วันศุกร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ประชามติ' พ่นพิษ เด้งผกก. ดำเนินคดี-8ขวบ

โดนตร.ตั้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ คนแห่ร่วมกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย รังสิมันต์โรมท้าซือแป๋มีชัยดีเบต

พท.-ปชป.-ชทพ.ครบเซต “มาร์ค-บัญญัติ- สมชาย-วิโรจน์-สมศักดิ์” นำทีม ผนึกกลุ่ม พลเมืองผู้ห่วงใย ร่อนแถลงการณ์ฉบับ 2 จี้รัฐบาล คสช. เปิดกว้างรับฟังความเห็นทุกฝ่าย ก่อนเข็นร่าง รธน. ลงประชามติ ขู่ทำแค่พิธีกรรมจะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ จี้พูดให้ชัดถ้าร่างถูกคว่ำจะมีทางออกอย่างไร “โคทม” ชงโมเดลตั้ง สสร.ร่างกันใหม่ “มีชัย” ปัดทิ้งไม่เอาดีเบต แต่ “วิษณุ” หนุน บอกทำให้คนสนใจมากขึ้น เอ็นดีเอ็มห้าวเป้ง ท้าดีเบต “ซือแป๋มีชัย” “อ๋อย” จวก “สมชัย” ทำตัวเป็น “พ่อรู้ดี” ขู่บอยคอต ถ้าตุกติกเรื่องมากนัก พิษฉีกบัญชีผู้มีสิทธิ ผบก.ภ.6 เซ็นเด้ง ผกก.ขาณุวรลักษบุรีเข้ากรุ ตั้งข้อหาเด็ก 8 ขวบ ทำให้เสียทรัพย์ พท.เย้ย คสช.จับขบวนการฟันน้ำนม “นิพิฏฐ์” เชื่อ “มาร์ค” โชว์จุดยืนพรรคไม่แตก ปชป.ถล่มยับ กกต.พีอาร์เหลว มัวแต่หลงเชื่อ คสช.-กรธ.ชี้นำ “ทักษิณ” ทำซึ้งร่อน จ.ม.ถึง “ปู” น้องรัก เรียกขวัญก่อนขึ้นสู้คดีข้าว

หลังถูกวิพากษ์วิจารณ์หนัก ว่ารัฐบาลและคสช. พยายามปิดกั้นกลุ่มเห็นต่างแสดงความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ ล่าสุดเครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย ที่เป็นการรวมตัวกันของนักวิชาการสายสันติวิธี ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 เรียกร้องให้เปิดเวทีกว้างแก่ทุกกลุ่ม ได้ร่วมแสดงความเห็น ก่อนการทำประชามติวันที่ 7 ส.ค.นี้

กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใยร่อนแถลง ฉ.2

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 20 ก.ค. ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ เครือข่ายภาคประชาสังคม 16 องค์กรและนักวิชาการ รวมทั้งพรรคการเมืองรวม 117 คน ในนามเครือข่ายกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย นำโดยนายโคทม อารียา ที่ปรึกษาสถาบันมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล นายสุริชัย หวันแก้ว ศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นายบัณฑูรย์ เศรษฐศิโรตม์ ผอ.สถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และนางสุนี ไชยรส นักวิชาการด้านสิทธิมนุษยชน ร่วม อ่านแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ว่าด้วยเรื่องการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. โดยนายโคทมกล่าวว่า กลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใยออกแถลงการณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 เม.ย.ที่ผ่านมา เรียกร้องให้เปิดกว้างพื้นที่แสดงออก รับฟังความเห็นจากทุกฝ่ายในการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์ เพราะประชาชนและสังคมยังไม่รู้เนื้อหาสาระเท่าที่ควร ที่สำคัญยังไม่รู้ว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ไม่ผ่านประชามติ ทิศทางประเทศจะเป็นอย่างไร จึงต้องออกแถลงการณ์เป็นครั้งที่สอง

จี้ขอทางออกที่ชัดเจนถ้า รธน.ไม่ผ่าน

น.ส.สุนี ไชยรส อ่านแถลงการณ์ว่า เพื่อให้การทำประชามติวันที่ 7 ส.ค. มีความชอบธรรม เป็นที่ยอมรับของสากล เครือข่ายฯ 16 องค์กรและทั้ง 117 คน ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคมผลักดันให้ข้อเสนอนี้เกิดขึ้นจริงคือ 1.ให้เคารพสิทธิประชาชนในการแสดงความคิดเห็น เปิดกว้างให้ทุกฝ่ายถกแถลงด้วยข้อมูลถูกต้อง ครบถ้วน 2.ต้องมีการเสนอทางเลือกที่ชัดเจนให้ประชาชน กรณีรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ ว่าจะมีกระบวนการอย่างไรต่อไป 3.กรณีไม่ผ่านประชามติ ควรมีกระบวนการได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มาจากฉันทามติจากทุกกลุ่มทุกฝ่ายมีส่วนร่วมออกแบบและกำหนดหลักการสำคัญ เพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นประชาธิปไตยตามกรอบของโรดแม็ป สู่การเลือกตั้งและตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 4.หากข้อ 1-3 เกิดขึ้นจริง ทุกฝ่ายต้องยอมรับผลของการทำประชามติ 5.รัฐธรรมนูญที่ได้มาควรมีหลักการสำคัญ อาทิ การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิประชาชนด้านต่างๆต้องไม่ถดถอยจากเดิม การตรวจสอบถ่วงดุล การใช้อำนาจอธิปไตยของกลไกการเมืองต้องสมดุล การปฏิรูปเป็น รูปธรรม กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มีมาตรการป้องกันการทุจริต และป้องกันความขัดแย้ง รัฐธรรมนูญต้องแก้ไขไม่ยากเหมาะสมต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของสังคม

เมิน ปชช.จะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ

ด้านนายอนุสรณ์ ธรรมใจ กล่าวว่า เราจัดกิจกรรมภายใต้ภาวะขาดเสรีภาพ นักการเมือง นักวิชาการบางส่วนยังลังเลที่จะแสดงตัว แต่เห็นด้วยกับหลักการ และให้การสนับสนุนในหลักการของเครือข่ายฯ เราคาดหวังว่าการแสดงประชามติจะเปิดกว้างให้ประชาชนแสดงความเห็นเต็มที่ ไม่อยู่ภายใต้ภาวะกดดันใด ประชาชนต้องเห็นทางเลือก ส่วนตัวขอเรียกร้องให้เลื่อนการทำประชามติออกไป จนกว่าจะมั่นใจได้ว่ามีประชาธิปไตยในการลงประชามติ โดยเสียงของประชาชนมีความหมาย ไม่ใช่แค่พิธีกรรม เพราะการลงประชามติที่มีปัญหาจะนำไปสู่กติกาสูงสุดที่มีปัญหา กระทบ คสช.และกระทบทุกคน จะนำไปสู่ความขัดแย้งเหมือนพฤษภาทมิฬ 35 ถ้าไม่เลื่อนก็ขอให้เวลาที่เหลืออยู่เป็นบรรยากาศที่เปิดกว้างอย่างเต็มที่

มาครบ พท.–ปชป.ลงชื่อหนุนเพียบ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พรรคการเมืองที่ลงชื่อสนับสนุนแถลงการณ์ดังกล่าว มี 3 พรรค คือ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมลงนาม 9 คน อาทิ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ นายเกียรติ สิทธีอมร คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช นายสาธิต ปิตุเตชะ นายธนา ชีรวินิจ นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ น.ส.รัชดา ธนาดิเรก พรรคเพื่อไทยร่วมลงนาม 18 คน อาทิ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ พล.ต.ท.วิโรจน์ เปาอินทร์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา นายโภคิน พลกุล นายภูมิธรรม เวชยชัย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายวัฒนา เมืองสุข นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล และพรรคชาติไทยพัฒนา 2 คน คือ นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล นายนิกร จำนง

“โคทม” ชงโมเดลตั้ง สสร.ร่างใหม่

นายโคทม อารียา ให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ขอเสนอว่าหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการทำประชามติ จำเป็นต้องร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 ขึ้นใหม่ให้เป็นฉบับชั่วคราว มีอายุแค่ 2 ปี เพื่อรองรับและเดินหน้าไปสู่การเลือกตั้งตามโรดแม็ปที่ คสช.วางไว้ และให้รัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 มีเนื้อหาที่มีหลักการที่เคารพสิทธิของประชาชน ระหว่างนั้นให้มีการหารือกันของทุกฝ่าย โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของภาคการเมือง เพื่อตั้ง สสร.เหมือนปี 40 มาทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ 21 ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ผบก.ภ.6เซ็นเด้ง ผกก.ขาณุฯเข้ากรุ

ที่กองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดกำแพงเพชร (บก.ภ.จ.กำแพงเพชร) พล.ต.ต.ดำรงค์ เพ็ชรพงศ์ ผบก.ภ.จ.กำแพงเพชร กล่าวว่า จากการสืบสวนจนได้ตัวผู้กระทำผิดฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ ที่โรงเรียนวชิรสารศึกษา หมู่ 5 บ้านเหนือ ต.สลกบาตร อ.ขาณุวรลักษบุรี จ.กำแพงเพชร เป็นเด็กหญิงวัย 8 ขวบ จำนวน 2 คน เมื่อวันที่ 16 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น พล.ต.ท.ชนสิษฎ์ วัฒนวรางกูร ผบช.ภ.6 ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 18 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้ พ.ต.อ.อิทธิ ชำนาญหมอ ผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรี ไปปฏิบัติราชการที่ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 6 โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม พร้อมให้ บก.ภ.จ.กำแพงเพชร ตรวจสอบข้อเท็จจริง และพิจารณาข้อบกพร่อง เนื่องจาก พ.ต.อ.อิทธิ ไม่ได้รายงานเรื่องดังกล่าวให้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ทราบถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ พร้อมมีคำสั่งให้ พ.ต.อ.สุทัศน์ มณสวัสดิ์ รอง ผบก.ภ.จ.กำแพงเพชร ไปรักษาการผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรีแทน

ตั้งข้อหาเด็ก 8 ขวบทำให้เสียทรัพย์

พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้ตั้งข้อหาทำให้เสียทรัพย์ไว้ก่อน กรณีนี้ไม่เกี่ยวข้องทางการเมือง ทั้งนี้เจ้าหน้าที่เตรียมสอบสวนเด็กทั้งคู่พร้อมหน่วยงานสหวิชาชีพและผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ความบริสุทธิ์กับทุกฝ่าย กรณีที่เด็กอายุต่ำว่า 10 ปีไม่ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนด เป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย ส่วนการสั่งย้าย พ.ต.อ.อิทธิ ชำนาญหมอ ผกก.สภ.ขาณุวรลักษบุรี ไปปฏิบัติราชการที่ ศปก.ภ.6 โดยให้ขาดจากตำแหน่งเดิม เป็นความผิดที่รายงานเหตุให้ผู้บังคับบัญชาทราบล่าช้าเท่านั้น

“มีชัย” ปัดทิ้งไม่ดีเบตโต้เถียงกัน

ที่สถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะจัดเวทีให้ฝ่ายเห็นด้วยกับฝ่ายเห็นต่างถกเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญช่วงโค้งสุดท้ายผ่านทางโทรทัศน์ ก่อนถึงวันทำประชามติ วันที่ 7 ส.ค. ว่า กรธ.ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมเวทีดีเบตที่ กกต.จะจัด เพราะไม่อยู่ในสถานะที่จะถกเถียงกับใคร ควรเอาเวลาที่เหลืออยู่เดินหน้าชี้แจงเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญจะเหมาะสมกว่า แต่หากมีการบิดเบือนหรือเข้าใจผิดเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญ กรธ.จึงจะเข้าไปอธิบาย เพราะช่วงหลังประชาชนมีความเข้าใจ และสนใจเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญมากกว่าวาทกรรม

ไม่หวั่นขึ้นเชียงใหม่ลุยรณรงค์ต่อ

เมื่อถามถึงกรณีนายอมร วาณิชวิวัฒน์ โฆษกกรธ. พร้อมเข้าร่วมเวทีดีเบตกับกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) นายมีชัยตอบว่า ทราบจากนายอมรว่าน่าจะเป็นความเข้าใจผิด ตนยังยืนยันจะเดินทางไปร่วมเวทีชี้แจงร่างรัฐธรรมนูญที่ จ.เชียงใหม่ วันที่ 21 ก.ค.ตามเดิม เพราะได้แจ้ง คสช.แล้ว ไม่กังวลว่าจะมีเหตุความวุ่นวาย และไม่ได้ขอกำลังเจ้าหน้าที่ดูแลความปลอดภัยเป็นพิเศษ เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่าฝ่ายการเมืองและนักวิชาการจะร่วมรณรงค์ให้คว่ำร่างรัฐธรรมนูญ นายมีชัยตอบว่า เรื่องนี้มีการส่งสัญญาณมาตั้งแต่ยังร่างรัฐธรรมนูญไม่เสร็จ แต่ กรธ.ไม่ได้ประมาท พร้อมจะทำอะไรก็ได้ที่เกิดประโยชน์ ให้ประชาชนรับทราบข้อเท็จจริง

โฆษก กรธ.อ้างยังไม่ได้รับประสาน

นายนรชิต สิงหเสนี โฆษก กรธ. กล่าวว่า จากการสืบสวนพบเด็กหญิงวัย 8 ขวบ ฉีกทำลายบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิลงคะแนนที่ จ.กำแพงเพชร เป็นเรื่องที่ กกต.ต้องพิจารณาตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ แม้ กรธ.จะไม่มีหน้าที่โดยตรง แต่ขอให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาตามความเหมาะสม อย่าให้เด็กเสียอนาคต ผู้ปกครองต้องระมัดระวัง การดำเนินคดีต้องไม่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก และเรื่องนี้ไม่ได้สะท้อนว่าการทำหน้าที่ของวิทยากรอธิบายร่างรัฐธรรมนูญบกพร่อง เพราะไม่ได้มีหน้าที่อธิบายกฎหมายประชามติ ส่วนการจัดเวทีถกเนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญของ กกต. ต้องพิจารณาว่าผู้เข้าร่วมดีเบตเป็นใคร มีประเด็นใดบ้าง แต่ กรธ.ยังไม่ได้รับเชิญอย่างเป็นทางการจาก กกต. คาดว่าจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมวันที่ 22 ก.ค.

“บิ๊กตู่” ขอชาติสงบสุขด้วยธรรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกันนี้ประชาชนที่เดินทางไปทำบุญตามวัด หรือสถานที่ที่หน่วยงานราชการจัดขึ้น เนื่องในวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษาต่างได้รับการ์ดที่กรมการศาสนา กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชน ระบุว่า “อาสาฬหปุณณมีดีถีสวัสดิ์ ปฏิบัติธรรมคุณบุญพรรษา รักษาศีลสุจริตจิตวาจา พุทธบูชาประเพณีวิถีไทย” โดยด้านล่างมีข้อความเป็นลายมือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุว่า “ขอให้ทุกคนนำสู่การปฏิบัติด้วย บ้านเมือง สังคม จะได้สงบสุขด้วยธรรม”

“วิษณุ” หนุนเวทีดีเบตทำคนสนใจ

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี กกต.เตรียมจัดเวทีดีเบตระหว่างฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ว่า กกต.แจ้งให้ตนทราบช่วงเดินสายชี้แจงตามจังหวัดต่างๆ ถือเป็นเรื่องที่ดี ส่วนจะทำให้ประชาชนเข้าใจมากขึ้นหรือไม่ ไม่รู้ แต่อย่างน้อยก็ทำให้ติดหูติดตาประชาชนมากขึ้น ถามว่าการจัดเวทีช่วงโค้งสุดท้ายจะทันหรือไม่นั้น เขาอาจมองว่าจัดใกล้วันประชามติคนจะจำเนื้อหาได้ ดีกว่าจัดก่อนหน้านานๆแล้วอาจลืม ส่วนที่ กรธ.จะไม่เข้าร่วมเวทีดังกล่าวนั้น เขาอาจมีคนไม่พอ หรือไม่อยากไปโต้เถียงด้วย ในส่วนของรัฐบาลยังไม่ทราบ เพราะยังไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมเวทีดังกล่าว

เอ็นดีเอ็มห้าวท้าดีเบต “ซือแป๋มีชัย”

นายรังสิมันต์ โรม แกนนำกลุ่มขบวนการประชาธิปไตยใหม่ (เอ็นดีเอ็ม) กล่าวว่า พร้อมดีเบตมานานแล้ว ขอเสนอว่าให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมกำหนดหัวข้อดีเบต เฉพาะประเด็นสำคัญๆ ทำได้ง่ายๆด้วยการใช้สื่อโซเชียล โดยเลือกหัวข้อมาแล้วให้ประชาชนโหวต หรือให้ประชาชนเสนอก็ได้ ส่วนตัวถ้ามีโอกาสดีเบต ขอเลือกเจอนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. เพราะคู่ขัดแย้งเอ็นดีเอ็มคือ กรธ.เท่านั้น ที่ผ่านมา กรธ.ประชาสัมพันธ์พูดถึงแต่ข้อดี ไม่ต่างกับคนที่ขายของ ลักษณะนี้เป็นการชี้นำแน่นอน ใครๆก็ทราบอย่ามาเถียงกันให้อายเด็ก เปิดกว้างแล้วมาคุยกันดีกว่า ไม่ต้องมามองว่าใครเป็นเด็กใครเป็นผู้ใหญ่ เพราะไม่มีใครแพ้ชนะ เป็นเพียงข้อมูลให้ประชาชนตัดสินใจ หากไม่มีเวทีดีเบต เราคงต้องเดินหน้าจัดกิจกรรมต่อ เพราะต้องสร้างข้อมูลให้ประชาชนได้ทราบ ยอมรับการรณรงค์ในช่วงโค้งสุดท้ายทุกคนกังวลว่าอาจถูกดำเนินคดี แต่ชั่งน้ำหนักแล้วสิ่งที่จะทำสำคัญกว่า

คสช.ขอดีเบตให้อยู่ในกรอบ ก.ม.

พ.อ.ปิยพงศ์ กลิ่นพันธุ์ ทีมโฆษก คสช. กล่าวว่า จากการตรวจสอบพบเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ 2 คนที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ฉีกบัญชีชื่อผู้มีสิทธิ เจ้าหน้าที่คงไม่ตั้งข้อหาความผิดอะไร ส่วนการดูแลสถานการณ์ก่อนถึงวันลงประชามติ 7 ส.ค. ด้านการข่าวยังไม่มีรายงานความเคลื่อนไหวที่ส่อเค้าว่าจะก่อให้เกิดความวุ่นวาย ยกเว้นการพูดแสดงความคิดเห็น ซึ่งยังอยู่ในกระบวนการ ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง อย่างไรเจ้าหน้าที่จะใช้ช่วงเวลาที่เหลืออยู่สื่อสารกับประชาชนในช่องทางต่างๆที่มีอยู่รณรงค์ให้มากขึ้น เชื่อว่าแนวโน้มจะดีขึ้น ประชาชนจะออกมาใช้สิทธิ์มากขึ้น ส่วนการจัดเวทีดีเบตของ กกต. หากไม่เกินกรอบกฎหมาย คสช.พร้อมให้การสนับสนุน เชื่อว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบพิจารณารอบคอบแล้ว แต่สิ่งใดที่ไม่เป็นไปตามกรอบกฎหมายต้องระวัง ถ้า กกต.จะผ่อนปรนให้พบปะพูดคุยสร้างบรรยากาศที่ดี คสช.จะไม่ยับยั้ง ขอให้อยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย

จวก “สมชัย” ทำตัวเป็น “พ่อรู้ดี”
ด้านนายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามที่นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ประกาศไม่เข้าร่วมเวทีดีเบตของ กกต. กรธ.จะใช้วิธีไม่เข้าร่วม เพราะเขาชี้แจงทั่วประเทศอยู่แล้ว ทางที่ดีให้สื่อเชิญทั้ง 2 ฝ่ายมาพูด หากฝ่ายสนับสนุนไม่มาก็ต้องจัด เพราะฝ่าย กรธ.หรือฝ่ายสนับสนุนไม่มาเอง ไม่ใช่ไม่จัดโดยอ้างว่าฝ่ายสนับสนุนไม่มา ส่วนที่นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. จะขอดูหัวข้อและรายชื่อกลุ่มเห็นต่างก่อนนั้น ทำเกินกว่าหน้าที่ไป การกำหนดหัวข้อควรให้พิธีกรกำหนดประเด็น ว่าประเด็นไหนน่าสนใจ หรือให้ผู้ร่วมรายการเป็นผู้เลือก ไม่ใช่ กกต.มาทำตัวเป็น “พ่อรู้ดี” เหมือนต้องการให้ฝ่ายกรธ.มาแก้ตัว

ขู่บอยคอตถ้าตุกติกเงื่อนไขเยอะ

นายจาตุรนต์กล่าวว่า ถ้า กกต.ยังเคร่งครัดอยู่แบบนี้ สื่อคงไม่กล้าจัด และวันนี้ประชาชนไม่รู้ เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญว่าเป็นอย่างไร มันจะเกิดสภาพปัญหาที่คนไม่กระตือรือร้น จะทำให้คนมาลงคะแนนน้อยมาก เมื่อถามว่านายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ประกาศไม่เข้าร่วมเวทีดีเบตของ กกต. นายจาตุรนต์ตอบว่า เท่าที่พูดคุยกันในพรรคเพื่อไทย ให้เป็นเรื่องของแกนนำ สมาชิก ตัดสินใจได้อย่างเสรี เพราะการแสดงความคิดเห็นให้สาธารณชนทราบ เป็นเรื่องที่เป็นประโยชน์ แต่หาก กกต.ตุกติกมาก สร้างเงื่อนไขมาก จัดรายการพอเป็นพิธี หลายคนคงต้องทบทวนว่าจะเข้าร่วมดีหรือไม่ แต่ถ้าเปิดเสรีจริงๆพรรคเพื่อไทย ยินดีเข้าร่วมเต็มที่


พท.เย้ยจับขบวนการฟันน้ำนม

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังเกิดคดีพลิกกลายเป็นความซุกซนของเด็กหญิงอายุ 8 ขวบ ฉีกบัญชีผู้มีสิทธิลงคะแนนประชามติ แต่ถือเป็นความพยายามของรัฐบาลและ คสช.ที่จะดิสเครดิตฝ่ายเห็นต่างอย่างไม่ลืมหูลืมตา โดยไม่หาข้อเท็จจริงก่อน ระดมกำลังเจ้าหน้าที่รัฐแบบระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าเป็นเพียงขบวนการฟันน้ำนม น่าละอายหรือไม่ รวมถึงการทำปฏิบัติการไอโอกุข่าว มีขบวนการทำร่างรัฐธรรมนูญปลอม หากอยากดิสเครดิตฝ่ายเห็นต่าง ต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ดี อย่ากุลีกุจอหวังเพียงทำลายความน่าเชื่อถือฝ่ายเห็นต่าง จนทำในสิ่งน่าละอายขายหน้า


ซัด “ไก่อู” ผลิตซ้ำวาทกรรมแตกแยก

นายอนุสรณ์กล่าวว่า ส่วน พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่พูดพาดพิงพรรคเพื่อไทยกรณีตุรกีโมเดลนั้น สิ่งที่ พล.ต.สรรเสริญควรทำที่สุด คือเงียบ จะมาอ้างมูลเหตุใดก็ฟังไม่ขึ้น การอ้างว่ามีเสียงเรียกร้องให้ทหารเข้ามารัฐประหาร น่าจะมีเพียงเสียงนกหวีดของ กปปส. เรื่องนี้ยังเป็นบาดแผลลึกที่เหยียบย่ำหัวใจคนรักประชาธิปไตย การออกมาพูดเย้ยหยัน สร้างความชอบธรรมให้พวกพ้องตัวเอง ไม่เป็นผลดีต่อการสร้างบรรยากาศปรองดองสมานฉันท์ พูดแบบนี้ไม่น่าจะใช่หน้าที่โฆษกรัฐบาล เอาเวลาไปสื่อสารสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประชาชนดีกว่า อย่ามาผลิตซ้ำวาทกรรมสร้างความแตกแยกอีก

“ปึ้ง” เย้ย คสช.ทำเหนียมจ้องอยู่ยาว

นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่าถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติ จะแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว และจะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่นั้น ไม่รู้สึกอะไรบ้างหรือ ที่ระดมสรรพกำลังกันออกมารณรงค์อยู่ฝ่ายเดียว ปิดกั้นฝ่ายที่เห็นต่างทุกวิถีทาง ถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านแล้วยังแกล้งทำเป็นไม่รู้สึกรู้สา บางคนถึงขนาดตีความเข้าข้างตนเองแบบไม่ละอายใจว่าประชาชนอยากให้ คสช.อยู่นานๆ ถ้าเช่นนั้นสู้ใช้อำนาจ คสช. ประกาศอยู่ยาวต่อไปไม่ดีกว่าหรือ จะได้ไม่ต้องไปอ้างกับยูเอ็นและนานาชาติอีกว่า คสช.จะเดินตามโรดแม็ป ผลโพลสำนักต่างๆ ล้วนออกเชียร์กันจนออกนอกหน้า แบบนี้ไม่ต้องเหนียมอายกันอีกแล้ว

“เรืองไกร” จ่อร้อง กกต.เอาผิด สนช.

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังมีการเผยแพร่คลิปคำถามพ่วงประชามติของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เห็นว่ากรณีดังกล่าวถือว่าความผิดสำเร็จแล้ว และได้หารือกับสมาชิกพรรค เห็นว่า กกต.ยังไม่ดำเนินการใดๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีการแจ้งความเอาผิดประชาชนบางคนที่อาจกระทำผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ซึ่งตนหาหลักฐานที่เป็นคลิปดังกล่าวได้แล้ว จึงจะนำหลักฐานไปร้องต่อ กกต. ในวันที่ 21 ก.ค.เพื่อให้ กกต.ดำเนินการตามกฎหมายโดยไม่เลือกปฏิบัติต่อไป

เชื่อ “มาร์ค” โชว์จุดยืนพรรคไม่แตก

ขณะที่ นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจัดดีเบตของ กกต. คงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ เพราะประชาชนยังไม่รับทราบเนื้อหา ทำให้ไม่มีฐานข้อมูลในการพิจารณา การถกเถียงเรื่องเนื้อหาควรทำในช่วงที่ยังมีการปรับแก้รัฐธรรมนูญได้จึงจะเป็นประโยชน์ ดังนั้น ตนจะไม่เข้าร่วมเป็นวิทยากรในรายการนี้ ส่วนจุดยืนพรรคประชาธิปัตย์ว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้น ขณะนี้ไม่สามารถจัดประชุมพรรคได้ แต่แกนนำพรรคได้พูดคุยกันแล้ว ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะแสดงจุดยืนก่อนการออกเสียงประชามติ 9-10 วัน มั่นใจว่าจะไม่ทำให้เกิดความแตกแยกภายในพรรค ที่มีทั้งฝ่ายสนับสนุนให้รับและฝ่ายไม่รับ เช่นเดียวกับกรณีอื่นที่คนในพรรคเห็นไม่ตรงกัน แต่สุดท้ายเมื่อพรรคมีข้อสรุป ถือว่าทุกอย่างยุติ

“สาธิต” หวังเงิน 3 พันล้านไม่สูญ

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ได้ร่วมลงชื่อในคำแถลงว่าด้วยการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ 7 ส.ค. ฉบับที่ 2 ของกลุ่มพลเมืองผู้ห่วงใย เพราะเห็นว่าการทำประชามติควรให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่หลากหลาย เท่าที่สัมผัสประชาชนในพื้นที่ พบว่าคนไม่ให้ความสำคัญเพราะกฎหมายห้ามหลายอย่างจนไม่กล้า และกลายเป็นไม่สนใจ รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องของตัวเอง พอจะใช้สิทธิก็ใช้วิธีการสอบถามความเห็นจากคนที่ตัวเองไว้ใจ จึงเป็นการออกเสียงตามความเชื่อ ตามระบบอุปถัมภ์ หรือการชี้นำของกลไกรัฐ จึงเห็นด้วยกับหลักการของกลุ่มนี้ ที่เสนอให้รัฐปรับบทบาทและแนวคิด เพื่อเงิน 3,000 ล้านบาท จะไม่สูญเปล่า


แนะผู้มีอำนาจต้องปรับวิธีการ

นายสาธิตกล่าวต่อว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมลงชื่อกับกลุ่มนี้เช่นกัน และหวังให้ผู้มีอำนาจปรับวิธีการ อาจเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณาเกี่ยวกับการพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เพราะต้องดูหลายมิติ ทั้งเรื่องเนื้อหา สถานการณ์การเมือง เพื่อให้เกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย ไม่ใช่เป็นประชามติที่ฝ่ายหนึ่งต้องการชนะ ส่วนอีกฝ่ายต้องการดิสเครดิตโดยไม่มีเหตุผล ต้องการเอาชนะเพื่อแย่งชิงอำนาจ เป็นหน้าที่ของผู้มีอำนาจต้องคิดวิธีที่เกิดความสมดุลด้วยการปรับทัศนคติของตัวเอง สำหรับจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นอย่างไรให้รอดูหลังจากวันที่ 25 ก.ค.นี้

ปชป.ถล่มยับ กกต.พีอาร์เหลว

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังถูกสังคมติติงเรื่องอ่อนประชาสัมพันธ์ กกต.จึงทุ่มเงิน 10 ล้านบาท ซื้อหน้าโฆษณาหนังสือพิมพ์ ถือเป็นการลงทุนในรัฐธรรมนูญที่สูงที่สุด มากกว่า 3,000 ล้านบาท เพราะมีค่าอบรมและเบี้ยเลี้ยงครู ก ครู ข และครู ค ที่แฝงในกระทรวงอื่นอีก แต่ชาวบ้านยังไม่รู้ว่าทำประชามติอย่างไร มีผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถามว่าจะมีตัวเลขให้เลือก หรือมีช่องสีแดงสีน้ำเงินให้เลือกกาหรือไม่ ครั้งนี้ถือว่า กกต.ล้มเหลวที่สุด แค่เรื่องประชาสัมพันธ์ยังเหลว ไม่ต้องคิดถึงปัญหาการทุจริตหรือการโกง

มัวแต่หลงเชื่อ คสช.–กรธ.ชี้นำ

นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การจัดเวทีดีเบตของ กกต. ตอนนี้ ไม่ทันการณ์แล้ว ถือว่าช้าเกินไปที่จะทำให้ประชาชนได้ข้อมูลที่ครบถ้วน ที่ผ่านมา กกต.ไม่เคยคิดจะดำเนินการ กลับไปหลงเชื่อการชี้นำของ คสช. และ กรธ.มาก เกินไป ดังนั้นเวลาที่เหลือ กกต.ควรแจกตัวร่างรัฐธรรมนูญให้ถึงมือประชาชนมากที่สุด แต่ กกต.กลับทำงานไม่มีประสิทธิภาพ ดังนั้นการทำประชามติครั้งนี้จึงพิกลพิการ

โพลชี้คนโหวตรับ–ไม่รับยังสูสี

อีกด้านบ้านสมเด็จโพลล์ เปิดผลสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ จากกลุ่มตัวอย่างประชาชนที่อาศัยอยู่ใน กทม. 1,131 ตัวอย่าง โดยส่วนใหญ่ร้อยละ 59.6 ทราบว่าจะมีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 7 ส.ค. ส่วนความรู้ความเข้าใจร้อยละ 46.4 อยู่ในระดับปานกลาง เข้าใจมากร้อยละ 20.8 และอยากให้สื่อ มวลชนให้ข้อมูลเพิ่มร้อยละ 54.4 กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่ร้อยละ 55.6 ยังคิดว่าไปออกเสียงประชามติ ไม่ไปออกเสียงร้อยละ 19.5 ส่วนการสำรวจการเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญร้อยละ 33.7 ระบุว่าเห็นชอบ ส่วนผู้ไม่เห็นชอบมีร้อยละ 30.2 และยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 36.1 ส่วนคำถามพ่วงยังไม่ตัดสินใจร้อยละ 39.1 เห็นชอบร้อยละ 32.6 และไม่เห็นชอบร้อยละ 28.3 โดยที่ร้อยละ 40.8 บอกว่าไม่ทราบว่ามีคำถามพ่วงด้วย

ปัดไม่มีใบสั่งตัดสักสร้างสภาฯใหม่

อีกเรื่อง พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวมีการสั่งการให้ตัดไม้สักในพื้นที่สวนป่าแม่หอพระ อ.ดอยสะเก็ด จ.เชียงใหม่ เพื่อนำไปก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ว่า ไม่มีการดำเนินการใดๆกับต้นสักบริเวณดังกล่าวทั้งสิ้น นายกฯสั่งให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมนำป่ากลับคืนมา และกำหนดมาตรการดูแลรักษาอย่างเข้มแข็ง ข่าวดังกล่าวคลาดเคลื่อน ไม่มีใครทำเช่นนั้น ส่วนการก่อสร้างรัฐสภาแห่งใหม่ บริษัทผู้รับเหมาต้องการไม้สักขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 8 นิ้ว จึงติดต่อขอซื้อจากองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.) ซึ่งสำรวจพบต้นสัก 2,000 ต้นมีขนาดเหมาะสม อยู่ในพื้นที่สวนป่าแม่หอพระ ที่ ออป.ได้รับอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ แต่ขณะนี้ยัง ไม่มีการตัดไม้ เพราะใบอนุญาตใช้พื้นที่ของ ออป.หมดอายุลงตั้งแต่วันที่ 24 ก.ค.58 ขณะนี้อยู่ระหว่างยื่นขออนุญาตใหม่ ต้องได้ความยินยอมจากคนในท้องถิ่นที่ส่วนใหญ่ต้องการให้อนุรักษ์ไม้สักไว้ นายกฯจึงให้พิจารณาเรื่องเงินชดเชยแก่ ออป. ตามหลักเกณฑ์ที่มีอยู่ หากไม่อนุญาตให้ต่อสัญญา

“ปู” พา “น้องไปก์” ทำบุญเข้าพรรษา

ช่วงเช้าวันเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และ ด.ช.ศุภเสกข์ อมรฉัตร หรือ “น้องไปก์” เดินทางไปทำบุญถวายเทียนพรรษา พร้อมหลอดไฟจำนวน 9 หลอด ผ้าไตรจีวร สังฆทาน และปิ่นโตอาหาร เนื่องในวันเข้าพรรษา ที่วัดเทพลีลา กทม. มีพุทธศาสนิกชนร่วมทำบุญและมีแฟนคลับมาขอถ่ายรูปด้วยจำนวนมาก โดย น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้เขียนคอลัมน์ “เก็บมาเล่า” ลงเฟซบุ๊กว่า ขอเชิญชวนพุทธศาสนิกชนและแฟนเพจร่วมกันทำบุญ ถือศีล ลด ละ เลิก อบายมุขต่างๆ วันเข้าพรรษาพระภิกษุสงฆ์จะจำพรรษาอยู่ที่วัดเป็นเวลา 3 เดือน เพื่อศึกษาพระธรรมวินัย สร้างความสามัคคีในหมู่คณะสงฆ์ ส่วนพุทธศาสนิกชน จะเข้าวัดทำบุญใส่บาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม พร้อมนำเทียนหรือหลอดไฟไปถวาย เพราะเชื่อว่าจะทำให้ชีวิตสว่างไสวดุจแสงเทียน มีแสงธรรมนำทาง และถวายข้าวสารอาหารแห้ง ผ้าอาบน้ำฝน และยารักษาโรค ที่พุทธศาสนิกชนยึดถือปฏิบัติมาถึงทุกวันนี้

“ทักษิณ” ทำซึ้งร่อน จ.ม.ถึงน้องรัก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกของวันที่ 19 ก.ค. ได้มีการโพสต์กระทู้ในเว็บไซต์ nanasara.org หัวข้อ “สารจากใบไม้พลัดถิ่น” มีภาพประกอบเป็นภาพนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ระบุว่าเป็นจดหมายจากนายทักษิณถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ใจความว่า “ปูน้องรัก นานแล้วที่เราไม่ได้เจอกัน เกือบสองปีแล้วที่พี่ไม่ได้กอดปูให้แน่นๆ และได้รับกำลังใจจากความรัก และความอดทนอดกลั้นของปู จากอ้อมกอด สายตา รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะของน้อง แม้เราจะได้พูดคุยกันทางเฟซไทม์อยู่เสมอและพี่ก็ได้เห็นถึงความมุ่งมั่นแน่วแน่ของปูในการต่อสู้ที่ยืดเยื้อยาวนานนี้ แต่พี่ก็อดคิดถึงและเป็นห่วงปูไม่ได้ในฐานะคนที่ไม่ได้เจอตัวกัน อีกไม่ถึงสามสัปดาห์แล้วที่ปูจะต้องไปขึ้นศาลคดีจำนำข้าวในฐานะพยานปากแรกให้กับตัวเอง ในคดีที่กินเวลาและมีโทษอย่างรุนแรง บั่นทอนสภาพจิตใจของทุกๆคนที่เกี่ยวข้อง อย่างที่พี่นึกไม่ออกเลยว่า ปูสามารถอดทน สู้มาถึงขนาดนี้ได้อย่างไร”

เรียกขวัญน้องสาวก่อนสู้คดีข้าว

จดหมายระบุอีกว่า แม้พี่จะเป็นคนเลี้ยงปูมาตั้งแต่เด็ก แม้ปูจะเพียรบอกและให้กำลังใจพี่ว่า ไม่เป็นไร ปูทนได้และปูจะทน พี่ก็อยากใช้โอกาสนี้บอกกับปูและโลกทั้งโลก ว่าพี่ขอขอบคุณปูมาก สำหรับทุกอย่าง สำหรับความรัก ความกล้าหาญและความกตัญญู ที่ปูพยายามทำให้กับพี่และครอบครัวของเรา จากจุดเริ่มต้นครั้งแรกที่ปูเข้าสู่การเมืองอย่างเป็นทางการ เมื่อ 5 ปีที่แล้ว มาจนถึงวันนี้ พี่เองไม่นึกเลยว่าพี่จะได้เห็นน้องสาวคนเล็กของพี่ ได้กลายร่างจากน้องที่พี่รัก มาเป็นตัวแทนที่นั่งอยู่ในหัวใจของคน ที่รักประชาธิปไตย และผู้ที่เชื่อในรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งจำนวนมหาศาล ในแบบที่พี่เองยังไม่เคยที่จะทำได้หรือได้ทำ พี่จึงอยากบอกปูและทุกๆคนว่า พี่นับถือและภูมิใจในตัวปูมาก ภูมิใจในตัวตนของปูในวันนี้ มากกว่าในวันที่ชนะเลือกตั้งเสียอีก ดังนั้นในวันที่ 5 ส.ค.ที่จะถึงนี้ พี่ก็ไม่มีอะไรที่จะบอกปูได้ไปมากว่านี้แล้วว่า “ขอให้ปูโชคดี” นะน้องรัก

ซึ้งใจหลังอ่านข้อความจากพี่ชาย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คนใกล้ชิด น.ส.ยิ่งลักษณ์เปิดเผยว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ได้อ่านข้อความดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 18 ก.ค. หลังหลายคนได้ส่งมาให้อ่านผ่านทางไลน์ หลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์อ่านแล้วได้พูดกับคนใกล้ชิดว่า “อ่านแล้วซึ้ง”

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับข้อความในจดหมายที่นายทักษิณเขียนถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นการเรียบเรียงจากผู้ที่เดินทางไปพบนายทักษิณ และมีการพูดคุยถึงเรื่องดังกล่าวให้ฟัง จึงนำมาเขียนและนำเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียดังกล่าว

พท.-ปชป.-ชทพ.ครบเซต “มาร์ค-บัญญัติ- สมชาย-วิโรจน์-สมศักดิ์” นำทีม ผนึกกลุ่ม พลเมืองผู้ห่วงใย ร่อนแถลงการณ์ฉบับ 2 จี้รัฐบาล คสช. เปิดกว้างรับฟังความเห็นทุกฝ่าย ก่อนเข็นร่าง รธน. ลงประชามติ ขู่ทำแค่พิธีกรรมจะซ้ำรอยพฤษภาทมิฬ 21 ก.ค. 2559 08:19 ไทยรัฐ