วันเสาร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เตือน "ไวรัส-แบคทีเรีย" ระบาด เด็กเล็กเสี่ยง ปอดบวม

ช่วงนี้ฝนตกหนักตลอด นอกจากปัญหาเรื่องน้ำท่วมขัง การจราจร ไปจนถึงการเดินทางที่ลำบากมากขึ้นแล้ว โรคภัยไข้เจ็บก็เป็นสิ่งที่ต้องระวังเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาพอากาศชื้น ซึ่งเอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของทั้งเชื้อไวรัสและแบคทีเรีย

นพ.อำนวย กาจีนะ อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ในช่วงฤดูฝนจะมีการระบาดของเชื้อโรค ทั้งไวรัส แบคทีเรีย ซึ่งก่อให้เกิดโรคติดเชื้อต่างๆ โดยเฉพาะโรคติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดการเจ็บป่วยได้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ซึ่งที่น่ากังวลก็คือ เด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เนื่องจากในช่วงอายุหลัง 4-6 เดือนไปแล้ว ภูมิคุ้มกันโรคที่ได้รับจากแม่จะเริ่มลดลง ทำให้เด็กมีภูมิคุ้มกันต่ำ หากได้รับเชื้อก็อาจจะเกิดการเจ็บป่วยได้ง่ายกว่าปกติ

“ที่เรากังวลในช่วงนี้ มีโรคหลักๆอยู่ 2 โรค คือ ไข้หวัดใหญ่และปอดบวม ที่ตัวเลขของเด็กป่วยในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ มีจำนวนมากจนน่าตกใจ” อธิบดีกรมควบคุมโรคบอก

ที่ว่ามากจนน่าตกใจก็คือ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-4 กรกฎาคม 2559 ข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ระบุว่า พบผู้ป่วยโรคปอดบวมทั่วประเทศถึง 105,429 ราย ในจำนวนนี้ เสียชีวิต 206 ราย และผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่ 55,545 ราย เสียชีวิต 4 ราย

เมื่อเจาะลึกลงไปดูในรายละเอียด พบว่า เฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี มีผู้ป่วยโรคปอดบวมถึง 29,808 ราย โรคไข้หวัดใหญ่ 12,771 ราย....!

อธิบดีกรมควบคุมโรค ให้ข้อมูลว่า ปอดบวมเป็นอาการแทรกซ้อนจากไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ หรือโรคหัด ในเด็ก ซึ่งจะพบบ่อยในกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี เด็กน้ำหนักตัวน้อย เด็กขาดสารอาหาร โดยอาการของปอดบวมในเด็ก คือ จะมีไข้สูง ซึ่งอาการไข้อาจเกิดขึ้นก่อนหรือพร้อมกับการมีปอดบวมก็ได้ ไอมาก ไอแห้งๆ หรือไอแบบมีเสมหะ หายใจเร็วจนชายโครงบุ๋ม เวลาหายใจจะเห็นปีกจมูกบาน หอบเหนื่อย บางรายหายใจมีเสียงดัง กรณีที่มีเชื้อรุนแรง หรือไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

ส่วนไข้หวัดใหญ่นั้น คุณหมออำนวย บอกว่า ดูเหมือนจะเป็นโรคที่ไม่อันตราย แต่จริงๆแล้ว ความรุนแรงของโรคถ้าเป็นมากๆก็ไม่ต่างจากโรคติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียอื่นๆ โดยอาการของโรคจะเริ่มจากมีไข้สูง ตัวร้อน หนาว ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะที่หลัง ต้นแขน ต้นขา ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ ไอแห้งๆ ในเด็กอาจพบอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้มากกว่าผู้ใหญ่

“มีความแตกต่างอยู่เล็กน้อยในอาการของไข้หวัดและไข้หวัดใหญ่ ถ้าเป็นไข้หวัดมักพบอาการคัดจมูก จาม เจ็บคอ มากกว่าไข้หวัดใหญ่ มีพบบ้างในไข้หวัดใหญ่แต่ไม่มากนัก ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง อาการจะทุเลาลงและสามารถหายป่วยได้เองภายใน 5-7 วัน ยกเว้นบางรายที่มีภาวะแทรก ซ้อน อาจทำให้เกิดอาการรุนแรง เช่น ปอดบวม สมองอักเสบ กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ตับอักเสบ หายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้” คุณหมออำนวยอธิบาย

เพื่อเป็นการให้ความรู้กับประชาชนในการป้องกันโรคและดูแลเด็กเล็กให้ปลอดภัยจากทั้งไข้หวัดใหญ่และปอดบวม กรมควบคุมโรคได้ออกคำแนะนำในการป้องกันโรคติดเชื้อทางระบบหายใจสำหรับเด็กเล็ก เพื่อให้ประชาชนใช้เป็นแนวทางในการป้องกันโรคด้วยตนเอง ดังนี้ คือ 1.นำเด็กไปฉีดวัคซีนป้องกันโรค 2.เด็กอ่อนควรเลี้ยงด้วยนมแม่และให้เด็กรับประทานอาหารครบ 5 หมู่ หรือหากอากาศหนาวเย็นให้สวมเสื้อผ้าที่ให้ความอบอุ่น 3.หลีกเลี่ยงการสัมผัสโรค ไม่ควรคลุกคลีใกล้ชิดกับผู้ป่วย 4.ไม่นำเด็กเล็กไปในสถานที่แออัด 5.ฝึกให้เด็กล้างมือบ่อยๆ

รวมถึงดูแลบ้านเรือนให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก 6.เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี ควรเลี้ยงเองที่บ้าน 7.หากเด็กไอและหายใจลำบาก หอบ หายใจเร็ว แรง จนชายโครงบุ๋ม หายใจมีเสียงดัง ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที ทั้งนี้ เด็กอายุ 6 เดือน ถึง 2 ปี สามารถรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัด ใหญ่ได้ฟรี ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 กรกฎาคม 2559 ที่สถานบริการสาธารณสุขของรัฐทุกแห่ง

ส่วนประชาชนทั่วไป อธิบดีกรมควบคุมโรค บอกว่า ควรดูแลตนเองด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ กินอาหารปรุงสุกใหม่ให้ครบ 5 หมู่ ใช้ช้อนกลาง และหมั่นล้างมือบ่อยๆ รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เหมาะสม สวมใส่เสื้อผ้าให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ พักผ่อนให้เพียงพอ อย่าอดนอน เพราะถ้าอดนอน จะทำให้ร่างกายอ่อนแอได้ง่าย หลีกเลี่ยงการเข้าไปอยู่ในสถานที่มีคนแออัด เพื่อลดความเสี่ยงการติดเชื้อจากการไอ จาม จากผู้ป่วยที่มีเชื้อในร่างกาย หากมีไข้ให้ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัว หากไข้ไม่ลดให้รับประทานยาลดไข้ ที่สำคัญผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันเชื้อแพร่กระจายไปสู่ผู้อื่น และขอแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดเรียนอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ

คุณหมออำนวย ย้ำว่า ในกรณีของเด็กเล็ก ผู้ปกครองต้องคอยสังเกตอาการของบุตรหลานอย่างใกล้ชิด หากพบว่ามีอาการรุนแรงขึ้น เช่น เหนื่อยหอบ หรืออาการไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ขอให้ไปพบแพทย์ที่สถานพยาบาลใกล้บ้านทันที หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422.

22 ก.ค. 2559 10:52 ไทยรัฐ