วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระดมพลังนักวิชาการไทย-อาเซียนทลายกำแพงพิพิธภัณฑ์ : ยึด "ชุมชน-ผู้ชม" ศูนย์กลาง

พิพิธภัณฑ์

หลายคนคงนึกถึงสถานที่เก็บของโบราณ

ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชามเก่าแก่ ลักษณะแตกหัก หรือเครื่องประดับโบราณ สิ่งของเครื่องใช้ของคนยุคต่างๆ ในตู้จัดแสดง หรืออาจจะเป็นที่เก็บรวบรวมภาพศิลปะต่างๆ รวมไปถึงของสะสมต่างๆ ซึ่งอาจเป็นของสะสมที่แสดงถึงความเป็นชาติ หรือแสดงตัวตนของเจ้าของพิพิธภัณฑ์แห่งนั้น บางแห่งเป็นพิพิธภัณฑ์ที่ไม่มีของสะสม แต่จัดแสดงเรื่องราวต่างๆ โดยอาศัยเทคนิค เครื่องมือ คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ไฮเทคต่างๆ มานำเสนอเนื้อหาให้เกิดความน่าสนใจเพื่อดึงดูดผู้ชมให้เข้ามาเรียนรู้และเยี่ยมชม

แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่แล้วคงต้องยอมรับว่าที่ผ่านมา ไม่ได้รับการปลูกฝังให้เข้าชม หรือเรียนรู้จากพิพิธภัณฑ์จนเป็นนิสัย หรือไม่ได้มีพิพิธภัณฑ์เป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิต ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นคือการจะเดินเข้าพิพิธภัณฑ์สักครั้ง จะต้องมีกิจกรรมหรือการจัดแสดงที่น่าสนใจเท่านั้น หรือจะเดินเข้าชมก็ต่อเมื่อ “เปิดฟรี” ให้เข้าชม ในวันเด็กแห่งชาติ ที่ดูเหมือนพิพิธภัณฑ์ทุกแห่งไม่ว่าจะเป็นของรัฐหรือเอกชน จะมีผู้เข้าชมล้นหลาม

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นสิ่งที่คนทำงานด้านพิพิธภัณฑ์พยายามหาทางออก หรือทลายกำแพงที่กั้นระหว่างพิพิธภัณฑ์กับผู้ชม เพื่อให้คนไทยทุกคนเห็นความสำคัญของการเข้าไปเรียนรู้ในพิพิธภัณฑ์ หรืออย่างน้อยก็เป็นการปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนสนใจหรือรู้สึกสนุกเมื่อก้าวเข้าสู่พิพิธภัณฑ์ และเกิดความประทับใจจนอยากจะกลับมาเรียนรู้อีกครั้งหรืออีกหลายๆครั้ง

จึงนำไปสู่การระดมสมองนักวิชาการด้านพิพิธภัณฑ์ ภัณฑารักษ์ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ซึ่งมีตัวอย่างของพิพิธภัณฑ์ชุมชน พิพิธภัณฑ์เอกชน มาเป็นวิทยากรร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับนักวิชาการ ภัณฑารักษ์ไทย ใน งานเสวนา Museum Forum 2016 Museum without Wall วันที่ 2-3 ส.ค.นี้ ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร จัดโดย ศูนย์ภูมิภาคโบราณคดีและวิจิตรศิลป์ในองค์การรัฐมนตรีศึกษาแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ ศูนย์สปาฟา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมิวเซียมสยาม สังกัดสถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ

นางฆัสรา ขมะวรรณ มุกดาวิจิตร ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สถาบันพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้แห่งชาติ (สพร.) ให้ความหมายของคำว่า “กำแพง” พิพิธภัณฑ์ ว่า “กำแพงพิพิธภัณฑ์ในยุคปัจจุบัน ไม่ใช่แค่สิ่งที่มองเห็นทางกายภาพ เช่น รั้ว ผนัง ห้องจัดแสดง แต่รวมถึงกรอบความคิดของคนทำงาน นักวิชาการ ความเคยชิน และเวลานี้สื่อออนไลน์ เทคโนโลยีสมัยใหม่ เข้าถึงผู้คนแบบถึงตัว คนทำงานพิพิธภัณฑ์ก็ต้องปรับตัว โดยคำนึงถึง “ผู้ชม” ซึ่งเป็นผู้รับสารว่า ต้องการรู้อะไรบ้างจากสิ่งของต่างๆ หรือเรื่องราวในพิพิธภัณฑ์ โดยนำประสบการณ์การทำงานที่ประสบความสำเร็จ หรือแนวคิดใหม่ๆจากพิพิธภัณฑ์ของประเทศเพื่อนบ้านมาแลกเปลี่ยนร่วมกัน อาทิ บทเรียนจากพิพิธภัณฑ์ด้านมานุษยวิทยา จากหลวงพระบาง ประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ซึ่งมีความโดดเด่นในการนำเสนอเรื่องราวของพิพิธภัณฑ์ผ่านมุมมองของชาวบ้านซึ่งเป็นเจ้าของวัฒนธรรมในชุมชน โดยมีนักวิชาการให้การสนับสนุน และยังเป็นพิพิธภัณฑ์เอกชนที่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ด้วย เพราะผสมผสานวัฒนธรรมเข้ากับการตลาดในยุคปัจจุบันได้อย่างลงตัว

ในส่วนของ บทเรียนจากประเทศเวียดนามนั้น นำเสนอเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นของชาวนา โดยมีเจ้าหน้าที่จากองค์การยูเนสโกเข้าไปช่วยอบรมชาวบ้านให้สามารถบริหารจัดการพิพิธภัณฑ์ด้วยตนเอง ทั้งจัดกิจกรรมต่างๆ โดยมีลุงป้าน้าอาในหมู่บ้านเป็นผู้นำชมให้ความรู้กับเยาวชน ซึ่งจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีชีวิตชีวามากแห่งหนึ่ง ส่วน ฟิลิปปินส์ นำเสนอเกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะกับชุมชน สำหรับผู้แทนจากประเทศ อินโดนีเซีย จะนำเสนอผลการศึกษาการใช้พิพิธภัณฑ์โบราณคดีกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์ เป็นต้น”

สำหรับความคาดหวังของการพบปะกันในครั้งนี้ของคนทำงานด้านพิพิธภัณฑ์นั้น ผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ สพร. กล่าวว่า “อยากให้เป็นเวทีการพบกันของคนทำงานด้านพิพิธภัณฑ์เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ร่วมกัน ซึ่งอาจจะทำให้เกิด แรงบันดาลใจ ได้ข้อมูลใหม่ๆ วิธีการทำงานแบบใหม่ๆ มีรูปแบบการทำงาน วิธีการนำเสนอเนื้อหาที่ “ผู้ชม” สนใจ หรือยึดผู้ชมเป็นศูนย์กลาง เพื่อให้คนทำงานด้านพิพิธภัณฑ์กับผู้ชมเอื้อมมือเข้าหากัน”

“ทีมการศึกษา” คาดหวังที่จะเห็นพิพิธภัณฑ์เมืองไทยได้รับความสนใจและสามารถเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในวิถีชีวิตของคนไทยทุกคน ให้ผู้ชมรู้สึกว่าพิพิธภัณฑ์ได้เติมเต็มบางสิ่งบางอย่างเมื่อเดินออกจากพิพิธภัณฑ์ และอยากกลับไปอีกครั้ง

แต่การจะก้าวไปถึงจุดนั้นได้ คนทำงานพิพิธภัณฑ์ฝ่ายเดียวคงไม่สามารถทำได้สำเร็จ หากภาครัฐจะไม่เข้ามาสนับสนุนอย่างจริงจัง ที่สำคัญ เสียงจาก “ผู้ชม” ซึ่งก็คือคนไทยทุกคน ที่จะสะท้อนกลับไปยังพิพิธภัณฑ์จะเป็นพลังสำคัญที่จะช่วย ทลายกำแพงพิพิธภัณฑ์ ให้หมดไปได้

เพื่อร่วมกันรักษาและเติมเต็มคุณค่าพิพิธภัณฑ์ลงในหัวใจ และบ่มลูกหลานไทยให้ตระหนักรู้ รัก และสำคัญที่สุดคือภาคภูมิใจ ในสิ่งที่บรรพบุรุษสั่งสมไว้ให้ และรากเหง้าของชาติพันธุ์...

ทีมการศึกษา

พิพิธภัณฑ์ ...หลายคนคงนึกถึงสถานที่เก็บของโบราณ ไม่ว่าจะเป็นถ้วยชามเก่าแก่ ลักษณะแตกหัก หรือเครื่องประดับโบราณ สิ่งของเครื่องใช้ของคนยุคต่างๆ ในตู้จัดแสดง หรืออาจจะเป็นที่เก็บรวบรวมภาพศิลปะต่างๆ รวมไปถึงของสะสมต่างๆ 20 ก.ค. 2559 10:39 20 ก.ค. 2559 10:42 ไทยรัฐ