วันจันทร์ที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กตู่' ลั่นคนโจมตีนอกประเทศ อย่ากลับ ถ้าไม่รับกฎหมาย

"บิ๊กตู่" ย้ำโรดแม็ปเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ปชช.เป็นผู้กำหนดทิศทาง ปชต. รับกดดันแต่ไม่โดดเดี่ยว ลั่นคนโจมตีนอกประเทศไม่ใช่คนไทย ชี้ถ้าอยากกลับประเทศต้องรับผิดทาง ก.ม.

เมื่อวันที่ 22 ก.ค.59 ที่ศูนย์ประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดการประชุมประจำปี 2559 "ร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564)" โดยกล่าวตอนหนึ่งว่า ตนไม่รู้สึกโดดเดี่ยว เพราะมีทั้งข้าราชการ รัฐมนตรี และพลังประชารัฐที่ช่วยกัน แต่เพียงกดดันหลายเรื่องที่ต้องทำให้สำเร็จระยะแรกที่บริหารราชการอยู่ โดยกำหนดพัฒนาประเทศในช่วง 5 ปี ซึ่งสอดคล้องกับโรดแม็ปของตนที่วางไว้ตั้งแต่ต้น ขอยืนยันว่าต้องเดินหน้า มิฉะนั้นจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ตนอยากให้ทุกคนเปิดใจว่าที่ตนพูดวันนี้เพราะอะไร ไม่ได้พูดเพื่อบังคับใคร แต่ต้องการให้คนไทยที่มีสิทธิ และต้องการประชาธิปไตยที่มีธรรมาภิบาลเป็นสากล และเปิดใจให้กว้างว่าที่ตนพูดถูกหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าส่วนใหญ่เข้าใจและอย่าฟังคนบิดเบือน ขอให้ร่วมมืออย่างเข้มแข็ง ไม่ใช่เรียกร้องทุกเรื่องต่อรัฐบาล ซึ่งตนทำให้อยู่แล้ว แต่รัฐบาลหน้าตนไม่รู้จะทำให้หรือไม่ รัฐบาลต้องเริ่มต้นใน 2 ปี ในการทำรากฐานประเทศ เหมือนการวางรถไฟ ไม่เช่นนั้นก็ไม่เชื่อมต่อกัน ถ้าวนแต่ปัญหาเดิมๆ หรือมีการเรียกร้องมาก ก็เหมือนการสร้างสถานีแต่ไม่มีราง อย่างไรก็ตามตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาตนไม่เคยทิ้งประเทศหรือทิ้งทุกคน แต่รับฟังทุกคน เพราะถือว่าประกาศไว้แล้วจึงต้องรับผิดชอบ ซึ่งทุกอย่างประชาชนเป็นผู้กำหนดทิศทางประชาธิปไตย ตนบังคับไม่ได้ และที่ผ่านมารัฐบาลไม่ได้กำหนดกรอบอนาคตประเทศ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ตนต้องทำในวันนี้ แต่รัฐบาลทุกรัฐบาลควรทำมาแล้ว อย่างไรก็ตามตนไม่ได้รังเกียจนักการเมือง เพราะวันหน้านักการเมืองก็ต้องกลับมาอีก เพราะเป็นกลไกของประชาธิปไตย จึงขอให้เตรียมตัวให้ดีทั้งคนเลือกและคนที่ถูกเลือก

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า ทั้งนี้หากจะทำให้ทุกอย่างจบใน 2 ปี คงไม่มีใครทำได้ เพราะต้องปรับให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติ และแผนปฏิรูปทั้ง 11 ด้าน เพื่อให้รัฐบาลขับเคลื่อนต่อไป แต่จะทำอย่างไรให้เดินหน้าได้เร็วขึ้นเท่านั้น ถ้ามัวแต่ทะเลาะกันด้วยเรื่องไม่เป็นเรื่อง ต่างชาติก็ไม่รู้เรากำลังทำอะไร รู้แต่ว่าขัดแย้งกัน เพราะสื่อทำหน้าที่นำเสนอเท่านั้น สื่อจึงต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง แต่ถ้าไม่อ่านสื่อก็โง่ เชื่อทั้งหมดก็บ้า โมโหทุกครั้ง ไม่รู้เขียนทำไมเพราะไม่ใช่ข้อเท็จจริง ทำให้สังคมเกลียดชังกัน ผลักสังคมเป็นข้างใดข้างหนึ่งไม่ได้ ต้องแยกคนด้วยกฎหมาย ไม่ใช่แยกด้วยความรู้สึก อีกทั้งวันนี้มีการบิดเบือนในเรื่องต่างๆ แล้วยังมีคนเชื่อ จึงขอประกาศว่าทุกอย่างที่ให้ไปแล้วรัฐบาลจะไม่เอาคืน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิกบัตรทอง 30 บาท และยกเลิกการศึกษาฟรีและเรื่องอื่นๆ ทำให้ประเทศชาติปั่นป่วนเพียงเพราะคนไม่กี่คน ซึ่งขอให้คนเหล่านี้เอาตัวรอดจากกฎหมายให้ได้เสียก่อนแล้วค่อยมาพูดกับตน

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ตนทำวันนี้เพื่อรัฐบาลต่อไปใช่หรือไม่ เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นในวันหน้าทั้งสิ้น ทั้งภาษีต่างๆ หากรัฐบาลตนเริ่มไม่ได้ แล้วใครจะเป็นคนเริ่ม ตนยอมทุกอย่าง แต่จะไม่สร้างปัญหาในวันหน้า ทั้งนี้ 2 ปีที่ผ่านมายังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่คิด ตน รัฐมนตรี และข้าราชการทุกคนร่วมมือกันทำเต็มที่ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเพราะไม่เข้าใจ ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น วันนี้ตนจะพูดคุยนักธุรกิจต่างชาติที่มาร่วมลงทุน ก็พอใจการปรับปรุงแก้ไข แต่ติดเรื่องประชาธิปไตยที่หลายคนพูดจนเสียหาย ทั้งที่ตนเคยบอกว่าจะเปลี่ยนแปลงประชาธิปไตย เพียงแต่ขอเวลายังให้ไม่ได้ ซึ่งเชื่อว่าประชาธิปไตยเป็นระบบที่ดี แต่ต้องได้คนที่ดีเข้ามาด้วย โดยวันนี้ขอกำลังใจและขอให้ทุกคนช่วยพูดให้สังคมและต่างชาติเข้าใจ ไม่ใช่พูดแต่ว่าตนเข้ามาอย่างไร ก็จะล้มเหลวทั้งหมด ตนเสียเวลาพักผ่อนมา 2 ปี แต่บ่นไม่ได้อีกแล้ว เพราะแผ่นดินเป็นของตนและของทุกคน ต้องพัฒนาแผ่นดินนี้ให้ได้ เป็นสิ่งที่ยึดมั่นมาตั้งแต่เป็นทหาร อย่างไรก็ตามในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะผ่านหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับประชาชน ยืนยันว่าตนไม่ได้มุ่งหวังอะไรทั้งสิ้น เพียงต้องการให้ประเทศชาติปลอดภัย

"รัฐบาลนี้ดูทุกกลุ่มเพราะทุกคนเป็นคนไทย แต่หลายคนปฏิเสธเป็นคนไทย โจมตีอยู่ข้างนอกแล้วจะกลับมาได้อย่างไร คนทำผิดกฎหมายแล้วหนี ใครจะให้กลับมายกมือขึ้น ผมยกเองว่าไม่ให้กลับ เพราะกฎหมายไม่ให้กลับ ไม่ยอมรับกฎหมายด่าประเทศ จะให้กลับมาทั้งหมดหรือ ถ้าใครให้กลับก็ไปเข้าแถวต้อนรับก็แล้วกัน ผมไม่เคยเกลียดใคร แต่จะชอบหรือไม่ชอบก็เรื่องของผม แต่ผมไม่ยอมรับคนแบบนี้ ขอให้สู้กันในกระบวนการยุติธรรม" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว.