วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โรงเรียนไทยรัฐวิทยา สอนวิชาชีพสื่อดีเด่น

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ บอกว่า ปรัชญาการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน “เน้นการคิดวิเคราะห์ ริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้และคิดประยุกต์ นอกจากนั้นยังต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีคุณลักษณะชีวิตที่ดี เอื้อต่อการดำรงชีวิตส่วนตัว และการพัฒนาประเทศ”

ปรัชญาการศึกษานี้ สอดคล้องกับวิชาสื่อมวลชนศึกษา ในโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทุกประการ

เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2559 ที่ผ่านมา พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ เป็นประธานกล่าวเปิดงานสัมมนาผู้บริหารโรงเรียนไทยรัฐวิทยาทั่วประเทศจำนวน 101 โรง ที่โรงแรมเชียงใหม่พลาซ่า จ.เชียงใหม่ โอกาสนี้มีโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 4 แห่งได้รับโล่รางวัลชนะเลิศ โรงเรียนจัดการเรียนการสอนสื่อมวลชนดีเด่น ประจำปี พ.ศ.2558

คือ 1.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 5 วัดตลิ่งต่ำ จ.อุตรดิตถ์ 2.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 51 บ้านโคกกว้าง จ.บึงกาฬ 3.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 75 เฉลิมพระเกียรติ กรุงเทพมหานคร และ 4.โรงเรียนไทยรัฐวิทยา 77
บ้านเนินสันติ จ.ชุมพร

การเรียนการสอนวิชา “สื่อมวลชนศึกษา” แต่ละโรงเรียนทำอย่างไร เด็กถึงจะมีความรู้เป็นอย่างดี และสอนอย่างไรถึงจะมีความโดดเด่น คุณครูศรีเรือน ยิ้มศรีเจริญกิจ ครูผู้สอนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 5 ต.ทุ่งยั้ง อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ บอกว่า ขั้นแรกเลยเมื่อได้หลักสูตรสื่อมวลชนศึกษามา ผู้บริหารได้เรียกประชุมครูผู้สอนทุกระดับชั้น ตั้งแต่ระดับปฐมวัยจนถึงมัธยม เพื่อชี้แจงและทำความเข้าใจในหลักสูตรก่อน

หลัง “ครูศึกษาเอกสาร ดูความยากง่ายตามหลักสูตรที่มูลนิธิไทยรัฐให้มาแล้ว เราก็มานั่งประชุมกันว่า อะไรบ้างที่เราไม่เข้าใจ และจะเอาสื่อตรงไหนมาใช้ ถ้าหายากเราก็จัดทำขึ้นมาใหม่ เสร็จแล้วก็ทำหนังสือเสนอให้ผู้บริหารอนุมัติ”

เมื่อนำเอาหลักสูตรสื่อมวลชนศึกษาเข้าสอนจะกระทบต่อวิชาอื่นๆ หรือไม่ อย่างไรนั้น ครูศรีเรือนตอบว่า “ไม่กระทบ เพราะว่าระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 เราใช้สอนแบบบูรณาการกับทุกสาระวิชา ส่วนระดับมัธยมเราใช้ในวิชาสาระเพิ่มเติม ให้เด็กเรียนวิชานี้เฉพาะเลย สัปดาห์ละ 2 ชม.”

รายละเอียดในการเรียนแต่ละระดับชั้นคือ ชั้นปฐมวัย “เราให้เรียนรู้จากสื่อหนังสือพิมพ์ ให้เด็กเล็กๆเอาหัวหนังสือพิมพ์มาขีดเส้น
ตามตัวอักษร ให้รู้จักอักษร ก. ข. ให้ตัดอักษรตามชื่อของตัวเองจากหนังสือพิมพ์มาแปะเรียงเป็นชื่อตัวเอง กิจกรรมเหล่านี้ เด็กๆจะสนุกสนานเหมือนเล่นไปเรียนไป ได้ความรู้โดยที่ครูไม่ต้องยัดเยียด”

ชั้น ป.1–3 “เราให้ทำหนังสือพิมพ์ ‘น้องน้อยเขียนข่าว’ ฝึกเด็กๆ ให้เขียนข่าวโดยใช้หลัก ‘5W 1H’ นั่นคือ Who ใคร-คือบุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับข่าว What-เกิดอะไรขึ้น Where ที่ไหน-การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆเกิดขึ้นที่ไหน When เมื่อไร-การกระทำหรือเหตุการณ์นั้นๆ เกิดขึ้นวัน เวลาใด Why ทำไม-ทำไมเหตุการณ์นั้นจึงเกิด และ How อย่างไร-เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร”

ชั้น ป.4–6 “เราให้ทำหนังสือพิมพ์เสมือน ให้เด็กวิเคราะห์หนังสือพิมพ์ที่ให้มาว่าเป็นข่าวอะไร อาจเป็นข่าวเศรษฐกิจ การศึกษา กีฬา บันเทิง ให้เขาอ่าน ให้รู้จักข่าวเหล่านี้ แล้วเอามาเล่าว่าอ่านข่าวอะไรมา อยู่ตรงไหน แล้วให้สรุปข่าวออกมาเป็นภาพการ์ตูน”

ชั้น ม.1–3 “ระดับนี้ เรียนสัปดาห์ละ 2 ชม. ให้เด็กทำหนังสือพิมพ์ผนัง ขนาดเอสี่ แต่ละเอียดขึ้น เด็กๆจะไปสัมภาษณ์มาเขียน ระดับมัธยมนี้ ม.1 ให้เริ่มรู้จักโปรย ม.2 หนังสือพิมพ์จะมี 2 แผ่น ข่าวจะมากขึ้นรายละเอียดมากขึ้น ม.3 ให้ทำหนังสือพิมพ์ขนาดเอ 3 โดยใช้มือ ผลพวงต่อมาก็คือเด็กที่รักทางด้านนี้จะอาสาเข้ามาทำหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนชื่อ ไทยรัฐสวัสดี ซึ่งมีขนาดเอ 4 จำนวน 8 แผ่น”

เมื่อทำหนังสือพิมพ์เสร็จ นอกจากอ่านกันในโรงเรียนแล้ว “เราจำหน่ายไปตามหน่วยงานต่างๆในเขตการศึกษา เทศบาล ที่อ่านหนังสือพิมพ์ประจำหมู่บ้าน เด็กๆได้เงินมาก็เก็บไว้เป็นกองทุนในการทำกิจกรรมต่อไป”

นอกจากความสนุกสนาน และเด็กๆได้ออกไปเรียนนอกห้องแล้ว เด็กจะได้อะไรกับวิชานี้อีก คุณครูศรีเรือนบอกว่า “เด็กได้พัฒนาการคิด การเขียน การอ่าน การวิเคราะห์ ได้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการใช้ภาษาไทย แล้วยังเป็นการฝึกวินัยด้วย เพราะหนังสือพิมพ์ต้องออกตรงเวลา ถ้าถึงกำหนดแล้วไม่ได้ออก เด็กก็เหมือนไม่มีวินัย ไม่มีความรับผิดชอบ การทำหนังสือพิมพ์ทำให้เด็กได้รู้จักหน้าที่ของตัวเอง และยังได้ภูมิใจในผลงานที่นำไปจำหน่าย และเผยแพร่ออกไป”

ผลงานที่เผยแพร่ออกไป “เป็นที่รู้จัก ส่งผลให้หน่วยงานต่างๆเข้ามาช่วยเหลือ อย่างพัฒนากร เทศบาลตำบลท่าเสด็จ บอกว่า ถ้าขาดอุปกรณ์ก็ให้ทำโครงการของบประมาณเสนอเข้าไป ท่านนายกฯเองก็เห็นด้วย ท่านบอกว่า ถ้าเป็นเรื่องพัฒนาเยาวชนท่านเห็นด้วย ในส่วนของผู้ปกครองเขาก็เห็นว่าลูกหลานเขามีลายมือดีขึ้น กล้าแสดงออก กลับไปบ้านไประบายสีก็ไม่ไปเที่ยวเตร่ นี่ก็เป็นผลพลอยได้”

เมื่อถามถึงการเตรียมรับสื่อยุคใหม่ คุณครูบอกว่า “เราบอกกับเด็กเสมอว่า หนังสือพิมพ์สำหรับโลกยุคนี้อาจจะช้าไปนิดหนึ่ง แต่ไม่เป็นไร เพราะการฝึกเขียน ฝึกทำหนังสือพิมพ์ จะทำให้เด็กรู้จักวิเคราะห์ มีวิจารณญาณในการอ่านข่าว อ่านสื่อ รู้เท่าทันสื่อ หลักการเหล่านี้ ใช้ได้กับสื่ออื่นๆในโลกออนไลน์ทั้งหมด เราสามารถนำหลักการเหล่านี้ไปจับว่า ข่าวสารที่ออกมานั้นมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ มากน้อยแค่ไหน เพราะเราผ่านการทำมาแล้ว รู้ขั้นตอนมาแล้ว”

ครูอยากจะบอกกับโรงเรียนอื่นๆว่า “การสอนสื่อมวลชนศึกษาไม่ได้สร้างปัญหาให้กับโรงเรียน การนำเข้าไปสอนก็เท่ากับเอาพื้นฐานภาษาไทยมาพัฒนาต่อให้เด็กได้สนุกสนาน เด็กๆได้ออกไปเรียนนอกห้อง ได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ ได้พัฒนาตนเอง กล้าแสดงออก”

แต่ “โรงเรียนไหนอยากจะจัดสอนวิชาสื่อมวลชน ต้องคุยกันก่อนว่า จัดตารางเรียนได้หรือไม่ ทำอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ในระดับประถมเราอาจเอาไปใช้ในชั่วโมงลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ส่วนระดับมัธยมก็มีวิชาสาระเพิ่มเติม เราบรรจุเข้าไปได้เลย”

ครูศรีเรือนยืนยันว่า วิชาสื่อมวลชนศึกษาในโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เมื่อเด็กเรียนจบแล้วนำไปต่อยอดได้ “เด็กที่ไปเรียนต่อ เขาจะมีทักษะด้านภาษาไทยดี กล้าแสดงออก ส่วนใหญ่จะได้เป็นผู้นำ เป็นหัวหน้าชั้น เขาจะทำคะแนนเหล่านี้ได้ดี เท่าที่ทราบมาประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ได้เป็นหัวหน้าห้อง เพราะกล้าแสดงออกกว่าคนอื่นๆ แม้ว่าจะอยู่ที่โรงเรียนของเราเป็นเด็กหลังห้องก็ตาม” และนอกจากคุณภาพของเด็กที่เพิ่มขึ้นแล้ว “ค่าระดับคะแนนโอเน็ตของโรงเรียนก็สูงขึ้นด้วย” เพราะว่า “เด็กๆ ได้ฝึกคิด อ่าน จับใจความ วิเคราะห์ เท่ากับเราได้ฝึกทักษะเหล่านี้อย่างต่อเนื่องทุกระดับชั้น กลายเป็นผลพลอยได้ที่สอดคล้องกับการสอบโอเน็ตพอดี”

เด็กหญิงศิรินภา ศิริพรม นักเรียนชั้น ม.2 บอกว่า การทำหนังสือพิมพ์ เท่ากับได้ฝึกคิด เขียน ระบายสีและหลักการเขียน “5W 1H” เป็นการฝึกคิดอย่างสร้างสรรค์ ฝึกสมอง ได้ทำมาหลายปีแล้ว รู้สึกสนุกกับการทำข่าว และโตขึ้นก็อยากเป็นนักข่าว ขณะที่เด็กหญิงพิชชาพร เอี่ยว–บัวขาว นักเรียนชั้น ม.3 บอกว่า การเรียนวิชาสื่อมวลชนศึกษา นอกจากมีผลดีดังที่เพื่อนบอกมาแล้ว ยังฝึกให้เป็นคนกล้าแสดงออกอีกด้วย

ส่วนเด็กที่จบไปแล้วนำความรู้ไปใช้อย่างไร น.ส.วันเพ็ญ แหยมตั้ง อายุ 24 ปี อดีตนักเรียนโรงเรียนไทยรัฐ 5 บอกว่า ได้ความรู้จากการทำหนังสือพิมพ์ไปวิเคราะห์เรื่องราวต่างๆ ทำให้ได้ประสบการณ์คิดวิเคราะห์ ไปมากกว่าคนอื่นๆ สมัยเรียนอยู่เคยเรียงความวันแม่ได้ที่ 1

“แม้วันนี้จบปริญญาตรีแล้ว แต่ความรู้พื้นฐานที่ได้เรียนมาจากสื่อมวลชนศึกษาก็นำไปประยุกต์ในการทำงานได้” น.ส.วันเพ็ญยืนยัน.

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ บอกว่า ปรัชญาการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียน “เน้นการคิดวิเคราะห์ ริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่เรียนรู้และคิดประยุกต์ นอกจากนั้นยังต้องมุ่งเน้นให้ผู้เรียน 22 ก.ค. 2559 10:18 ไทยรัฐ