วันศุกร์ที่ 20 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฎีกาแก้โทษ จำคุก 27ปี ‘เอนก สิงขุนทด’ มือระเบิด บึมพรรคภูมิใจไทยปี53

ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษให้จำคุก 27 ปี 6 เดือน ‘เอนก สิงขุนทด’ ที่เข็นรถผลไม้ก่อนเกิดระเบิดหลังพรรคภูมิใจไทย ก่อความวุ่นวายเมื่อปี 2553 เจ้าตัวบาดเจ็บตาบอดทั้งสองข้าง ยอมรับผิด ระบุหากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ร่วมก่อเหตุ...

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 22 ก.ค. ที่ห้องพิจารณาคดี 708 ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.2930/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 เป็นโจทก์ฟ้อง นายเอนก สิงขุนทด จำเลยที่ 1 ซึ่งพิการตาบอดทั้งสองข้าง เนื่องจากได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ระเบิดหน้าพรรคภูมิใจไทย นายเดชพล พุทธจง จำเลยที่ 2 นายกำพล คำคง จำเลยที่ 3 นายกอบชัย หรืออ้าย บุญปลอด จำเลยที่ 4 นางวริศรียา หรืออ้อ บุญสม จำเลยที่ 5 และนายสุริยา หรืออ้วน ภูมิวงษ์ จำเลยที่ 6 ฐานร่วมกันทำวัตถุระเบิด มีวัตถุระเบิดที่ออกใบอนุญาตไม่ได้ไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต พาอาวุธ (วัตถุระเบิด) ไปในเมืองฯ โดยไม่มีเหตุสมควร และกระทำให้เกิดระเบิดฯ ขอให้ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 4, 38, 74, และประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 221, 222, 218, 371

โจทก์ฟ้องว่าระหว่างต้นเดือน มิ.ย. 2553 ถึง 22 มิ.ย. 2553 ต่อเนื่องกัน จำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันผลิตหรือทำวัตถุระเบิด และร่วมกันมีวัตถุระเบิดที่ทำขึ้น โดยจำเลยทั้งหกกับพวกไม่ได้รับใบอนุญาต แล้วจำเลยทั้งหกกับพวกร่วมกันทำให้เกิดการระเบิดขึ้น โดยนายอเนก สิงขุนทด จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข็นรถเข็นผลไม้ที่ซุกซ่อนระเบิดไว้ เข็นผ่านไปทางด้านหลังของอาคารที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ตั้งอยู่ใกล้ซอยพหลโยธิน 43 แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ก่อนเกิดระเบิดขึ้น เป็นเหตุให้ผนังด้านหลังอาคารพรรคภูมิใจไทยแตกเสียหาย ขณะเดียวกัน แรงระเบิดยังทำให้นายอเนกตาบอดทั้งสองข้าง นอกจากนี้ เพิงโรงเรือนร้านค้าขายอาหารตามสั่งของ นายแถม ตรุพิมาย ถูกแรงระเบิดเสียหายพังทั้งหลัง ค่าเสียหายเป็นเงิน 50,000 บาท รถยนต์เก๋งทะเบียน ธต 7963 กทม. ของว่าที่ ร.ต.ภูมิรัตน์ นาคอุดม ได้รับความเสียหาย เป็นเงิน 40,000 บาท

ชั้นพิจารณาจำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ ส่วนจำเลยอื่นให้การปฏิเสธ จึงได้แยกสำนวนพิจารณา

คดีนี้ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2555 ให้จำคุกจำเลยรวม 2 กระทง กระทงละ 10 ปี ฐานมีระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และปรับ 100 บาท, ฐานพกพาอาวุธไปในที่สาธารณะ และให้จำคุกตลอดชีวิต ฐานทำระเบิดให้เกิดระเบิดเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินฯ และสถานที่ประชุม ซึ่งเป็นโทษหนักสุดตามมาตรา 222 และ 218 จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง ให้จำคุกรวมทั้งสิ้น 35 ปี และปรับ 50 บาท

จำเลยอุทธรณ์ขอให้ศาลพิพากษาลดโทษ ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนแล้ว เห็นว่าโจทก์มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.บางเขน 2 นาย ที่ไปตรวจยังจุดเกิดเหตุ เป็นพยานเบิกความว่าใช้กล้องบันทึกภาพและเสียงของจำเลยที่ให้การรับสารภาพเล่าเหตุการณ์ไว้ ขณะที่ยังมีการคัดลอกข้อมูลจากกล้องวงจรปิดบริเวณที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ประกอบบันทึกการแจ้งข้อกล่าวหาจำเลย และคำให้การของจำเลยชั้นสอบสวนที่เล่าถึงพฤติการณ์และเหตุจูงใจด้วย จำเลยให้การับสารภาพ อีกทั้งพยานโจทก์เป็นเจ้าหน้าที่รับปฏิบัติไปตามหน้าที่ และไม่เคยมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลย จึงไม่มีเหตุให้ระแวงสงสัยว่าจะให้การปรักปรำ พยานหลักฐานของโจทก์ที่นำสืบมาจึงรับฟังได้ปราศจากข้อสงสัย เชื่อว่าจำเลยกระทำผิดฐานร่วมกันทำให้เกิดระเบิดจนเป็นเหตุให้เกิดอันตรายแก่สถานที่ประชุมตามที่ศาลชั้นต้นพิพากษา อุทธรณ์ของจำเลยในส่วนนี้ที่ว่าไม่ได้กระทำผิดจึงฟังไม่ขึ้น ส่วนความผิดฐานร่วมกันทำและมีวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้น แม้จำเลยจะทำและมีวัตถุระเบิด 2 ลูก ซึ่งวัตถุระเบิดอีก 1 ลูกไปตรวจยึดได้ที่ริมถนนรามอินทรา 81 แต่การกระทำของจำเลยนั้นมีเจตนามุ่งการกระทำการในคราวเดียว ความผิดของจำเลยฐานร่วมกันทำ และมีวัตถุระเบิดโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นจึงเป็นความผิดกรรมเดียว ที่จำเลยอุทธรณ์ขอให้ลงโทษสถานเบานั้นฟังขึ้น เห็นสมควรลงโทษจำเลยที่ 1 ให้เหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดี

พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดฐานร่วมกันมีวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 5 ปี ฐานทำให้เกิดระเบิดเป็นอันตรายต่อทรัพย์สินฯ ลงโทษจำคุก 5 ปี รวมจำคุก 10 ปี จำเลยให้การรับสารภาพ เห็นควรลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยไว้เป็นเวลา 5 ปี และปรับ 50 บาท

ต่อมา โจทก์ยื่นฎีกาขอให้ลงโทษตามศาลชั้นต้น ศาลฎีกาตรวจสำนวนปรึกษากันแล้ว เห็นควรพิพากษาแก้ให้จำคุกตลอดชีวิต แต่จำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่งเหลือจำคุก 25 ปี แต่เมื่อรวมโทษจำคุกในทุกกรรมแล้ว รวมโทษจำคุก 27 ปี 6 เดือน และปรับ 50 บาท

ภายหลังฟังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ถือเป็นที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ได้ควบคุมตัว นายเอนก จำเลย ซึ่งตาบอดทั้ง 2 ข้าง ไปยังเรือนจำเพื่อรับโทษตามคำพิพากษาต่อไป โดยก่อนหน้านี้ นายเอนก เคยถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีมาแล้ว 5 ปี 2 วัน ขณะที่ นายเอนก กล่าวว่า รู้สึกเสียใจและยอมรับในความผิดกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ที่ทำไปเพราะถูกชักชวนและความหลงผิด ซึ่งกลับไปแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว แต่ถ้าย้อนกลับไปได้ก็คงจะไม่ก่อเหตุดังกล่าว หลังจากนี้ก็จะต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตในเรือนจำ อยากฝากเตือนสติคนที่เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองให้ดูเป็นตัวอย่าง ส่วนอาการบาดเจ็บที่ดวงตานั้น ก็ได้รับการดูแลจากเจ้าหน้าที่รัฐ แพทย์และพยาบาลที่ให้การรักษาเป็นอย่างดี

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับจำเลยร่วมในคดีนี้อีก 5 คน คือ นายเดชพล พุทธจง, นายกำพล คำคง, นายกอบชัย หรือ อ้าย บุญปลอด, นางวริศรียา หรือ อ้อ บุญสม และนายสุริยา หรือ อ้วน ภูมิวงษ์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กลุ่มที่ว่าจ้างนายเอนก ที่แยกพิจารณาสำนวนเป็นคดีหมายเลขดำ อ.1007/2556 ซึ่งจำเลยให้การปฏิเสธสู้คดีนั้น คดีอยู่ระหว่างฎีกาโดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก จำเลยที่ 1-3 คนละ 6 ปี 8 เดือนและปรับ 66.66 บาท ส่วนจำเลยที่ 5 คงจำคุก 3 ปี 4 เดือน และให้ยกฟ้อง นางวริศรียา หรือ อ้อ จำเลยที่ 4 แต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 58 แก้เป็นว่าให้จำคุกนายเดชพล, นายกำพล, นายกอบชัย จำเลยที่ 1 -3 คนละ 4 ปี และปรับคนละ 66.66 บาท ส่วน นางวริศรียา จำเลยที่ 4 ที่ถูกยกฟ้องนั้น ก็ให้จำคุก 4 ปี และปรับคนละ 66.66 บาท นายสุริยา จำเลยที่ 5 จำคุก 2 ปี 8 เดือน แต่ปัจจุบัน นายสุริยา จำเลยที่ 5 ถูกศาลออกหมายจับ และสั่งปรับนายประกัน 500,000 บาท เพราะไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษา เชื่อว่ามีพฤติการณ์หลบหนี.

ศาลฎีกาพิพากษาแก้โทษให้จำคุก 27 ปี 6 เดือน ‘เอนก สิงขุนทด’ ที่เข็นรถผลไม้ก่อนเกิดระเบิดหลังพรรคภูมิใจไทย ก่อความวุ่นวายเมื่อปี 2553 เจ้าตัวบาดเจ็บตาบอดทั้งสองข้าง ยอมรับผิด ระบุหากย้อนเวลากลับไปได้จะไม่ร่วมก่อเหตุ... 22 ก.ค. 2559 12:29 22 ก.ค. 2559 13:18 ไทยรัฐ