วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เผา 'บัญชีรายชื่อ' ประชามติ ป่วนทั้งอีสาน-ใต้

ตำรวจสตูล-ขอนแก่นพล่าน ส่วนที่เมืองกาญจน์ฉกทั้งปึก กกต.ลักไก่ไม่ส่งรธน.ไปบ้าน

ป่วนประชามติ เผาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงในพื้นที่ขอนแก่น-สตูล เหลือแต่ซากให้เจ้าหน้าที่มาพิสูจน์หลักฐาน ส่วนที่กาญจนบุรี หนุ่มควบมอเตอร์ไซค์ฉกรายชื่อไปหน้าตาเฉย ยังไม่ชัดโยงการเมืองหรือวัยรุ่นคึกคะนอง นายกฯสั่ง ผบ.ทบ.คุมเข้มสถานการณ์ช่วงโค้งสุดท้าย ยันไม่มีอะไรน่าห่วง กระซิบ กกต.พิจารณาข้อเรียกร้องเปิดพื้นที่แสดงความเห็นแล้ว “บิ๊กป้อม” เผยสั่ง มท.-กกต.เปิดเวทีดีเบต รธน.ทุกจังหวัด เอากันให้เต็มที่ ยันประชามติ 7 ส.ค.ไม่มีเลื่อน ด้าน กกต.วอนอย่าปั่นป่วนทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติ ชี้อาจยิ่งทำให้การเลือกตั้งล่าช้า “มีชัย” ครวญวิชามารยังตามหลอกหลอน บิดเบือนยกเลิกเบี้ยยังชีพ บัตรทอง แถมจะยุบ อบต. ย้ำไม่เอาด้วยเวทีดีเบต ชี้สายเกินไปแล้ว หวั่นเป็นเวทีปะทะฝีปากทะเลาะกัน พีซทีวีไม่รอด กสทช.ลงดาบสั่งปิด 30 วัน

โค้งสุดท้ายก่อนลงประชามติ 7 ส.ค.2559 เกิดเหตุการณ์ทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติในหลายพื้นที่ หลังจากก่อนหน้านี้ที่ จ.กำแพงเพชร เด็กนักเรียนหญิง ป.2 ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ล่าสุดมีการเผาทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติในพื้นที่ จ.ขอนแก่น และสตูล ส่วนที่ จ.กาญจนบุรี เป็นการโจรกรรม

เผาบัญชีหน่วยออกเสียงที่ขอนแก่น

เมื่อวันที่ 21 ก.ค. เวลา 10.00 น. ที่ จ.ขอนแก่น ร.ต.อ.ขัตติยะ พลดงนอก รอง สว. (สอบสวน) สภ. ชุมแพ จ.ขอนแก่น รับแจ้งจากนางจันโท พิมพ์แก้ว อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 304 หมู่ 10 บ้านใหม่–สามัคคี ต.ไชยสอ อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น ประธานชุมชนใหม่สามัคคีในเขตเทศบาลเมืองชุมแพ ว่า บัญชีแต่งตั้งหน่วยออกเสียงประชามติ หรือ (อส.4) กับบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียง (อส.6) ที่ติดไว้บนป้ายกระดานไม้อัดบริเวณศาลาอเนกประสงค์ SML ถูกดึงออกและมีร่องรอยถูกเผาที่พื้นปูนซีเมนต์ หลังรับแจ้งจึงพร้อมด้วยนายพันธ์เทพ เสาโกศล นายอำเภอชุมแพ ในฐานะประธานอนุกรรมการออกเสียงประชามติอำเภอชุมแพ พ.ต.อ.วิทยา ทอง–เหลา รอง ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น พ.ต.อ.สราวุธ ฉ่ำผิว ผกก.สภ.ชุมแพ พ.ต.ท.เทวฤทธิ์ บูรณรักษ์ รอง ผกก.สส. พร้อมชุดสืบสวน รุดไปตรวจสอบ พบร่องรอยบัญชีรายชื่อดังกล่าวถูกเผาทิ้ง ทราบว่าบัญชีแต่งตั้งหน่วยออกเสียงลงประชามติหน่วยที่ 36 ในเขตเทศบาลเมืองชุมแพ จำนวน 4 แผ่น ถูกเผาเกลี้ยง ส่วนบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงมีทั้งหมด 44 ใบ ถูกเผาเสียหายไป 4 แผ่น หลังเกิดเหตุจึงประสานไปยัง จนท.วิทยาการศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 4 ขอนแก่น ให้มาเก็บหลักฐาน

เกิดยามวิกาลสาเหตุยังไม่แน่ชัด

จากการสอบสวนเบื้องต้นทราบว่า ศาลาอเนกประสงค์ที่เกิดเหตุ เป็นสถานที่สาธารณะมีการจัดประชุมและเป็นศูนย์การเรียนของ กศน.ตำบล ก่อนเกิดเหตุช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม บัญชีรายชื่อ ดังกล่าวยังปิดไว้บนป้ายกระดานเป็นปกติ คาดว่าเหตุเกิดช่วงกลางดึก ด้าน พ.ต.อ.วิทยา ทองเหลา รอง ผบก.ภ.จ.ขอนแก่น กล่าวว่า เหตุที่เกิดขึ้นยังไม่ทราบว่าเป็นฝีมือของใคร ผู้ก่อเหตุจะมุ่งหวังผลในประเด็นการเมือง หรือว่าเป็นฝีมือของวัยรุ่นที่คึกคะนอง เบื้องต้นรายงานให้ผู้บังคับบัญชาในระดับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และตำรวจภูธรภาค 4 ทราบแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจจะได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดตามสถานที่ใกล้เคียงที่เกิดเหตุ เพื่อติดตามผู้ก่อเหตุรายนี้ต่อไป

อีกจุดเผาที่สตูลรายชื่อหาย 500 คน

ที่ จ.สตูล เมื่อเวลา 15.00 น. ร.ต.อ.ลัทธวิทย์ แคยิหวา รอง สว. (สอบสวน) สภ.เมืองสตูล รับแจ้ง คนร้ายฉีกรายชื่อประกาศผู้มีสิทธิลงประชามติ ที่ ร.ร.บ้านบันนังปุเลา หมู่ที่ 4 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมืองสตูล จึงรายงานผู้บังคับบัญชา ก่อนประสาน พล.ต.ต.ทัตธงสักก์ ภู่พันธัชสีห์ ผบก.ภ.จ.สตูล พ.ต.ท.เลียบ พร้อมจันทร์ รอง ผกก.ป.สภ.เมืองสตูล รรท.ผกก.สภ.เมืองสตูล พ.ต.ท.อนุชัย สวยงาม สว.สส.สภ.เมืองสตูล พ.ต.ต.ถาวร ทิพวารี สวป.สภ.เมืองสตูล และกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบที่บริเวณหน้าห้องชั้นประถมปีที่ 5 ของโรงเรียนดังกล่าว มีการติดประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิลงประชามติของหน่วยเลือกตั้งที่ 5 และหน่วยเลือกตั้งที่ 6 ต.เจ๊ะบิลัง อ.เมืองสตูล ปรากฏว่าเอกสารรายชื่อของหน่วยเลือกเลือกตั้งที่ 5 บางส่วนถูกดึงหายไป รายชื่อ หายไปประมาณ 500 คน ขณะเดียวกัน ตรวจพบที่บนพื้นสนามหญ้าหน้าห้องเรียนดังกล่าว มีร่องรอยการเผาเอกสารบัญชีรายชื่อดังกล่าว ยังคงมีเศษกระดาษบัญชีรายชื่อดังกล่าวตกเกลื่อน เจ้าหน้าที่เก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อสืบสวนหาผู้กระทำผิดต่อไป เบื้องต้นต้องพิจารณาว่า สาเหตุจากความคึกคะนอง หรือมาจากเรื่องการเมือง สำหรับฐานความผิดนี้มี 2 ประเด็น คือขัดขวางลงประชามติ หรือเอาไปซึ่งเอกสาร ผิดอาญา เจ้าหน้าที่จะได้สืบสวนสอบสวนจับกุมต่อไป

หนุ่มขี่ จยย.ขโมยบัญชีเมืองกาญจน์

อีกจุดหนึ่ง เวลา 11.00 น. ที่ จ.กาญจนบุรี นายสุวัฒนา ม่วงหวาน ปลัดอำเภอฝ่ายความมั่นคง อำเภอเมืองกาญจนบุรี พร้อม ร.อ.คมสัน ณัฐฐานันดร หน.ชุด ชป.รส.ร.9 พัน. 1 พ.ต.ต.อุทัย อินทรักษ์ สวป.สภ.เมืองกาญจนบุรี พร้อมทหาร ตำรวจ อส. เดินทางไปตรวจสอบเอกสารบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ที่ติดอยู่บนกระดานติดแผ่นประกาศ ในศาลาหน่วยเลือกตั้งที่ 20 บ้านพุรางนิมิต หมู่ 11 ต.ปากแพรก อ. เมือง จ.กาญจนบุรี หลังทราบว่าเอกสารบัญชีรายชื่อหายไป จากนั้นนายบุญญะพัฒน์ จันทรอุไร รอง ผวจ.กาญจนบุรี พร้อมนางสาววิชุดา เมฆานุวงศ์ ผอ.กกต.จ.กาญจนบุรี และเจ้าหน้าที่ กกต.กาญจนบุรี เดินทางมาสมทบ จากการตรวจสอบที่หน้าศาลาและภายในห้องเก็บของซึ่งมีกล้องวงจรปิดสามารถบันทึกภาพว่าเวลาประมาณ 13.25 น. วันที่ 20 ก.ค. 59 พบภาพผู้ต้องสงสัยเป็นผู้ชายใส่เสื้อสีชมพู กางเกงขาสั้นสีน้ำเงิน รองเท้าผ้าใบสีดำ ขี่รถจักรยานยนต์ยี่ห้อ ยามาฮ่า สปร์าค สีแดง หมายเลขทะเบียน ขษง 495 กาญจนบุรี เข้าไปจอดในศาลา ก่อนเดินไปแกะบัญชีรายชื่อเดินกลับมาใส่ตะกร้าหน้ารถแล้วขับขี่รถออกจากศาลาไป

ย้าย ผกก.ขาณุฯเพราะไม่รายงาน

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่พบความเคลื่อนไหวที่ผิดกฎหมายก่อนการลงเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2559 ช่วงโค้งสุดท้ายของการออกเสียงประชามติ ได้กำชับให้ตำรวจทุกพื้นที่เฝ้าระวังการกระทำผิดในพื้นที่ต่างๆ อย่างใกล้ชิดมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ก่อนหน้านี้จะมีการตั้งศูนย์ปราบโกง หากพบมีการกระทำความผิด จะต้องดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดทุกกรณี พร้อมเน้นย้ำไม่ให้ข้าราชการตำรวจเข้าไปมีส่วนสนับสนุนชี้นำการออกเสียงเด็ดขาด หากพบก็ต้องถูกดำเนินคดีอาญาด้วยเช่นกัน ส่วนการโยกย้าย พ.ต.อ.อิทธิ ชำนาญหมอ ผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร ไปปฏิบัติราชการที่ศปก.บช.ภ.6 เนื่องจากไม่มีการรายงานเหตุเด็กนักเรียนหญิง ป. 2 ในพื้นที่ (โรงเรียนวชิรสารศึกษา จ.กำแพงเพชร) 2 คน ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงประชามติ ที่ปิดประกาศไว้ภายในโรงเรียน ให้ผู้บังคับบัญชาทราบภายใน 24 ชั่วโมง ถือว่าบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ แม้ส่วนตัวเห็นว่า เป็นเรื่องรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเด็ก แต่เมื่อเข้าข่ายข้อกฎหมายทำให้เสียทรัพย์แล้ว ผู้ปฏิบัติงานก็ต้องแจ้งข้อมูลให้ผู้บังคับบัญชาทราบ

“บิ๊กตู่” สั่ง “บิ๊กหมู” คุมเข้มสถานการณ์

เมื่อเวลา 08.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.เดินทางเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เป็นเวลา 1 ชั่วโมง เพื่อรายงานสถานการณ์การเมืองช่วงที่ผ่านมา ทั้งนี้นายกฯได้แสดงความเป็นห่วงการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆในช่วงเข้าสู่โค้งสุดท้ายการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ กำชับให้ ผบ.ทบ.เพิ่มการเฝ้าระวังป้องกันและระงับเหตุอย่างเข้มงวด นอกจากนี้ยังได้หารือถึงการหายตัวไปของนายอิทธิพล สุขแป้น หรือดีเจเบียร์ แกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 โดยมีกระแสข่าวหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และจับกุมตัวไว้ได้แล้ว

ชื่นชมเด็กไทยคว้าแชมป์หุ่นยนต์กู้ภัย

จากนั้นเวลา 10.00 น. นายธีรวุฒิ บุณยโสภณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ นำคณะนักศึกษาและอาจารย์ที่ชนะเลิศได้แชมป์โลกในการแข่งขันหุ่นยนต์กู้ภัยชิงแชมป์โลก ที่เมืองไลพ์ซิก ประเทศเยอรมนี เข้าเยี่ยมคารวะ โดยนายกฯกล่าวแสดงความยินดีว่า ขอชื่นชมเยาวชนที่สามารถนำผลงานไปใช้ในภาคอุตสาหกรรม และงานด้านความมั่นคง ทั้งการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด ได้รับรางวัลต่อเนื่องหลายปี ขอให้นำสิ่งประดิษฐ์ไปทดสอบมาตรฐาน ให้ผ่านการรับรอง เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในอนาคตต่อไป และช่วยพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ให้สอดคล้องกับการพัฒนาประเทศ ไปสู่ความทันสมัย ไทยแลนด์ 4.0 ที่ผ่านมามีแต่การพัฒนาในสิ่งที่จับต้องไม่ได้ และขอชื่นชมสถาบันการศึกษาที่ผลิตบุคลากรที่มีคุณภาพ

ไม่ห่วงโค้งสุดท้ายประชามติ

ต่อมาเวลา 13.50 น. พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ผบ.ทบ.เข้าหารือในช่วงเช้าว่า ผบ.ทบ.ได้รายงานความก้าวหน้าในการทำงาน และสถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ เพราะตนต้องเตรียมลงพื้นที่ จ.นราธิวาส วันที่ 25 ก.ค.นี้ ไม่มีเรื่องอื่น เพราะวันนี้สถานการณ์บ้านเมืองปกติ ส่วนโค้งสุดท้ายก่อนวันออกเสียงประชามติ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง เมื่อถามถึงกรณีนักวิชาการ นักการเมือง ร่วมลงชื่อกลุ่มเครือข่ายพลเมืองผู้ห่วงใย เรียกร้องเปิดพื้นที่แสดงความคิดเห็นร่างรัฐธรรมนูญ นายกฯตอบว่า สั่ง กกต.พิจารณาแล้ว รอฟังแล้วกัน แต่ต้องไม่ใช่เปิดเวทีแล้วตีกัน พูดจาบิดเบือน ถ้าอย่างนั้นไม่ให้ ส่วนที่เรียกร้องความชัดเจนหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามตินั้น “ผมไม่รู้ ไม่อยากให้คำพูดของผมถูกเก็บไปพิจารณาว่าจะให้รัฐธรรมนูญผ่านหรือไม่ผ่าน” เมื่อถามว่า หากไม่ผ่านจะให้มีสภาร่างรัฐ– ธรรมนูญเหมือนปี 40 หรือไม่ นายกฯตอบว่าอย่ามาบังคับ ตนรู้ว่าอะไรควรไม่ควร

ลั่นอยู่จนกว่ามีรัฐธรรมนูญใหม่

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนหวั่นไหวภายหลัง นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช.ออกมาทำนายจะไม่มีการเลือกตั้งในปี 60 พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ผมเป็นคนที่ทำให้มีการเลือกตั้ง ให้มีการร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่โหรวารินทร์ทำ” ตนพยายามทำให้ทุกกลุ่มได้ในสิ่งที่ควรจะได้เป็นพื้นฐานก่อน วันข้างหน้าต้องไปว่าเอากับพวกนักการเมืองที่จะเข้ามา ตนไม่ได้รังเกียจเขา ไม่เคยไปต่อว่านักการเมืองเลย แค่พูดถึงคนที่ไม่ดีเท่านั้น เมื่อถามว่า มองการเคลื่อนไหวขณะนี้มีขบวนการอยู่เบื้องหลังหรือไม่ นายกฯตอบว่า ปัดโธ่! คำถามนี้ไม่ต้องมาถาม เมื่อซักว่า การลงประชามติครั้งนี้สามารถสะท้อนว่าประชาชนเอาหรือไม่เอา คสช.แล้ว นายกฯตอบว่า ไม่เกี่ยว จะเอาหรือไม่เอา ตนก็อยู่จนกว่าจะมีรัฐธรรม– นูญใหม่ ไม่เช่นนั้นมันก็เลือกตั้งไม่ได้ “ถ้าประชามติไม่ผ่านจะให้ผมรับผิดชอบ มันไม่ใช่เพราะผมไม่ได้เป็นคนร่าง แต่เป็นคนรับผิดชอบที่จะต้องทำใหม่”

“บิ๊กป้อม” สั่งเปิดเวทีดีเบตทั่วประเทศ

เมื่อเวลา 11.00 น. ที่อาคารรับรองเกษะโกมล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม กล่าวถึงกรณีเครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย จัดทำแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ขอให้เกิดกระบวนการที่โปร่งใส สุจริต และเที่ยงธรรม ทุกฝ่ายได้ใช้สิทธิเสรีภาพอย่างสร้างสรรค์ มีส่วนร่วมในการถกแถลงด้วยข้อมูลที่ถูกต้องตามกรอบของกฎหมาย ว่า ได้บอกกับผู้ว่าราชการจังหวัดและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้เปิดเวทีทุกพื้นที่และทุกจังหวัด สามารถดีเบตพูดคุยเรื่องร่างรัฐธรรมนูญได้ เพื่อให้เกิดความชัดเจน โดยมีเจ้าหน้าที่ของ กกต.ดูแลทุกพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด ส่วนที่ทางเครือข่ายดังกล่าวต้องการให้ คสช.และรัฐบาลมีความชัดเจนว่าถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติจะดำเนินการอย่างไรต่อไปนั้น ขณะนี้รัฐบาลและ คสช.กำลังดูอยู่ ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านการทำประชามติจะต้องแก้ไขรายละเอียดอย่างไร เรื่องนี้ต้องมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูรายละเอียดเพื่อแก้ไขปัญหาต่อไป

ยันไม่เลื่อนแน่วันลงประชามติ

เมื่อถามถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกลุ่มคนที่จัดส่งจดหมายเอกสารร่างรัฐธรรมนูญปลอมในพื้นที่ จ.เชียงใหม่และลำปาง พล.อ.ประวิตรตอบว่า เจ้าหน้าที่กำลังดำเนินการ ส่วนที่มีข้อกังวลเรื่องการใส่เลขบัตรประชาชนในเว็บไซต์ของกระทรวงมหาดไทยจะไม่ปลอดภัยและกลัวถูกแฮกข้อมูลนั้น กระทรวงมหาดไทยโดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย รับทราบเรื่องนี้และดูแลอยู่ เมื่อถามถึงข้อกังวลว่าอาจจะมีการเลื่อนวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค.นี้ออกไปก่อน พล.อ.ประวิตรตอบว่า ยืนยันว่าไม่มีการเลื่อน ต่อข้อถามถึงกรณีที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหร คมช. ระบุว่าช่วงการออกเสียงประชามติจะราบรื่น แต่สถานการณ์อาจคลาดเคลื่อน ทำให้รัฐบาลต้องอยู่ยาว พล.อ.ประวิตรตอบว่า เป็นเหตุการณ์ข้างหน้า ตนไม่คุยด้วย และไม่เห็นข่าวของโหรวารินทร์

กกต.จัดประชุมรองรับประชามติ

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่โรงแรมคลาสสิค คามิโอ ระยอง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดประชุมเชิงปฏิบัติการคณะอนุกรรมการวินิจฉัยคำร้องและปัญหาหรือข้อโต้แย้ง เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบกระบวนการสืบสวนสอบสวนและวินิจฉัยของสำนักงาน กกต. โดยนายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.กล่าวมอบนโยบายตอนหนึ่งว่า คณะอนุกรรมการฯก็ต้องศึกษากฎหมาย ระเบียบที่เกี่ยวข้องไว้เสมอเพื่อเตรียมความพร้อมรับมืออยู่ตลอดเวลา ขณะนี้เหลือเวลาอีกเพียงแค่ 16 วันจะถึงวันออกเสียงประชามติ ขอให้ติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด จะดูแค่โทรทัศน์หรืออ่านหนังสือพิมพ์คงไม่พอ ต้องติดตามข้อมูลผ่านเฟซบุ๊กและไลน์เพิ่มขึ้นด้วย

รับชาวบ้านอาจไม่ได้ร่าง รธน.

นายประวิช รัตนเพียร กกต.ด้านมีส่วนร่วม กล่าวว่า เราได้ยินเสียงบ่นมากว่าร่างรัฐธรรมนูญไม่เห็นถึงเลย ไม่เห็นได้รับเลย ตนขอบอกว่าอย่างไรก็ไม่ถึง เพราะการทำประชามติครั้งนี้กฎหมายไม่ได้กำหนดให้ส่งร่างรัฐธรรมนูญทุกครัวเรือน เพราะถ้าส่งทุกครัวเรือนเหมือนปี 50 ต้องใช้เงินอีก 800 ล้านบาท แต่ปีนี้เรามีแอพพลิเคชั่นฉลาดรู้ที่สามารถเปิดดูร่างรัฐธรรมนูญได้เลย

วอนอย่าปั่นป่วน เผาบัญชีรายชื่อ

นายศุภชัย สมเจริญ ประธาน กกต.ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีเหตุการณ์ฉีกบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงที่ จ.กำแพงเพชรว่า เป็นเรื่องเล็กน้อยไม่ใช่สาระสำคัญ การออกเสียงประชามติยังคงเดินหน้าต่อไป ช่วงโค้งสุดท้ายการทำประชามติ ไม่มีความกังวลอะไร ส่วนกรณีที่มีการเผาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิที่ จ.ขอนแก่น ขอร้องเพื่อให้บ้านเมืองเรียบร้อย อย่าทำแบบนี้ อย่าเอาบ้าน เมืองมาเป็นของเล่น ถ้าเป็นเช่นนี้จะทำให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป

ด้านนายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง กล่าวว่า กรณีการเผาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียง เอกสารดังกล่าวถือเป็นทรัพย์สินของราชการ ซึ่งการทำลายเอกสารทางราชการเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมายอาญา ซึ่งไม่สมควรทำ

“สมชัย” จี้อย่าให้พวกตี 2 หน้าขึ้นเวที

นายสมชัยยังกล่าวถึงกรณีจัดรายการสนทนาระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ผ่านสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสว่า รูปแบบรายการเป็นการสนทนาไม่ใช่การดีเบต ถือว่าเป็นการปรึกษาหารือกัน อาจจะไม่ใช่แค่ฝ่ายที่เห็นต่างเห็นด้วย แต่อาจจะเชิญคนที่รู้จริง มีความเชี่ยวชาญเพื่อเป็นการให้ข้อมูลกับประชาชน เช่น เรื่อง 30 บาท อาจจะเชิญผู้เชี่ยวชาญ หรือบุคลากรผู้เริ่มโครงการมาเริ่ม กกต.จะไม่เข้าไปเซ็นเซอร์เนื้อหา แต่หากมีโอกาสพูดคุยกับไทยพีบีเอส อยากเสนอแนะว่าคนที่มาร่วมรายการดังกล่าวควรเป็นคนที่ปรารถนาดีต่อบ้านเมืองจริงๆ ไม่ใช่ต้องการเอาความเด่นดัง เป็นศรีธนญชัยมาร่วม ไม่ใช่มี 2 หน้า หน้าหนึ่งไม่ รับกติกาสังคม ทำสิ่งผิดกฎหมาย ก้าวร้าว หยาบคาย ปลุกระดม ให้ข้อมูลเป็นเท็จ แต่อีกหน้าหนึ่งมาขอออกเวที ขณะนี้มี 2 กลุ่มที่ตนเห็นว่าเดิน 2 หน้า คือ กลุ่มที่ตนเคยบอกว่ามีการเสนอใบปลิวที่เป็นเท็จ แต่ทางกลุ่มไม่ฟังและยังเดินหน้าต่อ และกลุ่มที่ 2 คือหน่วยงานราชการหน่วยหนึ่งที่รณรงค์ด้วยข้อความที่ไม่เป็นกลาง เสนอเอกสารโน้มน้าวจูงใจให้ประชาชนใช้สิทธิทางใดทางหนึ่ง ในวันที่ 26 ก.ค.นี้ จะเสนอเรื่องเข้าที่ประชุม กกต. เพื่อจะขอมติออกหนังสือตักเตือนหน่วยงานดังกล่าว เพราะเห็นว่ามีการกระทำที่ผิดมาตรา 56 ของ พ.ร.บ.ประชามติ ที่หน่วยงานราชการต้องวางตัวเป็นกลาง

ไม่เห็นด้วยข้อเสนอ “บิ๊กป้อม”

เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุว่าจะให้มีการจัดเวทีทั่วประเทศได้ ประสานมายัง กกต.หรือไม่ นายสมชัยตอบว่า ยังไม่มีการประสานอย่างเป็นทางการ แต่ส่วนตัวเห็นว่าควรจัดเวทีในลักษณะเวทีปิด และนำเสนอผ่านสื่อเพราะจะเป็นการเผยแพร่ในวงกว้าง แต่หากเป็นเวทีเปิดอาจจะมีคนมาร่วมน้อย และสุ่มเสี่ยงที่จะทำให้สร้างสถานการณ์เพื่อเป็นประโยชน์ต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

“มีชัย” ครวญไม่เลิกวิชามารสะท้านใจ

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศูนย์ประชุมและแสดง สินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ 7 รอบพระชนมพรรษา อ.เมือง จ.เชียงใหม่ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เดินทางไปบรรยายพิเศษเรื่อง “ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ” จัดโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมรับฟังกว่า 1,500 คน ทั้งนี้นายมีชัยบรรยายเน้นเรื่องสำคัญที่ประชาชนและสังคมจะได้รับจากร่างรัฐธรรมนูญ สิทธิและเสรีภาพต่างๆ ตั้งแต่ในท้องแม่ไปจนแก่เฒ่า จากนั้นนายมีชัยให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้ได้มีวิชามารในการกระทำทุกวิธีการที่ไร้ศีลธรรมจนเราจนปัญญา ได้แต่อ้อนวอนให้ประชาชนฟังอะไรก็ตามให้ฟังหูไว้หู และเป็นเรื่องยากที่จะไปเจาะรู้ข้อมูลได้ว่าใครเป็นผู้บงการ เมื่อวานนี้ก็ได้รับโทรศัพท์มีคนปล่อยข่าวเรื่องเบี้ยยังชีพและบัตรทองจะถูกยกเลิก และปล่อยข่าวอีกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะยุบ อบต.ด้วย ถือว่าเป็นเท็จทั้งหมด ถือว่าเลวร้ายมาก

ย้ำไม่เอาด้วยไม่ใช่เวลาดีเบตแล้ว

นายมีชัยยังกล่าวถึงกรณีที่นักวิชาการต้องการดีเบตกับ กรธ. ว่า เรื่องนี้ตนเห็นว่ามันพ้นเวลาไปแล้ว เพราะร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้แล้ว หากจะดีเบตก็ต้องทำก่อนหน้านี้ไปนานแล้ว จะมาถกเถียงกันในตอนนี้จะเกิดความแตกแยก จะเกิดการทะเลาะ เบาะแว้งเปล่าๆ เราเป็นคนร่าง เปิดรับฟังเขา หากเขาเข้าใจผิดเราจะไปชี้แจงเขา ใครจะทำดีเบตก็ทำไปไม่ได้ว่าอะไร เราจะคอยฟัง เขาพูดครั้งเดียวจะดีกว่า เพราะบางครั้งพบว่าการทำแบบจัดฉากไม่ดีและจะทะเลาะกัน เราฟังได้ให้อยู่ในพื้นที่ที่ฟังได้ และขอให้มันจบก็แล้วกัน

“อมร” ย้ำพร้อมรับคำท้าดีเบต

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่มหาวิทยาลัยรังสิต จัดเสวนาวิชาการด้านการเมืองและความมั่นคงศึกษา ครั้งที่ 7 เรื่อง “รัฐธรรมนูญ” โดยนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวว่า การทำงานของ กรธ. มีอิสระ แต่ก็ยอมรับว่า เวลาฟังความ เห็น ต้องฟังทุกฝ่ายทั้งจากทาง คสช. และ ครม. ซึ่งมีส่วนอย่างยิ่งในการแนะนำ และตีกรอบว่าต้องเป็นสากล ทุกครั้งที่มีคำแนะนำจาก คสช. ตนก็ต้องถาม นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ว่าจะให้เอาอย่างไรบ้าง และจะเปิดเผยหรือไม่ ยืนยันว่าการร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้หมกเม็ดหรือปกปิดอะไรทั้งนั้น ที่ผ่านมาตนไปทุกภูมิภาค เราเข้าใจความอยากมีส่วนร่วมของประชาชน ใครอยากรู้อะไรถามได้ ส่วนล่าสุดที่สื่อลงข่าวบอกว่า ตนกล้ารับคำท้าทุกดีเบต ยืนยันว่าเป็นความจริง แต่ก็มีเงื่อนไขที่ไม่ได้ลงในสื่อ เช่นว่า เวทีเป็นอย่างไร รูปแบบการเสนอเป็นแบบไหน ใครเป็นพิธีกร เกิดประโยชน์หรือไม่ อย่างรูปแบบดีเบตแบบยืนแลกหมัด เราก็ไม่อยากไป ฝีปากเราอาจจะสู้คนมีประสบการณ์ไม่ได้

“เอ็นดีเอ็ม” ยื่นหนังสือเชิญทันควัน

จากนั้น น.ส.ชนกนันท์ รวมทรัพย์ ผู้ประสานงานขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) ได้ยื่นหนังสือต่อนายอมร โดยในหนังสือระบุขอให้ กรธ.ได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมอภิปรายในเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญกับสมาชิกกลุ่ม จากการที่นายอมรเคยระบุกับสื่อว่าพร้อมรับคำท้าดีเบตในนามส่วนตัว ทางกลุ่มจึงขอเชิญนายอมรเข้าร่วมอภิปรายในวันที่ 31 ก.ค. ซึ่งจะแจ้งสถานที่ให้ทราบภายหลัง โดยนายอมรกล่าวว่า จะนำเรื่องนี้ไปหารือกับ กรธ. ส่วนจะตอบรับเข้าร่วมหรือไม่นั้น ก็ต้องดูรูปแบบรายการ มีวิธีการที่เป็นธรรมหรือไม่ ไม่ใช่การแลกหมัดกัน ทั้งนี้ น.ส.ชนกนันท์ได้สอบถามความคืบหน้าของการตรวจสอบเอกสารเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของกลุ่มเอ็นดีเอ็มด้วย

“สมชาย” ตัวแทน สนช.ลุยเวทีดีเบต

นายสมชาย แสวงการ กรรมาธิการวิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิป สนช.) เปิดเผยว่า สนช.ได้รับการประสานให้เข้าร่วมเวทีแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญและคำถามพ่วงที่ กกต.จะจัดขึ้นแล้ว ตนได้ตอบรับไปร่วมบันทึกเทปแรกวันที่ 22 ก.ค.นี้ มีนายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) นายจาตุรนต์ ฉายแสง แกนนำพรรคเพื่อไทย และนายโคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล เข้าร่วม โดยจะรายงานให้นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. และรองประธาน สนช.ทั้ง 2 คน ทราบก่อนจะเดินทางไป ทั้งนี้ได้ย้ำกับผู้ประสานงานแล้วว่าการไปร่วมในครั้งนี้จะต้องอยู่ในประเด็นเนื้อหาว่าเหตุใดต้องมีคำถามพ่วงประชามติ ต้องไม่มีวาทกรรมหรือบิดเบือนเนื้อหาให้เกิดความเข้าใจผิด หากผู้ดำเนินรายการปล่อยให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าว จะเป็นเวทีสุดท้ายที่ไปร่วม ส่วนกรณีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ.จะไม่ไปร่วมเวทีดีเบตนั้น เข้าใจได้ กรธ.มีคนจำกัด ต้องเร่งเดินสายโค้งสุดท้าย คนที่มาท้าดีเบต หากเทียบมวยแล้วก็ถือเป็นคนละรุ่น ตนขอเป็นทัพหน้าไปก่อน ถ้าผลครั้งแรกออกมาเรียบร้อย กรธ.อาจส่งคนไป

“วัฒนา” เตือน คสช.อย่าดูถูก ปชช.

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ โพสต์เฟซบุ๊ก “อย่ามองข้ามเหตุการณ์ที่ตุรกี” ว่าการที่หลายฝ่ายยกย่องประชาชนชาวตุรกีที่ใช้มือเปล่าต่อสู้กับทหาร ก็เพื่อเป็นการเตือนสติ คสช.ว่าต้องใช้อำนาจเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม และต้องฟังประชาชน แต่ คสช.กลับกล่าวหาว่าเป็นการจุดกระแส ส่วนที่อ้างว่ามีการคอร์รัปชันนั้นผู้ถูกกล่าวหาได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมหมดแล้ว ขณะนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้า แต่รัฐบาลไม่สนใจ ยังคงใช้อำนาจตามอำเภอใจ แก้ตัวแบบไม่มียางอายว่าเป็นการปฏิรูปเพื่อวางรากฐานสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แม้แต่ในการทำประชามติรัฐบาลก็ยังเอาเปรียบฝ่ายที่เห็นต่างทุกวิธี ดังนั้นหากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติคือประชาชนต้องการประชาธิปไตย คสช.จึงควรที่จะหาลู่ทางคืนอำนาจ มากกว่าจะออกมาแสดงโวหารว่าประชาชนไม่เห็นชอบเพราะอยากให้ คสช.อยู่ต่อ เพราะนั่นคือตลกบนหัวประชาชน ขอเตือนด้วยความหวังดีว่าอย่าได้ดูแคลนประชาชนมือเปล่า ความชอบธรรมเท่านั้นที่จะปกป้องอำนาจไว้ได้ ต่อให้ทหารทั้งประเทศและอาวุธที่มีทั้งหมดก็ปกป้องอำนาจไว้ไม่ได้

จี้ กรธ.ดีเบตตีแผ่เนื้อหาร่าง รธน.

นายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ระบุคงไม่ไปร่วมดีเบตที่ กกต.จะจัดขึ้น เพราะไม่ต้องการไปเถียงกับใครและเอาเวลาไปชี้แจงรัฐธรรมนูญดีกว่าว่า รู้สึกแปลกใจในท่าทีนี้เพราะ กรธ.เป็นผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ควรใช้ทุกโอกาสชี้แจงประเด็นสำคัญในร่างว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร การดีเบตไม่จำเป็นต้องมาถกเถียงเอาชนะคะคานกันเสมอไป แต่เป็นเวทีให้ข้อมูล อีกทั้งเป็นการเคารพสิทธิของประชาชนที่จะรับรู้เนื้อหา เหตุผลของร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนลงประชามติในวันที่ 7 ส.ค. การออกอากาศทางทีวีบางครั้งคนดูอาจเป็นแสน มากกว่าการไปเปิดเวทีชี้แจงที่บางครั้งมีคนหลักร้อย ประสิทธิผลเทียบกันไม่ได้เลย

ป่านนี้ข้อมูลยังไม่ถึงมือชาวบ้าน

นายอำนวย คลังผา อดีต ส.ส.ลพบุรี พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ออกแถลงการณ์เรียกร้องเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายได้ถกแถลงข้อมูลเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญ และให้บอกทางออกให้ชัดเจนหากประชามติไม่ผ่านว่า เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ประชาชนจำเป็นต้องทราบเนื้อหาว่ามีข้อดีข้อเสียอย่างไร รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดมีผลกระทบกับทุกคน ประชาชนจะไปลงคะแนนแบบไม่รู้ สาระสำคัญไม่ได้ การพูดถึงข้อดีข้อเสียจะเป็นอีกทางที่ทำให้ประชาชนตื่นตัวกับการลงประชามติด้วย เพราะตนมองว่าการประชาสัมพันธ์การลงประชามติ และการเผยแพร่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญล้มเหลว เหลืออีกไม่กี่วันจะลงประชามติแล้วเอกสารร่างรัฐธรรมนูญยังไม่ถึงมือประชาชนเลย เขาจะเอาข้อมูลจากไหนมาตัดสินใจ

“องอาจ” ปัด ปชป.–พท.จับมือลงชื่อ

นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์บางส่วน รวมถึงตนร่วมลงชื่อกับกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย เรียกร้องรัฐบาลเปิดเผยแนวทางที่ชัดเจน หากร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ร่วมกับพรรคเพื่อไทย เพราะเห็นว่าข้อเรียกร้องสอดคล้องกับจุดยืนของพรรคที่ถามผู้มีอำนาจมาตลอด เมื่อมีกลุ่มนักวิชาการและภาคประชาชนที่น่าเชื่อถือรวบรวมรายชื่อสอดคล้องกับแนวคิดของพรรคก็สนับสนุน ส่วนพรรคการเมือง หรือนักการเมืองใด จะร่วมลงชื่อด้วย เป็นสิทธิของแต่ละคนแต่ละพรรค เราไม่ได้ลงนามโดยถามว่าใครลงชื่อบ้างหรือไม่ พิจารณาในหลักการ สาระของข้อเรียกร้อง จึงไม่ใช่การจับมือระหว่างพรรคตามที่มีความเชื่อมโยง จึงขอให้สังคมแยกแยะความถูกต้อง กับความถูกใจออกจากกันโดยใช้เหตุผล

อย่ามองแค่ชื่อให้มองที่หลักการ

ขณะที่นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ข้อเรียกร้องทั้ง 5 ข้อ มีความเป็นกลางทางการเมือง เช่น ให้มีการแสดงความเห็นอย่างเสรี ไม่มีการปิดกั้นในช่วงการทำประชามติ ซึ่งแนวคิดเช่นนี้ ใครก็หนุนทั้งนั้น และถ้าบังเอิญว่าเรากับฝ่ายที่ไม่เห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญมีความเห็นตรงกันในเรื่องนี้ ก็ไม่แปลกและไม่ได้มีความเสียหายอะไร อีกทั้งในคำแถลงการณ์ดังกล่าว ก็ไม่ได้ระบุว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แต่อย่างใด และคนในพรรคก็ไม่ได้ติดใจที่มีแกนนำพรรคบางส่วนไปร่วมลงนามสนับสนุนคำแถลง ซึ่งเป็นข้อเสนอที่ดีกับทุกฝ่าย อย่ามองที่ตัวคนหรือพรรค แต่ให้มองที่หลักการ สาระและแนวคิด

“ตือ” จี้เปิดทางออก รธน.ถูกคว่ำ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา หนึ่งในผู้ที่ลงนามร่วมกับกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย กล่าวว่า ตนลงชื่อในนามส่วนตัว เพราะเห็นว่ารัฐบาล และ คสช.ควรจะเปิดให้ฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ได้แสดงความคิดเห็นเรื่องร่างรัฐธรรมนูญอย่างเสรี เพราะขณะนี้พบว่าในต่างจังหวัดการตื่นรู้เรื่องร่างรัฐธรรมนูญมีน้อยมาก น่าเป็นห่วง การประชาสัมพันธ์ของรัฐไปไม่ถึง ครู ค ให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน คนไม่กล้าพูดเรื่องร่างรัฐธรรมนูญ กลัวว่าจะผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าเป็นอย่างนี้น่ากังวลว่าคนจะออกมาใช้สิทธิ์ไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ ต้องให้เสรี และควรปิดเผยทางออกมาก่อนว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านจะเจอกับอะไร ส่วนพรรคชาติไทยพัฒนาคงไม่แถลงจุดยืนรับหรือไม่รับ เพราะไม่สามารถประชุมพรรคได้ แต่ส่วนตัวไม่อยากจะรับ เพราะไม่เห็นด้วยกับที่มา กระบวนการการมีส่วนร่วม และคำถามพ่วงที่กำกวมเรื่อง ส.ว.ที่ใช้คำว่ารัฐสภา

กสทช.ลงดาบสั่งปิดพีซทีวี 30 วัน

เมื่อเวลา 10.30 น. ที่สถานีโทรทัศน์ดาวเทียม พีซทีวี ชั้น 5 ศูนย์การค้าอิมพีเรียล ลาดพร้าว นายพงษ์ศักดิ์ ทรัพยาคม ผอ.สำนักกำกับการใช้คลื่นความถี่ในกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสทช.) พร้อมคณะ นำเอกสารพิจารณาโทษทางการปกครองของ กสทช.ที่สั่งพักใช้ใบอนุญาตหรือสิทธิในการออกอากาศ สถานีโทรทัศน์พีซทีวีเป็นเวลา 30 วัน เนื่องจากเนื้อหาบางรายการส่งผลกระทบต่อความมั่นคง จึงระงับการออกอากาศ ตั้งแต่เที่ยงคืนของวันที่ 22 ก.ค.เป็นต้นไป มายื่นให้นายอนันต์–ศักดิ์ คำเก่า กรรมการผู้มีอำนาจบริษัทพีซเทเลวิชั่น จำกัด และนายณรงค์ศักดิ์ คำเก่า ผอ.สถานีโทรทัศน์พีซทีวี โดยมีกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ มารักษาความปลอดภัย ท่ามกลางมวลชนเสื้อแดงจำนวนหนึ่งที่เดินทางมารวมตัวกับแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) สังเกตการณ์ จากนั้น ตัวแทน กสทช.ได้นำเอกสารคำสั่งปกครอง ไปมอบต่อผู้ให้บริการโครงข่าย สัญญาณดาวเทียม ที่พีซทีวีเช่าออกอากาศให้ได้รับทราบ

ร้องศาลปกครองไต่สวนฉุกเฉิน

ต่อมาเวลา 14.00 น. นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธาน นปช. และในฐานะผู้บริหารพีซทีวี และนพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. พร้อมทีมผู้ประกาศช่องพีซทีวี เดินทางไปศาลปกครองกลาง ยื่นฟ้องคณะกรรมการ กสทช. และนายภักดี มะนะ-เวศ รองเลขาธิการ กสทช. กรณีร่วมกันมีคำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทำให้พีซทีวีได้รับความเสียหายทั้งทางธุรกิจ ในการให้บริการข้อมูลข่าวสารสาธารณะอันเป็นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกอย่างสุจริตใจ จึงขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติ กสทช.ที่ให้พักใบอนุญาตออกอากาศพีซทีวี และให้เพิกถอน คำสั่งสำนักงาน กสทช.ที่ให้บริษัทไทยคม จำกัด (มหาชน) และบริษัททีซีบรอดคาสติ้ง จำกัด ระงับการให้บริการโครงข่ายกระจายเสียงหรือโทรทัศน์แก่พีซทีวี รวมถึงให้ชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงิน 6,340,000 บาท

ไต่สวนไม่ทัน พีซทีวีต้องจอดำ

กระทั่งเวลา 15.40 น. ศาลปกครองกลาง โดย นายสุชาติ ศรีวรกร ตุลาการหัวคณะศาลปกครองกลาง ในฐานะตุลาการเจ้าของสำนวนคดี บริษัทพีซ เทเลวิชั่น จำกัด ฟ้อง กสทช. ได้เรียกไต่สวนข้อเท็จจริงทันที โดยมีเพียงคณะผู้บริหารของพีซทีวีเข้าให้การฝ่ายเดียว ขณะที่ฝ่าย กสท.ไม่มีใครเข้าชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการไต่สวนนาน 1 ชั่วโมงครึ่ง นายจตุพรเผยว่า หลังเวลา 00.01 น. ของวันที่ 22 ก.ค. พีซทีวีคงต้องจอดำไปก่อน เพราะมีปัญหาเรื่องของเวลาและขั้นตอนต่างๆ โดยทางศาลจะนัดไต่สวน 2 ฝ่ายอีกครั้งในช่วงสัปดาห์หน้า

ใช้แผนสำรองสงครามโซเชียล

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า พฤติกรรมของ กสทช. เป็นการใช้อำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อตอบสนองต่อผลทางการเมืองในช่วงการทำประชามติ โดยให้ปิดสถานีเป็นการชั่วคราว เนื่องจากพีซทีวีนำเสนอความเห็นต่างๆในการลงประชามติไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้ กสทช.ไม่เคยปฏิบัติตามข้อตกลงว่า หากมีรายการใดเข้าข่ายเป็นความผิด จะตักเตือนให้แก้ไข หรือถูกสั่งพักการออกอากาศเป็นบางรายการเหมือนสถานีอื่น แต่กลับรับโทษขั้นสูงสุดคือสั่งพักใบอนุญาตทั้งสถานีเลย จากนี้ ให้ประชาชนเตรียมเครื่องมือสื่อสารอื่นชมพีซทีวีผ่านทางยูทูบ เฟซบุ๊ก การปิดพีซทีวีครั้งนี้ จะเป็นการเริ่มต้นการยกระดับประชาชนเข้าสู่สงครามโซเชียลมีเดีย และถึงแม้พีซทีวีจะถูกปิด แต่ คสช.ไม่ได้กำไรอะไร การทำแบบนี้จะมีปัจจัยบางอย่าง ทำให้เดินไปไม่ถึงวันประชามติ 7 ส.ค.แน่นอน

ป่วนประชามติ เผาบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิออกเสียงในพื้นที่ขอนแก่น-สตูล เหลือแต่ซากให้เจ้าหน้าที่มาพิสูจน์หลักฐาน ส่วนที่กาญจนบุรี หนุ่มควบมอเตอร์ไซค์ฉกรายชื่อไปหน้าตาเฉย ยังไม่ชัดโยงการเมืองหรือวัยรุ่นคึกคะนอง 22 ก.ค. 2559 07:30 ไทยรัฐ