วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยันผิดกฎหมาย เบนซ์สมเด็จช่วง

ดีเอสไอชี้เลี่ยงภาษีกว่า 3 ล้าน จากัวร์หลวงพี่นํ้าฝนคล้ายกัน

ดีเอสไอแถลงใหญ่ ผลการตรวจ สอบรถโบราณ “สมเด็จช่วง” ผิดทุกขั้นตอน เตรียมออกหมายเรียกมาแจ้งข้อกล่าวหาครอบครองสินค้าไม่ได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบ และร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อเจ้าพนักงาน ส่วนคดีรถจากัวร์โบราณของหลวงพี่น้ำฝน พบความผิดคล้ายคลึงกัน แต่ต้องรอกรมสรรพสามิตแถลงผลตรวจสอบก่อน หลังดีเอสไอแถลงข่าว “พระเมธีธรรมาจารย์” ประกาศองค์กรพุทธและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ จะเคลื่อนไหวแน่นอน ด้านนายกฯชี้กฎหมายไม่ละเว้นใคร หลังมีขู่เคลื่อนไหว ชี้ผิด-ถูกว่าตามกระบวนการ ส่วน “สุวพันธุ์” ยังอ้ำอึ้ง อ้างยังไม่รู้รายละเอียด

กรณีเมื่อต้นปี 2559 พระพุทธะอิสระ เจ้าอาวาสวัดอ้อน้อย ยื่นหนังสือร้องเรียนกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ให้ตรวจสอบรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ โบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วงวรปุญฺโญ) เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และยัง ร้องให้ตรวจสอบรถยนต์โบราณ จากัวร์ แพนเธอร์ ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือหลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อมในคราวเดียวกันว่า มีชื่อครอบครองสะสมรถหรูเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ กระทั่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เรียกสอบพยานลงพื้นที่ตรวจสอบ พร้อมเข้าพบสมเด็จช่วง และพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เพื่อสอบถามประเด็นรถโบราณที่ครอบครองและที่มาที่ไปตามขั้นตอนกฎหมาย จนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการนำรถโบราณทั้ง 2 คัน เข้ามาจดประกอบเลี่ยงภาษี ถูกจับกุมดำเนินคดีไปแล้วหลายรายตามที่เสนอข่าวไปนั้น

ความคืบหน้าที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 22 ก.ค. พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ พร้อมด้วย พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปาน–ประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค นายนิธิต ภูริคุปต์ ผบ.สำนักคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ พ.ต.ท.พงศ์พร พราหมณ์เสน่ห์ ผบ.สำนักคดีภาษีอากร และนายมเหสักข์ พันธ์สง่า พนักงานสอบสวนคดีพิเศษชำนาญการพิเศษ แถลงผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ และรถยนต์จากัวร์โบราณของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ หรือ หลวงพี่น้ำฝน เจ้าอาวาสวัดไผ่ล้อม จ.นครปฐม

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร ผบ.สำนักปฏิบัติการคดีพิเศษภาค กล่าวว่า ผลการตรวจสอบรถเบนซ์โบราณ ทะเบียน ขม 99 กรุงเทพมหานคร ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ หรือสมเด็จช่วง พบว่ามีการกระทำผิดกฎหมายทุกขั้นตอน จนมาถึงกระบวนการปลอมแปลงเอกสารจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบก จากการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ปรากฏว่า จริงๆแล้วราคา 4 ล้านบาท แต่ชำระ ภาษีสรรพสามิตในราคา 570,000 บาท เท่ากับชำระภาษีต่ำกว่าราคารถ ก่อนนำเอกสารไปขอจดทะเบียนกับกรมการขนส่งฯในราคา 1,000,000 บาท จำนวนเงินหายไป 3,000,000 บาท ดำเนินคดีจับกุมผู้กระทำความผิดแล้ว 1 คน อยู่ระหว่างเรียกตัวเข้าแจ้งข้อกล่าวหาอีก 2 คน

พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวต่อไปว่า สำหรับการดำเนิน คดีแบ่งเป็น 1.กลุ่มผู้นำเข้าเครื่องยนต์โดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ปลอมเอกสารการนำเข้า เข้าข่ายความผิดฐานร่วมกันลักลอบหนีศุลกากร หรือซื้อหรือรับไว้ด้วยประการใดๆ ซึ่งของหนีภาษีศุลกากร ตามมาตรา 27 และมาตรา 27 ทวิ แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 ประกอบประมวลกฎหมายอาญามาตรา 83 2.กลุ่มผู้ที่นำรถไปชำระภาษีและจดทะเบียนต่อกรมการขนส่งทางบกทำให้รัฐเสียหาย มีความผิด ฐานร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงาน อาจทำให้ผู้อื่นหรือประชาชนเสียหาย ร่วมกันแจ้งให้เจ้าพนักงานผู้กระทำการตามหน้าที่จดข้อความอันเป็นเท็จลงในเอกสารมหาชนหรือเอกสารราชการ มีวัตถุประสงค์สำหรับใช้เป็นพยานหลักฐาน โดยประการ ที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 137 มาตรา 267 และมาตรา 83 และ 3.กลุ่มผู้ครอบครองรถมีความผิดฐานร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งสินค้า โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษีหรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน ตามความผิด พ.ร.บ.สรรพสามิต มาตรา 161 (1)

ด้าน พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล รองอธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า สำหรับรถยนต์ที่เข้าข่ายต้องสงสัยมีทั้งหมด 7,123 คัน เจ้าหน้าที่จำแนกออกเป็น 3 กลุ่ม 1.กลุ่มมูลค่าสูงเกิน 4 ล้านบาทขึ้นไป ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและมีความชัดเจนในระดับหนึ่ง 2.กลุ่มบุคคลที่นำเข้า ต้องสงสัยเป็นรถจดประกอบประมาณ 100 กว่าคันขึ้นไป จะมีหมายเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบรายละเอียดต่อไป 3.กลุ่มนำเข้าเป็นรายบุคคลอาจมีปริมาณไม่มากนัก หรือนำเข้าเพียง 1 คัน และมีราคาไม่สูงมากนัก พิจารณาแล้วอาจไม่เข้าข่ายคดีพิเศษ ดีเอสไอพร้อมส่งมอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับไปดำเนินการแทน

ส่วน พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ เผยว่า ดีเอสไอได้ตรวจสอบรถยนต์ต้องสงสัยหลีกเลี่ยงภาษี 7,123 คัน ยืนยันว่า ตรวจสอบรถต้องสงสัยว่าหลีกเลี่ยงภาษีและจดประกอบทุกคันตามมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด ในการพิจารณาตามหลักฐานและข้อเท็จจริง ส่วนรถคันอื่นๆก็พร้อมดำเนินการ ส่วนที่ดีเอสไอต้องตรวจสอบรถยนต์ของสมเด็จช่วง และรถของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ เนื่องจากมีผู้มาร้องเรียนให้ตรวจสอบเพิ่มเติม

พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าวอีกว่า จากการตรวจสอบรถยนต์โบราณยี่ห้อจากัวร์ของพระครูปลัดสิทธิวัฒน์พบว่า รถคันดังกล่าวจดทะเบียนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นยี่ห้อแพนเธอร์ จากนั้นแจ้งเปลี่ยนทะเบียน ก่อนจะมีคนไทยในสหรัฐฯซื้อต่ออีกที หลังจากนั้นจากการตรวจสอบเอกสารพบมีชื่อพระครูปลัดสิทธิวัฒน์ไปซื้อต่อมาอีกทีราคา 30,000 เหรียญสหรัฐฯ จากนั้นแยกชิ้นส่วนรถแพนเธอร์ขนย้ายทางเรือเข้ามายังประเทศไทยและนำมาประกอบใหม่ แจ้งจดทะเบียนกับกรมการขนส่งฯและกรมสรรพสามิตว่า เป็นยี่ห้อจากัวร์ มีชื่อพระครูปลัดสิทธิวัฒน์แจ้งเป็นผู้นำเข้าเครื่องยนต์ ส่วนนายชรินทร ปถคามินทร์ เป็นผู้แจ้งนำเข้าตัวถังรถ

“ต่อมาพนักงานสอบสวนสอบปากคำนายชรินทร เจ้าตัวอ้างว่า โดนปลอมลายมือและเป็นเอกสารปลอม เจ้าหน้าที่จึงให้เซ็นลายมือชื่อเพื่อให้นิติวิทยาศาสตร์ตรวจสอบเปรียบเทียบกับลายเซ็นในเอกสารนำเข้า ขณะนี้กำลังรอผลการตรวจสอบอยู่ นอกจากนี้ ตนได้บินไปสอบปากคำคนไทยที่สหรัฐฯที่มีชื่อครอบครองรถยนต์ก่อนขายต่อ เบื้องต้นพบว่า เป็นกระบวนการหลีกเลี่ยงภาษีเพื่อชำระเงินในราคาที่ถูกลง อย่างไรก็ตาม ยังไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใคร เพียงแต่รวบรวมพยานหลักฐานในส่วนที่เกี่ยวข้องให้สมบูรณ์ก่อน คาดว่าใช้เวลาอีกสักระยะ ขณะนี้ดีเอสไอรออธิบดีกรมสรรพสามิตแถลงผลการตรวจสอบว่า รถยนต์ยี่ห้อแพนเธอร์หลบเลี่ยงภาษี ที่ต้องจ่ายตามจริงเท่าไหร่ หลังจากนั้นพนักงานสอบสวน จะออกหมายเรียกผู้เกี่ยวข้องมาแจ้งข้อกล่าวหาตามขั้นตอนกฎหมาย” พ.ต.ท.กรวัชร์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้พนักงานสอบสวนดีเอสไอมีความเห็นตามพยานหลักฐานว่า สมเด็จช่วงเข้าข่ายกระทำความผิด 1.ร่วมกันมีไว้ครอบครองซึ่งสินค้า โดยรู้ว่าเป็นสินค้าที่มิได้เสียภาษี หรือเสียภาษีไม่ครบถ้วน 2.ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานฯ ขณะที่พนักงานอัยการมีความเห็นแตกต่างว่า สมเด็จช่วงน่าจะเข้าข่ายความผิดเพียงข้อหาเดียวคือ ร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานฯ เนื่องจากรถคันดังกล่าวมีหลักฐานว่า พระมหาศาสนมุนี (พระธนกิจ สุภาโว) หรือหลวงพี่แป๊ะ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำเป็นผู้สั่งซื้อ แล้วนำมาถวายสมเด็จช่วง ถึงแม้จะมีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถก็ตาม นอกจากนี้ การที่พนักงานสอบสวนเข้าพบ และสอบถามสมเด็จช่วง ชี้แจงว่า พระมหาศาสนมุนีเป็นผู้นำเอกสารต่างๆมาให้เซ็น เท่ากับว่าเข้าข่ายรู้เห็นในการกระทำความผิด ข้อหาร่วมกันแจ้งข้อความอันเป็นเท็จแก่เจ้าพนักงานฯ

ที่วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ นายสมศักดิ์ โตรักษา ฝ่ายกฎหมายวัดปากน้ำฯเผยว่า จากกรณีที่มีการระบุว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ จะแจ้งข้อกล่าวหาสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) ผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช พระมหาศาสนมุนี หรือเจ้าคุณแป๊ะ และผู้ร่วมขบวนการเกี่ยวกับเรื่องรถเบนซ์โบราณ ตนยังไม่เห็นเรื่องดังกล่าว จนกว่าจะเห็นสำนวนของดีเอสไอและยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และพระมหาศาสนามุนีอยู่ในฐานะพยานยังไม่มีข้อกล่าวหา ที่สำคัญก่อนหน้านี้ดีเอสไอก็ออกมาระบุว่า ยังไม่สรุปสำนวน เพราะรอหลักฐานจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม หากทางดีเอสไอบอกว่า สรุปสำนวนเสร็จแล้วจริง ให้ว่ามาตามกระบวนการกฎหมาย หากมีหมายเรียกมาก็ไม่กังวล เพราะยืนยันในความบริสุทธิ์แน่นอน

พระเมธีธรรมาจารย์ หรือเจ้าคุณประสาร เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กรณีดีเอสไอแถลงผลการสอบสวนเรื่องรถยนต์โบราณในพิพิธภัณฑ์วัดปากน้ำฯ มีข้อเกี่ยวพันกับสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ ในนามองค์กรพุทธและภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ขอชี้แจงดังนี้ เราเชื่อมั่นในความตั้งมั่นแห่งศีลที่บริสุทธิ์ของสมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ และองค์กรพุทธ และภาคีเครือข่ายทั่วประเทศ ยังคงยืนยันที่จะเคลื่อนไหวในรูปแบบต่างๆแน่นอน
ส่วนนายชยพล พงษ์สีดา รอง ผอ.สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า พศ.ได้สอบถามไปยังดีเอสไอแล้ว ยืนยันว่า ยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่อาจจะขอข้อมูลเพิ่มเติมจากทางวัดปากน้ำ รายละเอียดการตอบคำถามในข้อกฎหมาย ขอให้เป็นหน้าที่ฝ่ายกฎหมายของวัดปากน้ำ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกรณีพระเมธีธรรมาจารย์ เลขาธิการศูนย์พิทักษ์พระพุทธศาสนาแห่งประเทศไทย ขู่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านกรณีแจ้งข้อกล่าวหาสมเด็จช่วง ว่า กฎหมายเขาว่าอย่างไร เจ้าหน้าที่เขา มีกฎหมายอยู่แล้ว ผิดกฎหมายก็ดำเนินการ ดำเนินการได้เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น ตนคิดว่าคนไทยต้องเข้าใจกฎหมายคือกฎหมาย ยกเว้นใครไม่ได้อยู่แล้วก็แค่สอบสวนเข้าสู่กระบวนการ ถ้าถูกหรือผิดก็ว่ากันมาในกระบวนการมันก็จบแล้ว ทำไมจะต้องมีปัญหามากนัก ไม่รู้เหมือนกัน บ้านเมืองติดไปหมด

นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) ตอบข้อถามว่า การถูกแจ้งข้อกล่าวหาของสมเด็จช่วงจะนำไปประกอบการพิจารณาการเสนอแต่งตั้งสมเด็จพระสังฆราชองค์ใหม่ต่อนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายสุวพันธุ์ ตอบว่า ตนขอเรียนว่า ขณะนี้ยังไม่เห็นรายละเอียดอะไรทั้งหมด จึงไม่สามารถตอบอะไรสมบูรณ์ได้ ต้องเห็นรายละเอียดก่อนแล้วจะมีคำตอบให้ ถามย้ำว่า การที่บุคคลถูกแจ้งข้อกล่าวจะต้องสิ้นสุดความเป็นพระภิกษุหรือไม่ นายสุวพันธุ์กล่าวว่า ตนไม่ได้จบกฎหมายก็ไม่รู้จะตอบยังไง แล้วพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ขาดจากความเป็นพระไหม

ด้าน นพ.มโน เลาหวณิช อาจารย์วิทยาลัยแพทยศาสตร์นานาชาติจุฬาภรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และอดีตศิษย์วัดพระธรรมกาย กล่าวว่า กรณีดีเอสไอแจ้งข้อกล่าวหาสมเด็จช่วง เมื่อเป็นอย่างนี้เรื่องที่จะให้นายกฯนำรายชื่อสมเด็จช่วงขึ้นทูลเกล้าฯลืมไปได้เลย เพราะไม่อยู่ในฐานะที่เหมาะสมกับตำแหน่งสมเด็จพระสังฆราช คดีนี้ชี้แจงลำบาก เพราะเช็คที่จ่ายไปเป็นลายมือท่าน ปฏิเสธไม่ได้เลย ต้องพิจารณาตัวเองว่า เมื่อต้องคดีอาญาแล้ว คุณสมบัติที่จะขึ้นเป็นสมเด็จพระสังฆราชก็หมดไปด้วย ควรจะลาออกจากตำแหน่งผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราชเพื่อให้สมเด็จองค์อื่นรักษาการแทน รวมถึงตำแหน่งกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) สมเด็จพระราชาคณะ เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ ภาษีเจริญ ก็ไม่ควร เพราะท่านเป็นพระสังฆาธิการที่ต้องคดีอาญา ต้องหยุดทั้งหมดทุกตำแหน่งจนกว่าคดีจะจบ

นพ.มโนกล่าวอีกว่า ส่วนการเคลื่อนไหวของพระเมธีธรรมาจารย์ ต่อไปนี้จะมาเร่งรัดอะไรนายกฯให้ทูลเกล้าฯไม่ได้แล้ว ถือว่ากระบวนการที่ มส.เสนอชื่อสมเด็จช่วงมาเป็นโมฆะแล้ว คิดว่า มส.คงยังจะไม่เสนอชื่อสมเด็จพระราชาคณะคนใหม่มาอีก เนื่องจากเกรงว่าจะมีปัญหา คณะกรรมการกฤษฎีกาได้ตีความเอาไว้ 2 นัยว่า ถ้าเกิดความล่าช้า ให้ มส.หรือนายกฯสามารถดำเนินการได้ แต่ไม่ได้บอกว่า ที่ล่าช้านั้นกรอบอยู่ในเวลาเท่าไร กี่วัน

23 ก.ค. 2559 07:30 ไทยรัฐ