วันศุกร์ที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เรื่องเล่าของ 10 แฟชั่นไอคอน

โดย GQ Thailand

ภาณุ อิงคะวัต 
ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้ถือหุ้นหลักของ Greyhound

อะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างความคิดสร้างสรรค์กับความมีวินัย

“มีอยู่ครั้งนึง Greyhound ได้รับเชิญไปเดินแฟชั่นโชว์ที่สิงคโปร์แฟชั่นวีค ผมก็เอาทีมของเกรฮาวด์ไปกับทีมของพี่ตือ แล้วพวกเราก็คิดไปเต็มที่อ่ะนะ ว่าเราอยากได้โชว์แบบไหนเพื่อให้ออกมาดีที่สุด แนวคิดตอนนั้นคือรับแรงบันดาลใจจาก จอห์น เลนนอน กับ โยโกะ โอโนะ ชื่อ Peace Please ทีนี้เราอยากให้มีการแขวนตาข่ายแบบทหารหรือสนามรบบนเวที แล้วตอนโชว์ก็อยากให้มีการโปรยของโน่นนั่นนี่ลงมาประกอบ พวกสิงคโปร์ก็บอกว่าทำไม่ได้หรอก เรื่องใหญ่มาก พวกเราคนไทยก็ว่าไม่เห็นจะยากเลย ที่เมืองไทยยังทำได้ แค่เอาคนไปยืนอยู่ข้างบน โครงเหล็กหลังคาโยนๆ เอา ง่ายจะตาย เขาก็บอกว่าเขาทำอย่างนั้นไม่ได้หรอก สิงคโปร์แฟชั่นวีคคงต้องโดนสั่งปิดเพราะเขาต้องเคารพกฎเกณฑ์โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัยที่ต้องมาก่อน”

“ตอนหลังผมก็มานั่งคิดว่า เออเนอะ เมืองไทยมันเป็นเมืองที่มีความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการดีมากจริงๆ ดีเสียกว่าหลายๆ ประเทศในภูมิภาคนี้ด้วยซ้ำ แต่เราก็ขาดเรื่องระเบียบวินัย เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศสิงคโปร์ ถึงแม้ความคิดสร้างสรรค์เรื่องแฟชั่นสิงคโปร์จะสู้เราไม่ได้ แต่เรื่องความมีระเบียบวินัยเขาดีกว่าพวกเราหลายร้อยเท่า มันเลยมีคำถามให้เราได้คิดว่าอะไรกันแน่ที่สำคัญ ระหว่างการมีความคิดสร้างสรรค์ หรือการมีระเบียบวินัย”

อมาตย์ นิมิตภาคย์
ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง

สติเท่านั้นที่ทำให้งานดี

“เรื่องที่ผมจำได้อย่างแม่นยำคือ เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วที่ผมต้องถ่ายภาพแฟชั่นให้นิตยสาร Image ที่เมืองจีน ตอนนั้นเราก็อยากได้ภาพในพระราชวังต้องห้าม แล้วมันฉุกละหุก ขออนุญาตไม่ทัน เลยต้องใช้วิธีแอบถ่ายแบบกองโจรเหมือนพวกพรีเวดดิ้ง ตอนนั้นพวกผมเลยเริ่มงานกันแต่เช้าตรู่ นางแบบก็เป็นตัวท็อปหมด ทั้งคาร่า (พลสิทธิ์) แอนนา (นาตาชา) จอย (วราลักษณ์) และอุ๋ม (อาภาศิริ) ตอนเริ่มงาน ทุกคนก็ช่วยกันขนของเดินหาโลเคชั่นจนเจอเข้ากับเจ้าหน้าที่ดูแลสถานที่ เขาก็มาถามว่าพวกเราทำอะไร เพราะนางแบบแต่งหน้าแต่งชุดสวยจัด ผมก็บอกว่าผู้หญิงทั้ง 4 คนนี้น่ะเป็นแค่นักท่องเที่ยว พวกนางเป็นกะเทยนางโชว์มาจากสิงคโปร์แล้วอยากได้รูปถ่ายสวยๆ ไปติดบ้าน เจ้าหน้าที่ก็เลยปล่อยให้พวกเราทำงาน ทีนี้ที่นั่นน่ะนักท่องเที่ยวเยอะมาก พอจังหวะที่คนเริ่มซาเราก็ต้องรีบถ่ายให้เร็วที่สุด ภาพที่ได้เลยดูเหมือนเราสั่งปิดพระราชวังต้องห้ามเพื่อถ่ายรูปเซตนี้โดยเฉพาะ และทั้งหมดนี้เสร็จในเวลาแค่ชั่วโมงเดียวเลยนะ เพราะนางแบบเรามีสติดีมาก ทุกคนรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไร ไม่เอ๋อ ไม่ยืนงง ถ่ายเสร็จปุ๊บก็รีบวิ่งไปเปลี่ยนชุดไม่ต้องคอยบอก เวลาสั่ง ให้โพสท่าตรงไหนก็ทำได้เลยทันที สติเท่านั้นที่ทำให้งานเสร็จสมบูรณ์”

อิศร์ อุปอินทร์
สไตลิสต์ชื่อดัง

จะดีแค่ไหน ถ้าแฟชั่นเป็นเรื่องของมวลชน

“แฟชั่นวันนี้ดูเป็นเรื่องไกลตัวไปเสียหมด ผมรู้สึกว่านิตยสารวันนี้พยายามนำเสนอภาพแบรนด์นอกราคาแพงจนคนธรรมดาไม่สามารถจับต้องได้อีกต่อไป ผมจำได้สมัยที่เริ่มทำงานใหม่ๆ เมื่อต้นทศวรรษ 90s เวลานิตยสารลลนาออกใหม่ๆ ผมจะตื่นเต้นเวลา เปิดมาแล้วเห็นภาพเสื้อสวยๆ เช่น เสื้อของ พี่ป๋อง-องอาจ นิรมล เราก็แบบอูหูสวยจังเลย พอไปดูที่ร้านก็แบบตัวละห้าร้อยก็มี ตัวละหนึ่งพันก็มี มันดูเป็นเรื่องของชีวิตจริง ซื้อได้จริง ใส่ได้จริง มันทำให้ทุกคนสนุกกับการแต่งตัว มีส่วนร่วมกับแฟชั่น”

“แต่นิตยสารวันนี้ที่เด็กๆ รุ่นใหม่ทำ กลับพากันเสนอภาพเสื้อไฮแบรนด์ราคาแพงมากทั้งหมด ซึ่งเวลาคนทั่วไปเห็นเขาก็อาจคิดแบบ โอโห จะให้ใส่แบบนี้ต้องหมดเงินกี่หมื่นกี่แสน มันก็เลยมีคนสนุกกับแฟชั่นแค่หยิบมือเดียว ผมว่าแนวคิดแบบนี้มันผลักคนธรรมดาให้ห่างออกจากแฟชั่น จนในที่สุดเขาก็อาจเลิกสนใจ ซึ่งมันไม่ดีต่อแฟชั่นนะ เพราะแฟชั่นมันควรเป็นเรื่องสนุกที่ทุกคนควรมีส่วนร่วม ผมว่าแฟชั่นวันนี้ควรมีส่วนผสมหลายๆ แบบ เช่น มีการผสมทั้งเสื้อแบรนด์นอก แบรนด์ไทย มีการมิกซ์แอนด์แมตช์ ทั้งของถูกของแพง ทำให้คนที่มีเงินเดือนแค่ 18,000 บาท ก็สนุกกับแฟชั่นได้ ผมว่าอะไรแบบนี้แหละที่จะทำให้วงการแฟชั่นคึกคัก และสามารถเติบโตได้อย่างไม่รู้จบ”

จิรัฏฐ์ ทรัพย์พิศาลกุล
สไตล์ไดเรกเตอร์ นิตยสาร Vogue ประเทศไทย และนักออกแบบแบรนด์ Sanshai

เมื่อแฟชั่นเปลี่ยน ความสัมพันธ์ก็เปลี่ยน

“แฟชั่นในประเทศไทยยุคเริ่มแรก ยังไม่มีหรอกการทำงานที่เป็นแบบมีระบบฤดูกาลเหมือนในต่างประเทศ ดังนั้นในยุคเริ่มต้นการทำงานจึงเป็นไปแบบพี่น้องช่วยเหลือกัน ทุกเย็นตอนที่ผมเพิ่งเข้าวงการ ผมจะได้พบปะพูดคุยปรึกษากับผู้ใหญ่และเพื่อนๆ ในวงการเกือบทุกวัน มันทำให้พวกเราผูกพันและได้เรียนรู้ช่วยเหลือกัน ในเวลานั้นทุกเย็น คนในวงการจะนัดพบกันเป็นประจำที่ร้านพี่โจ ยัวร์ หรือร้านพี่อ้วน จิปาถะ มันคือความรู้สึกแบบพี่แบบน้องอย่างแท้จริง มีอะไรก็คุยกันปรึกษากันได้หมด ผมประทับใจมาก ไม่เหมือนแฟชั่นในยุคนี้ที่ทุกอย่างดูเป็นเรื่องธุรกิจ และมีการแบ่งแยกรุ่นเด็กกับรุ่นใหญ่ออกจากกัน ผมว่าแฟชั่นในวันนี้มันไม่สนุกเท่าเมื่อก่อนแล้ว กลายเป็นการแบ่งพรรคแบ่งพวก รุ่นเด็กๆ ก็ทำงานด้วยกันเอง น้อยมากแล้วที่เราจะได้เห็นคนรุ่นใหม่กับรุ่นเก่าทำงานด้วยกัน”


อภิวัฒน์ ยศประพันธ์
บรรณาธิการฝ่ายสไตล์ นิตยสารแพรว

เหตุเพราะนิตยสารไม่สามารถปั้นดาราได้

“เมื่อก่อนเนี่ย เวลานิตยสารแพรวทำปกเล่มครบรอบ มันก็จะเป็นพวกปกที่เอาคนขึ้นหน้าปกพร้อมกันทีเดียวหลายสิบคน เช่น 10 ยอดนางแบบ หรือ 10 ยอดดาราอะไรแบบนั้น แล้วตอนนั้นเนี่ยอะไรๆ มันก็ยังง่าย เพราะดาราดังๆ ก็คือคนที่เกิดจากการเป็นนางแบบตามหน้านิตยสารมาก่อน ดังนั้น เวลาที่นิตยสารจะถ่ายภาพแฟชั่นที พวกเขาก็จะให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ขออะไรก็ได้หมด ดังนั้นการจะตามคิวคนดังทั้ง 10 คนมารวมตัวพร้อมกันทีเดียวก็ดูจะง่ายกว่าสมัยนี้”

“แต่ทุกวันนี้ ดารารุ่นใหม่ล้วนเป็นคนที่ดังมาจากที่อื่น ดังมาจากละครทีวี จากการเล่นหนัง หรือจากเวทีประกวด เขาไม่ได้ดังเพราะนิตยสารเป็นคนปั้นอีกต่อไป วันนี้การจะตามคิวดาราดังมาเจอกันเป็น 10 คนทีเดียวเลยเป็นเรื่องยากมาก เพราะดาราเหล่านี้ก็จะให้ความสำคัญกับงานอื่นที่ปั้นพวกเขามา หรืองานอีเวนต์ที่ให้เงินเขามากกว่า เขาไม่ให้เครดิตวงการแฟชั่นมากเท่ากับสมัยก่อนแล้ว แต่ก็ไม่โกรธนะ ผมเข้าใจได้ ผมถือว่าเพราะพวกเราไม่ได้เป็นคนที่ปั้นดารารุ่นใหม่ๆ อีกต่อไป หนำซ้ำนิตยสารวันนี้ก็ยังใช้ชื่อเสียงของดาราที่ไม่ได้เกิดจากวงการแฟชั่นมาขายนิตยสารแฟชั่นด้วยซ้ำ”

ณัฐ ประกอบสันติสุข
ช่างภาพแฟชั่นชื่อดัง

มีความเชื่อ เคารพ และศรัทธาในอาชีพของตน

“สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ ตอนที่มีโอกาสถ่ายภาพนางแบบดังระดับโลกขึ้นปก Vogue ประเทศไทย นางแบบชั้นนำเหล่านี้ทำให้ผมรู้สึกได้เลยว่าพวกเขาเป็น คนที่ทำอะไรแล้วทำจริง มุ่งมั่น และมีการศึกษาลงลึกในสาขาอาชีพของตน พวกเขามีความเชื่อ เคารพ และศรัทธา ไม่มีคำว่าดูถูกเสื้อ ดูถูกงาน ดูถูกวิธีการทำงาน หรือดูถูกไอเดีย ไม่ว่าไอเดียนั้นจะแปลกประหลาดแค่ไหน เพราะมีหลายครั้งที่การถ่ายแฟชั่นต้องนำเสนอไอเดีย หรือท่าโพสที่ชีวิตจริงคงไม่มีใครทำ”

“แต่สำหรับการถ่ายแฟชั่นแล้ว ท่าทางแปลกๆ เหล่านั้นกลับทำให้ภาพสวย ทีนี้พอนางแบบมือโปรพวกนี้รู้ว่าแรงบันดาลใจ หรือท่าทางที่เราอยากได้เป็นยังไง พวกเธอก็พยายามทำ มีการฝึกซ้อมหน้ากระจกก่อนเข้าฉาก ดูว่าฉันจะใส่ชุดไหน ต้องสะบัดกระโปรงยังไงให้สวย และไม่ต้องให้เราคอยบอกเลยว่ายืนตรงนั้นซิ โพสท่าอย่างนี้สิ เช่น ตอนที่ผมถ่าย ซูซานนา บิจอช กับกลุ่มผีตาโขน ซูซานนา ที่ยืนอยู่ตรงกลางก็ไม่เคยเห็นการเต้นผีตาโขนมาก่อนในชีวิต แต่แทนที่เธอจะยืนงง เธอก็มองไปรอบตัวแล้วเรียนรู้เองว่าเขาเต้นกันท่าไหน พอผมสั่งเริ่ม เธอก็เริ่มกระโดดคิดค้นท่าโพสไปพร้อมกับนักเต้น ซึ่งผมเซอร์ไพรส์มาก และคิดว่านี่คือคุณสมบัติที่ดีของการเป็นนางแบบ มันทำให้รู้สึกได้ถึงคำที่ลูกเกดพูดว่า ‘ฉันไม่ได้มาเล่นๆ’ ผมอยากให้คนที่รักการเป็นนางแบบได้เข้าใจ และนำเอาคุณสมบัติดีๆ แบบนี้มาศึกษาและพัฒนาตนเอง”

กุลวิทย์ เลาสุขศรี
บรรณาธิการบริหารนิตยสาร Vogue ประเทศไทย

แฟชั่นวีคแรก ของประเทศไทย

“หนึ่งในสิ่งที่ผมภาคภูมิใจที่สุด คงเป็นการริเริ่มจัดงานแฟชั่นวีคที่ชื่อ ELLE Fashion Week งานนี้ เริ่มต้นในปี 1999 เนื่องจากการที่ผมเองเดินทางไปต่างประเทศบ่อย แล้วเราก็เห็นว่างานแฟชั่นวีคในต่างประเทศ ช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างไร ประกอบกับความเชื่อที่ว่า เราในฐานะภาคเอกชน ก็ควรริเริ่มทำอะไรด้วยตนเองโดยไม่จำเป็นต้องรอการสนับสนุนจากภาครัฐเสมอไป เวทีนี้จึงเป็นที่แจ้งเกิดของนักออกแบบเก่งๆ หน้าใหม่ เพราะผมให้ความใส่ใจเป็นพิเศษในการเลือกและสนับสนุนนักออกแบบไทยรุ่นใหม่มาร่วมจัดแสดงทุกปี โดยวันนี้นักออกแบบไทยเหล่านั้นได้เติบโตกลายเป็นนักออกแบบชื่อเสียงโด่งดังของประเทศ ไม่ว่าจะเป็น Sretsis, Disaya, Kloset, Issue และอีกหลายๆ แบรนด์ไทย”


สุคนธ์ สีมารัตนกุล
ช่างแต่งหน้าชื่อดัง

ความมักง่ายกับเทคโนโลยีที่ดีขึ้น

“สมัยผมเริ่มทำงาน 40 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีรีทัชรูปด้วยคอมพิวเตอร์มันยังไม่เกิดเลย เพราะฉะนั้นเวลาที่เราทำงาน เราก็ต้องทำให้ดีที่สุด ยกตัวอย่างเช่นในงานถ่ายแฟชั่นแต่ละครั้ง การแต่งหน้าก็ต้องแต่งให้สวยที่สุด เนี้ยบที่สุด เก็บรายละเอียดทุกจุดให้เสร็จสรรพ แม้แต่ไฝเม็ดเล็กๆ ก็ต้องไม่เห็น จะมาแบบไม่เป็นไรเดี๋ยวไปลบในคอมพ์ทีหลังแบบสมัยนี้ เป็นไปไม่ได้ มันเลยกลายเป็นการฝึกให้คนทำงานมีความละเอียด และใส่ใจในเนื้องานของตัวเอง แต่เวลาเปรียบเทียบกับสมัยนี้ที่เรามีคอมพิวเตอร์ทันสมัยมาช่วยให้ทำทุกอย่างได้ง่ายขึ้น ไม่ใช่ว่ามันไม่ดีนะ ไอ้เทคโนโลยีทันสมัยเนี่ย แต่ผมว่าบางทีเทคโนโลยีทันสมัยกลับทำให้คนรุ่นใหม่ขาดความละเอียดในการทำงาน บางคนกลายเป็นคนมักง่าย เอะอะก็ใช้คอมพิวเตอร์แก้ไขไปหมดทุกอย่าง ผมว่ามันคือการทำงานแบบแก้ปัญหาสไตล์ฉาบฉวย”

คำรณ ปราโมช ณ อยุธยา
ผู้ก่อตั้งและอดีตบรรณาธิการบริหารนิตยสาร Image

แรงบันดาลใจของนักออกแบบไทยรุ่นใหม่ยุค 90s

“เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว น่าจะช่วงต้นทศวรรษ 90s น่ะนะ ประเทศไทยมีการจัดงานแสดงแบบเสื้อที่ชื่อ Trendsetter ซึ่งรวมนักออกแบบหลายคนเข้าด้วยกัน มีทั้งพี่กบ-โซดา, เกรฮาวด์, เธียเตอร์, พี่ป๋อง-องอาจ นิรมล, พี่ตั้ว-ดวงใจบิส, พี่ป้อม-ธีระพันธ์, พี่เจี๊ยบ-พิจิตรา แล้วก็พี่ใหญ่คนโตของวงการอย่าง พี่ไข่-ไข่ บูติก ซึ่งงานนั้นเนี่ยเขามีการรวมตัวกันเป็นครั้งแรก แล้วก็มีการค้นหานางแบบรุ่นใหม่ๆ เพื่อมาแสดงแบบเสื้อด้วย งานนี้ก็เลยกลายเป็นเวทีแจ้งเกิดของนางแบบหน้าใหม่หลายคนอย่าง หมอก-ณัฐสิมา หรือ อุ๋ม-อาภาศิริ”

“สิ่งที่ผมประทับใจมากคือ มันเป็นการจัดครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่มากของนักออกแบบไทย แล้วแต่ละคนก็ทำโชว์อลังการ มีเอกลักษณ์ของตนเองที่โดดเด่นชัดเจนทุกคน ใช้พร็อบ ใช้ฉากที่สวยงาม การจัดงานในครั้งนั้นได้เปลี่ยนความหมายของวงการแฟชั่นไทย มันกลายเป็นแรงบันดาลใจ ทำให้มีคนอยากเป็นนักออกแบบเสื้อเยอะมาก และผมเชื่อว่ากลายเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดนักออกแบบรุ่นใหม่อีกหลายคน ทั้ง นก-กรกนก, สิทธิ์-ไทมส์เอนด์ และหมู-อนุรักษ์ เป็นต้น”

เมนาท นันทขว้าง
ผู้อำนวยการฝ่ายสไตล์ แบรนด์ SODA

ใครว่าแบรนด์ไทยไม่เคยโกอินเตอร์

“ช่วงที่ดิฉันประทับใจในวงการแฟชั่นของโซดา คงเป็นช่วงปี 1994 ถึงปี 1995 เพราะตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญเวลาหนึ่งที่แบรนด์ไทยอย่าง Guys’ SODA ได้ซื้อหน้าโฆษณาในนิตยสารดังระดับโลกของประเทศอังกฤษ ที่ชื่อ The Face ตอนนั้นเรายังได้นายแบบที่มีชื่อเสียงมาก ทั้ง เจโรม เลอ เซวาเลียร์ และ โรมัน บาร์เร็ต ซึ่งเป็นนายแบบชื่อดังคนเดียวกับที่ถูกถ่ายภาพในโฆษณาคาลวิน ไคลน์ คุณอนนต์ พวงทับทิม เป็นผู้ช่วยติดต่อประสานงานกับเอเจนซี่นายแบบที่ปารีสให้ และก็ได้ คุณวิภัศรา ศรีสุคนธ์ เป็นคนช่วยดำเนินการเรื่องติดต่อกับนิตยสาร The Face ของประเทศอังกฤษ ภาพโฆษณาชุดนั้นเราได้ช่างภาพดังของไทยอย่าง คุณวิทยา มารยาท มาลั่นชัตเตอร์ให้ไกลถึงกรุงปารีส หลังจากนั้นเราก็จัดงานครบรอบ 10 ปี แล้วเราก็ได้นักร้องชื่อดังอย่าง เบรตต์ แอนเดอร์สัน จากวง Suede มาเป็นนายแบบถ่ายภาพโฆษณาให้ Guys’ SODA อีกด้วย”

ที่มา - GQ Thailand
www.gqthailand.com

21 ก.ค. 2559 15:06 ไทยรัฐ