วันศุกร์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐLogin
'กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา' ก้าวอย่างมั่นคงสู่ปีที่ 14

'กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา' ก้าวอย่างมั่นคงสู่ปีที่ 14

โดย วานิชหนุ่ม
23 ก.ค. 2559 05:01 น.
  • Share:

จากการมองเห็นโอกาสการเติบโตของกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่นในประเทศไทย กับการเคลื่อนไหวเล็กด้วยการนำเข้าแบรนด์แฟชั่นหรู โค้ช (Coach) จากอเมริกาเมื่อปี 2546 ที่ผ่านมากับการใช้งบประมาณลงทุนกว่า 50 ล้านบาท จนวันนี้ กลุ่มบริษัท แปซิฟิกา ได้สั่งสมประสบการณ์ ผ่านร้อนผ่านหนาวบนถนนสายธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ จนก้าวเข้าสู่ปีที่ 14 กับการเป็นผู้นำเข้าแบรนด์แฟชั่นระดับโลก 14 แบรนด์ดัง ได้แก่ โค้ช (Coach), สปอร์ตแม็กซ์ (SPORTMAX),ค็อคซิแนล (Coccinelle), แคมเปอร์ (Camper), เคนเนท โคล (Kenneth Cole), นิกซ์ (NYX), สเปอร์รี่ (Sperry), อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์ (American Eagle Out–fitters), โจส์ ยีนส์ (Joe’s Jeans), เคดส์ (Keds), เซี่ยงไฮ้ แทง (Shanghai Tang), โปร-เคดส์ (PRO-Keds), แม็กซ์ แอนด์ โค (MAX&Co.) และแบรนด์ล่าสุดในเครือที่เพิ่งนำเข้ามา คือ แม็กซ์ มาร่า (Max Mara) แฟชั่นชั้นนำจากประเทศอิตาลี

ที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกันกว่า 1,000 ล้านบาทกับเป้าหมายยอดขายในปีนี้เพิ่มขึ้นกว่า 40% หรือกว่า 1,400 ล้านบาท วันนี้ “กลุ่มบริษัทแปซิฟิกา” เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆอย่างเข้มแข็งและมั่นคง ในตลาดกลุ่มธุรกิจสินค้าแฟชั่น จึงได้มีการเปลี่ยนแปลงด้วยการปรับระบบการบริหาร รวบบริษัทในเครือย่อยทั้งสี่บริษัท ประกอบด้วย บริษัท แปซิฟิกา เอเลเมนท์ จำกัด, บริษัท จีโอ รีเทล จำกัด, บริษัท แปซิฟิกาไลฟ์สไตล์ จำกัด และบริษัท แปซิฟิกา แม็กซ์ จำกัด เข้ารวมกันอยู่ภายใต้นามกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา

พร้อมตั้งกลยุทธ์สร้างหลังบ้านให้แกร่งด้วยการมุ่งพัฒนาระบบบริการลูกค้าสัมพันธ์เพื่อให้สามารถตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มลูกค้าคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างประเทศได้อย่างตรงจุด ตรงใจมากขึ้น รวมทั้งการเร่งขยายสาขากลุ่ม แมส แบรนด์ ได้แก่ อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์-ฟิตเตอร์ แบรนด์ยีนส์ยอดนิยมอันดับหนึ่งในสหรัฐอเมริกา และนิกซ์ แบรนด์เครื่องสำอางยอดฮิตจากอเมริกา

นายโอภาส เลวิจันทร์ ประธานกรรมการบริหารกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา กล่าวว่า ในปีนี้มีแผนที่จะขยายสาขาให้ครอบคลุมหัวเมืองใหญ่ โดยเริ่มจาก อเมริกัน อีเกิ้ล เอ้าท์ฟิตเตอร์ ปัจจุบันมี 5 สาขา คาดว่าจะขยายสาขาเพิ่มเป็น 15-20 สาขา ภายในระยะเวลา 3 ปี โดยล่าสุดเปิดสาขาใหม่ที่แฟชั่น ไอส์แลนด์ และกำลังจะเปิดอีกสาขาที่เทอร์มินอล 21 ในช่วงปลายปีนี้

ในขณะที่แบรนด์เครื่องสำอางนิกซ์ นับเป็นอีกหนึ่งแบรนด์ในบริษัทที่มีอัตราการเติบโตของยอดขายสูงเป็นอันดับต้นๆ โดยเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่าของทุกปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 16 สาขา และตั้งเป้าที่จะขยายเพิ่มอีก 12 สาขา ภายในปลายปีหน้า ดังนั้นจึงเน้นการจัดอบรมพนักงานให้มีความรู้ความเข้าใจในแบรนด์ เพราะพนักงานเป็นกลไกหลักในการเข้าถึงลูกค้า เพราะการสร้างเฟิร์สอิมเพรสชั่นเป็นสิ่งสำคัญมาก อย่างเช่น พนักงานขายที่ประจำร้านนิกซ์จะต้องมีความรู้เรื่องการเมกอัพอย่างละเอียด เพื่อสามารถแนะนำลูกค้าที่ไม่เคยแต่งหน้าให้สามารถใช้เครื่องสำอางเป็น

นอกจากนี้ การบริการหลังการขายก็เป็นอีกหนึ่งจุดแข็งของบริษัท อย่างแบรนด์โค้ช มีเซอร์วิสด้านการดูแลรักษากระเป๋า และพนักงานก็สามารถให้คำแนะนำกับลูกค้าได้ ซึ่งบริการต่างๆเหล่านี้จะทำให้ลูกค้าได้มีประสบการณ์ตรงกับแบรนด์ ทั้งบรรยากาศ กลิ่น แสง การตกแต่งของร้าน และบริการที่ดีเสมือนการสร้างรอยัลตี้ ทำให้รู้สึกว่าเป็นแบรนด์ที่ใช้สำหรับตนเอง

สำหรับ ไอคอน (IKON) ร้านมัลติแบรนด์ที่รวบรวมสินค้าแฟชั่น ไลฟ์สไตล์ ของกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา อาทิ แคมเปอร์, เคดส์, สเปอร์รี่ ฯลฯ ซึ่งหลังจากเปิดมาได้ 2 ปี ก็มีการเจริญเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาสที่ผ่านมา ร้านไอคอนสามารถทำรายได้สูงถึง 10 ล้านบาท เนื่องจากร้านดังกล่าวสามารถตอบสนองไลฟ์สไตล์ของผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าแฟชั่นหลายๆแบรนด์ได้ภายในร้านเดียว ซึ่งปัจจุบันนี้มีทั้งหมด 5 สาขา และกำลังจะเปิดสาขาใหม่เพิ่มที่ศูนย์การค้า ZPELL ฟิวเจอร์พาร์ครังสิต โดยแต่ละสาขาจะมีการจัดจำหน่ายสินค้าที่แตกต่างกัน เพื่อให้เหมาะกับกลุ่มลูกค้าในพื้นที่นั้นๆ อย่างไรก็ตาม การจะขยายสาขาได้นั้นต้องคำนึงถึงสถานที่และขนาดพื้นที่ซึ่งแต่ละสาขาจะใช้พื้นที่ประมาณ 70-160 ตารางเมตร และคาดการณ์ว่าจะขยายสาขาไปตามเมืองท่องเที่ยวหลัก อาทิ เมืองพัทยา เป็นต้น

นับเป็นอีกความท้าทายในการบริหารกลุ่มบริษัท แปซิฟิกา ให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งบนเส้นทางธุรกิจนำเข้าและจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่นไลฟ์สไตล์ แบรนด์ดังระดับโลก!!


วานิชหนุ่ม
wanich@thairath.co.th 

คุณอาจสนใจข่าวนี้

คุณอาจสนใจข่าวนี้