วันอาทิตย์ที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตีตั๋วชนโรง: Star Trek Beyond สนุก..จนต้องร้องขอชีวิต!

สวัสดีครับผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ทุกท่าน กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ ‘ตีตั๋วชนโรง’ คอลัมน์รีวิวหนังชนโรง ที่เมื่อหนังใหม่เข้าฉายสดๆ เราจัดเสิร์ฟรีวิวร้อนๆ ให้อ่านกันทันที

แต่เมื่อมองไปที่โปรแกรมหนังที่เข้าฉายในตอนนี้ โห..มีหนังให้เลือกเยอะมาก นักดูหนังปวดหัวแน่ๆ เพราะแต่ละเรื่องก็มีความน่าสนใจด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น Cafe Society, The Purge ภาค 3, Ghostbusters, ขุนพันธ์ หนังไทยที่วิพากษ์วิจารณ์กันเยอะ รวมถึงหนังผีกระแสดี Lights Out แต่หนังที่มาแรงจริงๆ ที่ตีตั๋วชนโรงจะมาแนะนำกันในสัปดาห์นี้ คงเป็นเรื่องใดไปไม่ได้ นอกจาก Star Trek Beyond หรือในชื่อไทยว่า สตาร์ เทรค ข้ามขอบจักรวาล

Star Trek Beyond เป็นภาคที่ 3 ของซีรีส์ Star Trek ที่นำมาสร้างใหม่ ตั้งแต่ปี 2009 กำกับโดย J.J. Abrams แต่อย่างที่หลายคนทราบกัน เมื่อ Abrams กำกับภาคสอง Star Trek Into Darkness เสร็จ เขาก็วางมือจากแฟรนไชส์ที่เขาปลุกชีพขึ้นมา ไปสานตำนวนต่อให้กับแฟรนไชส์ที่มีคำว่า Star เหมือนกัน กับ Star Wars: The Force Awakens แม้จะดูเหมือนเขาทรยศแฟน Star Trek แต่เขาก็ยังมีชื่อเป็นโปรดิวเซอร์ให้ Star Trek Beyond อยู่ และด้วยมาตรฐานที่ Abrams ทำไว้ดีมาก เลยน่าสงสัยว่าผู้กำกับที่มาสานงานต่ออย่าง Justin Lin จะ 'เอาอยู่ไหม?' แม้จะมีเครดิตจากการกำกับหนังฮิตอย่าง Fast and Furious ก็ตาม แต่นี่มันหนังไซไฟแอ็กชั่นนะไม่ใช่หนังขับรถซิ่ง!


หนังเล่าเรื่องราวของกัปตันเคิร์กและลูกเรือยาน USS Enterprise กับภารกิจ 5 ปี ในการสำรวจดวงดาวและสิ่งมีชีวิตใหม่ทั่วจักรวาล โดยระหว่างที่พวกเขากำลังแวะพักการเดินทางบนสถานีอวกาศขนาดยักษ์ของสตาร์ฟลีท พวกเขากลับต้องเจอเหตุการณ์ที่นำไปสู่การปะทะกับวายร้ายตัวใหม่นาม "Krall" การต่อสู้โดยมีชีวิตของลูกเรือและสิ่งมีชีวิตหลากเผ่าพันธุ์ที่อาศัยอยู่ในสถานีอวกาศเป็นเดิมพันจึงเริ่มต้นขึ้น!

คำถามหนึ่งที่ผมมักเจอเพื่อนๆ ถามเสมอ เวลาคุยถึงหนังที่กำลังเข้าฉายสักเรื่อง ก็คือ “หนังเรื่องนี้สนุกไหม?” ซึ่งหนังบางเรื่องที่สนุก แต่ก็บอกออกมาไม่ได้เต็มปากนัก เพราะมันมีบางอย่างที่ตะขิดตะขวงใจอยู่ แต่กับ Star Trek Beyond บอกได้เต็มปากเต็มคำเลยว่า “หนังสนุกมาก สนุก..จนต้องร้องขอชีวิต!” ใครเป็นคอหนังไซไฟแอ็กชั่นจะ ‘โดน’ กับเรื่องนี้เต็มๆ

หนัง Star Trek ภาคก่อนหน้า ขึ้นชื่ออยู่แล้วในเรื่องของฉากแอ็กชั่นไซไฟที่ทำออกมาได้มันสะใจ ที่แม้จะเดินทางมาถึงภาคที่ 3 แล้ว แต่ก็ยังทำให้รู้สึกตื่นเต้น ลุ้น บีบคั้น ได้ในทุกฉาก ไม่ว่าเป็นการต่อสู้แบบตัวต่อตัว หรือการต่อสู้ด้วยยานอวกาศ ทำได้ ‘ถึง’ ทั้งงานภาพ แสงสีเสียง การตัดต่อ เทคนิคพิเศษ ล้วนแล้วแต่ลงตัวไปหมด ซึ่งการจะทำได้แบบนี้ ไม่ใช่แค่เพิ่งการกำกับฉากแอ็กชั่นที่ดีเท่านั้น แต่พื้นฐานมันต้องมาจากการพล็อตเรื่องที่ดี มีความสมเหตุสมผล ที่เอื้อให้เกิดฉากแอ็กชั่นนั้นๆ ก่อน ซึ่งต้องชื่นชมมือเขียนบทหนังเรื่องนี้ก็คือ Doug Jung และ Simon Pegg (ที่ควบทั้งเขียนบทและแสดง)

หนังหลายเรื่องที่มีศักยภาพเดินทางมาถึงภาค 3 ส่วนใหญ่แล้ว ภายนอกจะดูดีเป็นหนังฟอร์มยักษ์มากขึ้น แต่ภายในเนื้อเรื่องกลับดร็อปลงสวนทาง แต่ภาคที่ 3 ของ Star Trek ยังคงเป็นหนังฟอร์มใหญ่ที่มีพัฒนาการที่ ‘เติบโตขึ้น’ ทั้งเนื้อเรื่องและตัวละคร

เนื้อเรื่อง Star Trek ที่ถือเป็นตำนานซีรีส์ไซไฟผจญภัยอวกาศ แต่สองภาคก่อนที่ผ่านมา เหตุการณ์หลักยังอยู่บนโลก! ภาค Beyond นี้ จึงถือเป็นการกลับไปสู่จุดขายที่แท้จริง ที่เรื่องราวต่างๆ เกิดขึ้นในอวกาศทั้งหมด แม้อารมณ์ดราม่าจะลดลงไป แต่ได้อารมณ์ผจญภัยอวกาศเข้ามาแทน อีกทั้งเป็นการเชื่อมโยงไตรภาคที่สร้างใหม่นี้เข้ากับซีรีส์ Star Trek ดั้งเดิม 

การสร้างสถานการณ์ให้กลุ่มตัวละครเด่นทั้ง กัปตันเคิร์ก สป็อค แม็คคอย อูฮูร่า สก็อตตี้ ซูลู เชคอฟ ต้องแยกออกจากกัน เอาตัวรอด และทำทุกอย่างเพื่อให้ทีมรอด แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของตัวละครและความเป็น ‘ทีม’ อันเป็นจุดขายสำคัญ แม้แต่หนังที่อวดอ้างความเป็นทีมหลายๆ เรื่อง ยังทำแบบนี้ไม่ได้ด้วยซ้ำ เหนืออื่นใด มันแสดงให้เห็นถึงความร้ายกาจของงานกำกับ ในการเฉลี่ยบททีทำให้ทุกตัวละครมีเสน่ห์ มีช่วงเวลาที่โดดเด่นน่าจดจำ

ข้อเสียเพียงข้อเดียวของ Star Trek Beyond ก็คือการที่มันเป็น ‘หนังภาคต่อ’ นี่แหละ (ซึ่งก็เป็นข้อเสียมาตรฐานของหนังภาคต่อทุกเรื่อง) มันถูกสร้างให้แฟนหนัง แฟนซีรีส์ ดูเป็นหลักอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ได้หมายความว่าคนดูหน้าใหม่จะดูไม่รู้เรื่อง เพราะธรรมชาติของหนัง Star Trek ก็เป็นลักษณะของมิชชั่นที่จบในตอน มีตัวเดินเรื่องหลักอยู่หนึ่งทีม ที่เหลือก็ตัวละครใหม่ และเนื้อเรื่องแนวผจญภัยสำรวจจักรวาลนั้น ดูไม่ยากอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าในรายละเอียดบางอย่าง ความสัมพันธ์ของตัวละคร คนไม่เคยดูมาก่อนจะไม่อินเท่าคนที่ตามมาตลอดก็แค่นั้น อย่างที่บอกว่าหนังทำออกมาดีมาก ไม่แน่ว่าคนที่ดูภาค Beyond เป็นภาคแรกอาจติดใจจนไปหาภาคก่อนหน้ามาดูต่อเลยด้วยซ้ำ

Star Trek Beyond ยังถือเป็นงานที่คารวะนักแสดงยุคเก่า ด้วยการให้ Leonard Nimoy หรือผู้รับบท สป็อคยุคดั้งเดิม ที่เสียชีวิตไปเมื่อปี 2015 ได้รับการ ‘เอ่ยถึง’ ในภาคนี้อีกครั้ง และบท ฮิคารุ ซูลู ที่ภาคนี้เผยให้เห็นว่าเขาเป็น ‘เกย์’ ที่ไปอิงกับ George Takei นักแสดงผู้รับบทซูลูฉบับดั้งเดิม ที่เปิดเผยภายหลังว่าเป็นเกย์และยังเป็นนักกิจกรรมเพื่อสิทธิของ LGBT รวมถึงยังเป็นหนัง Star Trek เรื่องสุดท้าย ที่ร่วมไว้อาลัยแด่ Anton Yelchin นักแสดงคนสำคัญที่จากไปแบบช็อกโลกเมื่อกลางเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนผู้กำกับมาเป็น Justin Lin โดยมี J.J. Abrams เป็นโปรดิวเซอร์ คือ ‘ดรีมทีม’ ที่ยกระดับหนัง Star Trek ขึ้นไปอีกขั้น หากมองความเป็นหนังไตรภาค นี่คือไตรภาคไซไฟแอ็กชั่นที่ดีที่สุดอีกชุดเรื่องบนโลกภาพยนตร์ และในอนาคต การกลับมาของ Star Trek ภาค 4 (มาแน่ๆ) จะกลายเป็นภาคต่อทรงคุณค่าที่แฟนหนัง Star Trek และแฟนหนังไซไฟแอ็กชั่นต่างรอคอย..

สุดท้ายนี้ก็เช่นเคยครับ สำหรับใครที่ชอบรีวิวก็ฝากกดไลค์ กดแชร์ให้เพื่อนได้อ่าน และพบกับรีวิวหนังอื่นๆ กันได้ทุกวันพฤหัสบดีกับคอลัมน์ ‘ตีตั๋วชนโรง’ ใครอยากพูดคุยหรืออยากให้รีวิวหนังเรื่องใด ก็ทักเข้ามาได้ที่ Facebook และ Twitter ของผมได้เลยครับ สำหรับรีวิวนี้ขอลาไปก่อน พบกันใหม่ในหนังเรื่องต่อไป สวัสดีครับ

ชาแมน

กลับมาพบกันอีกครั้งกับคอลัมน์ ‘ตีตั๋วชนโรง’ คอลัมน์รีวิวหนังชนโรง ที่เมื่อหนังใหม่เข้าฉายสดๆ เราจัดเสิร์ฟรีวิวร้อนๆ ให้อ่านกันทันที ที่จะมาแนะนำกันในสัปดาห์นี้ คงเป็นเรื่องใดไปไม่ได้ นอกจาก Star Trek Beyond 21 ก.ค. 2559 09:02 ไทยรัฐ