซเมต” หรือ “เซมัต” ผู้ทรงอิทธิพล เป็นตัวการ และบีบให้สหรัฐฯส่งตัวเขากลับไปดำเนินคดี ทั้งยังจะนำโทษประหารชีวิตที่ระงับไปในปี 2547 กลับมาใช้กำจัดศัตรูให้สิ้นซาก อ้างว่าเป็นความต้องการของประชาชน

แต่กูเลนปฏิเสธเสียงแข็งว่าไม่เกี่ยวข้องกับรัฐประหาร และผู้ตั้งข้อสงสัยว่าเออร์โดกันนั่นเองที่อาจอยู่เบื้องหลัง เพื่อใช้เป็นข้ออ้างกวาดล้างศัตรูให้สิ้นซาก ส่วนสหรัฐฯก็ถูกลากเข้าไปพัวพันด้วยโดยปริยาย

กูเลนไปลี้ภัยอยู่ในรัฐเพนซิลเวเนียตั้งแต่ 15 ปีก่อน หลังถูกตั้งข้อหาพยายามล้มล้างรัฐบาล แต่เขายังมีอิทธิพลสูงมาก เพราะฮิซเมตมีคนยุ่บยั่บอยู่ในระบบศาล อัยการ ตำรวจ ข้าราชการ สื่อมวลชน ทั้งยังมีสาวกหลายล้านคน มีโรงเรียน สถาบันวิจัย และสื่อฯ ของตัวเองมากมาย และคาดว่ามีทรัพย์สินหลายพันล้านดอลลาร์

รัฐบาลเอเคพีกล่าวหาว่ากูเลน เป็น “ประมุขเงา” ของ “รัฐซ้อนรัฐ” จ้องล้มล้างรัฐบาล แม้จะเคยเป็นพันธมิตรกัน โดยฮิซเมตช่วยผลักดันให้เอเคพีชนะเลือกตั้งถึง 3 สมัย ทั้งช่วยกำจัดศัตรูการเมืองและลดทอนอำนาจของ “กองทัพ” ลงในคดีที่เรียกว่า “แอร์เจเนกอน” และ “สเลดจ์แฮมเมอร์” ซึ่งพวกทหาร รวมทั้งเสนาธิการทหารสูงสุด นักวิชาการ นักข่าว หลายร้อยคน ถูกศาลตัดสินจำคุกในปี 2555-2556

ครั้งนั้น ตำรวจ อัยการ และผู้พิพากษาสายฮิซเมตช่วยเล่นงานศัตรูเอเคพีจนย่ำแย่ แต่ต่อมาเอเคพีกับฮิซเมตแตกคอเพราะหวาดระแวงกันเอง โดย “ฟางเส้นสุดท้าย” คือรัฐบาลสั่งปิดโรงเรียนของฮิซเมตทั่วประเทศ จากนั้นทั้งสองฝ่ายต่างใช้ตำรวจและผู้พิพากษาเข้าห้ำหั่นกันในคดีคอร์รัปชันอื้อฉาวซึ่งคนในรัฐบาลพัวพันจำนวนมาก

ตั้งแต่ “มุสตาฟา เคมาล อตาเติร์ก” ก่อตั้งสาธารณรัฐตุรกีหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นผู้นำคนแรก เขาปฏิรูปเศรษฐกิจ การเมือง วัฒนธรรม เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศจาก “จักรวรรดิออตโตมาน” เดิม ให้เป็นรัฐชาติสมัยใหม่ที่เป็นประชาธิปไตยและไม่อิงศาสนาอิสลาม (Secular State) หรือรัฐโลกวิสัย

กองทัพจึงยึดมั่นในอุดมการณ์ของอตาเติร์ก และเห็นว่าตนคือผู้พิทักษ์ Secular State กองทัพเคยก่อรัฐประหารยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนมาแล้ว 3 ครั้ง ช่วงปี 2503-2540

ส่วนเออร์โดกัน และ “อับดุลเลาะห์ กัล” ร่วมก่อตั้งพรรคเอเคพีในปี 2544 และชนะเลือกตั้งในปีต่อมา เออร์โดกันได้เป็นนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2546 ก่อนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีเมื่อ 2 ปีก่อนแทนนายกัล

เออร์โดกันเป็นชาวนครอิสตันบูล บิดาเป็นหน่วยยามชายฝั่ง เคยขายน้ำชาและขนมปังงาหาเงินเรียนจนจบปริญญาตรีสาขาบริหารธุรกิจ เคยเป็นนักฟุตบอลกึ่งอาชีพ ก่อนเข้าร่วมขบวนการอิสลามสายเคร่งและลงเล่นการเมืองจนได้เป็นนายกเทศมนตรีนครอิสตันบูลในปี 2537-2541 มีผลงานเด่นเรื่องแก้ปัญหามลพิษและการจราจร

ช่วงเป็นผู้นำ 13 ปี เออร์โดกันทำให้ตุรกีมีเสถียรภาพและเศรษฐกิจดีขึ้น แต่กลับนำประเทศเข้าสู่วิถีอิสลาม ซึ่งขัดกับแนวทาง Secular ของกองทัพ เขายังออกลาย “เผด็จการ” เพิ่มอำนาจให้ตนเองและข่มขู่คุกคามปิดปากสื่อฝ่ายตรงข้าม รวมทั้งโซเชียลมีเดีย

มูลเหตุเหล่านี้เองที่อาจทำให้ทหารบางกลุ่มคิดก่อรัฐประหาร นอกเหนือจากไม่พอใจที่รัฐบาลหันไปคบกับ “รัสเซีย” และไปหนุนกบฏซีเรียให้โค่นล้มประธานาธิบดีบาชาร์ อัลอัสซาด ทำให้ความรุนแรงลุกลามเข้าไปในตุรกี ทั้งจากกบฏชาวเคิร์ด “กองกำลังรัฐอิสลาม” (ไอเอส) และกลุ่มญีฮัด ที่โจมตีตุรกีหลายครั้งแล้ว

กลางปี 2556 ประชาชนเคยลุกฮือประท้วงเออร์โดกันครั้งใหญ่ หาว่าเขาเป็นเผด็จการ นำประเทศเข้าสู่วิถีอิสลาม อีกทั้งโกรธแค้นที่เขาจะพัฒนาสวนสาธารณะ “เกซี” ในอิสตันบูลให้เป็นห้างสรรพสินค้า แต่เออร์โดกันใช้กำลังกวาดล้างผู้ประท้วงแบบเฉียบขาด มีคนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก

เออร์โดกันยังสร้างทำเนียบประธานาธิบดี ใหม่สุดอลังการ เรียกกันว่า “อัค สเรย์” (วังสีขาว) ที่ชานกรุงอังการา มีพื้นที่ 322,000 ตร.ม. มีห้องถึง 1,150 ห้อง ใหญ่กว่า “ทำเนียบขาว” ของสหรัฐฯถึง 30 เท่า อ้างว่าใช้งบฯ 650 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (22,750 ล้านบาท) แต่เชื่อว่าจริงๆสูงกว่านั้นหลายเท่า!

ส่วนกองทัพตุรกี เป็นกองทัพที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ใน “นาโต” เป็นรองแค่สหรัฐฯ ในปี 2528 เคยมีทหารถึง 800,000 นาย ปัจจุบันมี 510,600 นาย นี่ยังไม่นับทหารกองหนุนอีกเกือบ 400,000 นาย ตำรวจตระเวนชายแดนอีกกว่า 100,000 นาย ทั้งยังเป็นหนึ่งในกองทัพที่ได้รับการฝึกฝนดีที่สุดในโลก มีเครื่องบินขับไล่ “เอฟ-16” กว่า 200 ลำ เป็นรองแค่สหรัฐฯ และมีเรือดำน้ำล้ำสมัยถึง 13 ลำ

ยังดีที่รัฐประหาร “จบเร็ว” เพราะทหารและประชาชนส่วนใหญ่ที่รักประชาธิปไตยไม่เอาด้วย มิฉะนั้น ถ้าลุกลามเป็นสงครามกลางเมือง มีหวังแผ่นดินลุกเป็นไฟ ลามไปทั่วตะวันออกกลางและยุโรป

แต่การจบเร็วจะ “จบจริง” หรือนำไปสู่วิกฤติรุนแรงยิ่งกว่า? เพราะเมื่อใช้ “ยาแรง” ก็ต้องเจอแรงต้านแรงเช่นกัน ฝ่ายแพ้อาจมุดลงใต้ดิน ต่อสู้ด้วยวิถีทางก่อการร้ายก็เป็นได้!

บวร โทศรีแก้ว