วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"พร้อมเพย์" พร้อมกันไหม?

ทันทีที่รัฐบาลประกาศจะใช้ National e-payment หรือระบบโอนเงิน รับโอนเงินผ่านบัตรแห่งชาติ ที่เรียกกันว่าระบบ “พร้อมเพย์”

ยังดีใจว่าบ้านเรากำลังเดินไปตามกระแสโลก ที่มุ่งไปสู่โลกแห่ง Digital Economy ลดการใช้ธนบัตรลง ถึงขั้นที่สวีเดนกล้าประกาศจะยกเลิกการใช้ธนบัตรทั้งหมดในอนาคตอันใกล้

แต่พอได้อ่านข้อคิดของขาประจำทั่นนายกฯ อย่างคุณพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน ในเรื่อง “พร้อมเพย์” แล้วก็กระตุกความคิดให้อดเป็นห่วงไม่ได้

โดยเฉพาะกับระบบความปลอดภัย เพราะแม้แต่สหรัฐอเมริกาที่มีระบบป้องกันที่ไฮเทคสุดๆ ยังโดนแฮกกันอยู่ตลอด นับประสาอะไรกับเทคโนโลยีของบ้านเรา

แม้รัฐบาลระบุว่าจะนำบริษัทระดับโลกเข้ามาดำเนินการ แต่มีใครมั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวที่เข้าไปอยู่ในระบบพร้อมเพย์ จะไม่ถูกล้วงตับ แถมรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังไม่กล้ารับประกันความเสียหายอีก

คนก็เลยรู้สึกหนาวๆร้อนๆ กลัวเงินในบัญชีจะถูกเจาะ

ที่สำคัญการที่รัฐบาลเริ่มต้นเรื่องนี้ ด้วยการขู่จะเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นร้อยละ 10 กับผู้ที่ไม่ยอมเข้าระบบ และยังคงเก็บที่ร้อยละ 7 ตามเดิมกับผู้ที่เข้าสู่ระบบ

ยิ่งทำให้หลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมต้องรีบกันขนาดนั้น

คิดกันไปเลยเถิด หรือต้องการจะตรวจสอบการเงินของประชาชนมากกว่า

ขนาดคุณบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ยังออกมาคัดค้านหัวชนฝา แถมประกาศด้วยว่าถ้าไม่ออกกฎหมายมาบังคับ ให้ตายก็จะไม่ยอมเข้าสู่ระบบพร้อมเพย์เด็ดขาด

จึงเป็นข้อสงสัยว่าข้อมูลสำคัญส่วนตัว จะยังคงความเป็นส่วนตัวแค่ไหน จะมาอีหรอบเดียวกับซิงเกิลเกตเวย์ ที่ดูเหมือนรัฐบาลยังไม่ล้มเลิกความคิดไปง่ายๆ

และอีกปมที่ค้างคาใจพวกมนุษย์เงินเดือน กับการขายข้อมูลลูกค้าให้กับธุรกิจบัตรเครดิต ประกัน หรือกลุ่มธุรกิจการเงิน ที่ทำกันเป็นล่ำเป็นสัน

ไม่นับถึงความหวาดระแวงว่าจะมีอะไรซ่อนกลอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ สนช. อีกหรือไม่

ถ้ายังจำกันได้ช่วงที่ถก พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ ทั้ง คสช.และรัฐบาล ต่างยืนยันว่าจะไม่นำมาใช้ไล่ล่ากลุ่มต้าน แต่จากการบังคับใช้ที่ผ่านมา คงได้เห็นฤทธิ์เดชกันแล้ว โดยเฉพาะเมื่อนำมาผนวกใช้กับมาตรา 44 และ ม.112

เล่นเอาฝ่ายตรงข้ามขนพองสยองเกล้าตามๆกัน

ล่าสุดยังใช้อำนาจตามมาตรา 44 อนุญาตให้ กสทช. และ กสท สามารถปิดสื่อได้ ยิ่งทำให้เสรีภาพสื่อลดลงไปอีก ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นประชาชนโดยทั่วไป

รัฐบาลคงต้องเคลียร์ให้โปร่งใสกว่านี้ หรืออาจต้องออกกฎหมายความเป็นส่วนตัวออกมา เพื่อให้ความคุ้มครองผู้ที่จะเข้าสู่ระบบ ให้ประชาชนได้มั่นใจมากขึ้น

จากเจตนารมณ์ที่ดี อย่าให้กลายเป็นผลร้ายกับประชาชนตาดำๆไป.


เพลิงสุริยะ

22 ก.ค. 2559 10:32 22 ก.ค. 2559 10:32 ไทยรัฐ