วันเสาร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

"กุลิศ" จัดทัพล้างบางทุจริต ศุลกากรใช้แอพฯลดดุลพินิจเจ้าหน้าที่ปล่อยของ

กรมศุลฯจัดทัพครั้งใหญ่ใช้แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่สกัดโกงตั้งแต่ต้นทางตามนโยบาย รมว.คลัง พร้อมงัดไม้เด็ดลุยปราบ “ชิปปิ้ง” หัวใส ไถเงินพ่อค้า อ้างจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่

นายกุลิศ สมบัติศิริ อธิบดีกรมศุลกากร เปิดเผยว่า แนวโน้มการจัดเก็บรายได้ของกรมศุลกากรที่ลดลงต่อเนื่องทุกปีนั้น เกิดจากนโยบายของรัฐบาลในการลดภาษีนำเข้าเพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันให้แก่ผู้ประกอบการไทยภายใต้ข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศต่างๆ ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้รายได้ที่เคยจัดเก็บสูงถึงปีละ 300,000 ล้านบาท ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา โดยในปีงบประมาณล่าสุด 2559 กรมศุลกากรได้รับเป้าหมายในการจัดเก็บรายได้เหลือเพียง 160,000 ล้านบาท ลดลงไปถึงครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา

“ผลการจัดเก็บรายได้ของกรมในปีนี้ ต่ำกว่าเป้าหมายอย่างแน่นอน แต่เราพยายามที่จะรักษารายได้ไม่ให้ลดลงไปมากกว่า 4,000-5,000 ล้านบาทด้วยการเพิ่มความเข้มข้นในการจัดเก็บภาษีพร้อมๆกับอุดรูรั่วไหลการจัดเก็บภาษีของเจ้า– หน้าที่กรมศุลกากรเอง”

ขานรับนโยบายคลัง

นายกุลิศกล่าวว่า กรมศุลกากรจะมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาใช้ในการทำงานมากขึ้น เพื่อป้องกันการสมรู้ร่วมคิดระหว่างผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตกับเจ้าหน้าที่ของกรมเอง โดยมี 2 เรื่อง ใหญ่ที่ต้องเร่งดำเนินการคือ 1.การป้องกันไม่ให้มีการสำแดงราคาสินค้านำเข้าต่ำกว่าความเป็นจริง และ 2.การป้องกันไม่ให้มีการแจ้งปริมาณสินค้าที่นำเข้าน้อยกว่าความจริง ซึ่งทั้ง 2 ประเด็นนี้จะเกี่ยวพันกับนโยบายเร่งด่วนของ รมว.คลัง ที่กำลัง เดินหน้าโครงการบัญชีเล่มเดียวของกรมสรรพากร

นายกุลิศกล่าวว่า การเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ประกอบการที่นำเข้าคือ ต้นทางของการทำธุรกิจภายในประเทศ หากต้นทางส่งข้อมูลไม่ถูกต้องก็จะทำให้โครงการบัญชีเล่มเดียวไม่ประสบความสำเร็จตามไปด้วย อาทิ นำเข้าสินค้าในราคา 100 บาท จำนวน 1,000 ชิ้น รวมเป็นเงิน 100,000 บาท แต่ระบุว่าสินค้ามีราคาเพียง 80 บาท และนำเข้าสินค้ามาเพียง 900 ชิ้น เหลือเพียง 72,000 บาทนั้น ก็จะถูกส่งต่อไปยังปลายทางคือ กรมสรรพากร จึงกลายเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และยังเป็นต้นตอของการหลบเลี่ยงภาษีอีกด้วย

“เมื่อผู้ประกอบการเสียภาษีไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้นทางแล้ว การลงบัญชีเล่มเดียวก็ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะผู้นำเข้าจะแจ้งราคาสินค้านำเข้าถูกๆ เพื่อเสียภาษีให้แก่กรมศุลกากรน้อยลง แต่ในขณะเดียวกัน ก็แจ้งราคาสินค้านำเข้าให้แก่กรมสรรพากรในราคาที่สูงกว่า เพื่อเพิ่มต้นทุนให้กับสินค้าแล้วนำมาหักเป็นค่าใช้จ่ายเพื่อลดกำไรของบริษัท”

“แอพพลิเคชั่น” ล้างทุจริต

นายกุลิศกล่าวว่า ภายในเดือน ก.ค.นี้ กรมศุลกากรจะนำแอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือมาเป็นอุปกรณ์เสริมเพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน จากเดิมที่ต้องตัดสินใจด้วยการใช้ดุลพินิจและประสบการณ์ของตนเอง โดยเปิดตำราพิกัดอัตราภาษีสินค้านับหมื่นๆรายการเพื่อคิดภาษีจากผู้นำเข้า ทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นช่องโหว่ของการหลบเลี่ยงภาษีในปัจจุบัน

“แอพพลิเคชั่นที่กำลังพัฒนาขึ้นมาใหม่นี้ จะมีรูปภาพของสินค้าและอัตราภาษีที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ศุลกากรทั่วประเทศสามารถนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้อ้างอิงในการเก็บภาษีได้อย่าง ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น เช่น สินค้ายี่ห้อนี้ ผลิตขึ้นมาจากประเทศไหน ราคาที่ซื้อขายในตลาดโลกเท่าไหร่ เป็นต้น”

โดยแอพพลิเคชั่นดังกล่าว ในระยะเริ่มแรกจะเน้นไปที่การปกป้องสินค้าที่มีผลกระทบกับผู้ผลิต ภายประเทศ เช่น สินค้าเกษตร ได้แก่ กระเทียมและหัวหอมจากประเทศเพื่อนบ้านที่ลักลอบตามแนวชายแดน สินค้าที่เกี่ยวข้องกับแฟชั่น รถยนต์และสินค้าลิขสิทธิ์ ซึ่งมีทั้งหมด 98 รายการ 21 กลุ่มสินค้า ครอบคลุมสินค้านำเข้ามากกว่า 70%

“ปัญหาที่ถกเถียงกันมากที่สุดของศุลกากรคือเรื่องการกำหนดพิกัดซึ่งเป็นหมายเลขที่ใช้ในการแยกแยะชนิดสินค้าเพื่อกำหนดอัตราภาษีนำเข้า ซึ่งปัจจุบันสินค้ามีพิกัดที่คล้ายคลึงกันมาก หากเจ้าหน้าที่หน้าด่านกำหนดพิกัดผิดพลาดอัตรา ภาษีที่เสียจาก 5% อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 15% ก็ได้”

ดังนั้น แอพพลิเคชั่นบนมือถือจะช่วยทำให้เจ้าหน้าที่หลังพิงฝา มีระบบการทำงานที่โปร่งใสมากขึ้นโดยไม่ต้องใช้ดุลพินิจของตัวเองอีกต่อไป

จัดทัพ “ชิปปิ้ง” เน้นโปร่งใส

ส่วนเรื่องสำแดงปริมาณสินค้าไม่ถูกต้องนั้น ต้องลงลึกไปถึงบริษัทที่นำเข้าสินค้าและตัวแทนออกของ หรือชิปปิ้ง โดยใช้วิธีการบริหารความเสี่ยงจากการตรวจสอบประวัติย้อนหลังไปในอดีตที่ผ่านมาว่า เคยกระทำความผิดหรือถูกเปรียบเทียบปรับจากเจ้าหน้าที่หรือไม่ หากกระทำความผิดซ้ำซากก็ถือว่ามีความเสี่ยงสูงและจะถูกตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะตัวแทนออกของที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมชิปปิ้งแห่งประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 10,000 รายทั่วประเทศ ต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพชิปปิ้ง (ไลเซนส์) และอยู่ภายใต้การดูแลของสมาคมชิปปิ้งฯ ซึ่งขณะนี้กรมศุลกากรอยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมชิปปิ้งฯ เพื่อประกาศหลักเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป

“ปัญหาการทุจริตและติดสินบนเจ้าหน้าที่ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมานานแล้ว แต่ไม่สามารถลบล้างได้สำเร็จ ซึ่งประเด็นนี้ ผมเจอกับตัวเอง กรณีผู้นำเข้ารองเท้าจากต่างประเทศถูกชิปปิ้งเรียกเงิน 1.5 ล้านบาท โดยอ้างว่าเจ้าหน้าที่เรียกเงินเพื่ออำนวยความสะดวก

เนื่องจากผู้ประกอบการได้แจ้งรายละเอียดของสินค้าไม่ตรงกับข้อเท็จจริงและกลัวความผิด ผมจึงสั่งให้มีการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวพบว่าเจ้าหน้าที่เปรียบเทียบปรับและคิดค่าภาษีที่ขาดไป 300,000 บาทเท่านั้น ส่วนต่างที่หายไป 120,000 บาท น่าจะตกอยู่ในมือของชิปปิ้ง”

นอกจากนี้ กรมศุลกากรยังได้นำเทคโนโลยีใหม่ๆ เช่น e-Lock คือ การรักษาความปลอดภัยด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการเปิดตู้สินค้าตั้งแต่ต้นทางจนถึงจุดหมายปลายทาง การติดตั้งกล้อง CCTV เพิ่มอีก 500 เครื่อง ซึ่งจะส่งผลให้ในอนาคตมีกล้องมากกว่า 2,000 เครื่องกระจายอยู่ทั่วประเทศ และยังเดินหน้าควบคู่ไปกับการอำนวยความสะดวกด้านการค้า เช่น โครงการ National Single Window (NSW) ที่จะช่วยเหลือผู้นำเข้าและส่งออกในการขอใบอนุญาตจากส่วนราชการ 36 แห่ง ได้ทาง อิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่ต้องเดินทางไปติดต่อกับทางราชการอีก เป็นต้น.

กรมศุลฯจัดทัพครั้งใหญ่ใช้แอพพลิเคชั่นบนโทรศัพท์มือถือลดการใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่สกัดโกงตั้งแต่ต้นทางตามนโยบาย รมว.คลัง พร้อมงัดไม้เด็ดลุยปราบ “ชิปปิ้ง” หัวใส ไถเงินพ่อค้า อ้างจ่ายสินบนเจ้าหน้าที่ 21 ก.ค. 2559 04:41 ไทยรัฐ