วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มหากาพย์รังนกพัทลุงผลประโยชน์เพื่อใคร

การสัมปทานรังนกพัทลุง บทพิสูจน์ความจริงใจของผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่น ข้าราชการที่เกี่ยวข้อง กับการปกป้องผลประโยชน์ของท้องถิ่น

รังนกอีแอ่นบน “เกาะสี่” “เกาะห้า” ต.เกาะหมาก อ.ปากพะยูน จ.พัทลุง นับเป็นรังนกที่มีคุณภาพที่ดีเยี่ยมที่สุดในอาเซียน เนื่องจากรังนกดังกล่าวเป็นรังนก 3 น้ำ คือ...น้ำจืด น้ำกร่อย และน้ำเค็ม

เสมือนแหล่งขุมทรัพย์ใหญ่ที่ทำให้บริษัทรังนกทั้งหลายต่างมุ่งมั่นที่จะเข้ามาสัมปทานรังนกบนเกาะแห่งนี้ อย่างไรก็ตาม...ก่อนที่การสัมปทานจะสิ้นสุดลงในวันที่ 3 พฤษภาคม 2559 วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ในฐานะประธานกรรมการพิจารณาจัดเก็บอากรรังนกอีแอ่นจังหวัดพัทลุง ได้ประกาศการประมูลเงินอากรรังนกฯในครั้งต่อไปขึ้น โดย กำหนด...“ราคากลางไว้ที่ 450 ล้านบาท”

รายละเอียดระยะเวลาการสัมปทาน 5 ปี หลักประกันซองร้อยละ 40 หลักประกันสัญญาร้อยละ 60 ของเงินอากรที่ประมูลได้ ส่วนเอกสารประมูลเงินอากรรังนกฯขายชุดละ 30,000 บาท

บนความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้น...การยื่นซองสัมปทานรังนกฯในครั้งที่ 1 เมื่อ 29 ธันวาคม 2558 และครั้งที่ 2 ในวันที่ 25 เมษายน 2559 ก็ยังไม่มีบริษัทรังนกเข้ามายื่นซองสัมปทานรังนกฯแม้แต่รายเดียว

หลังจากมีการจัดประมูลรังนกฯ โดยวิธีพิเศษ โดยลดหลักประกันซองเพียงร้อยละ 20 พร้อมยกเลิกสัญญาแนบท้ายสัมปทานออกไป รวมทั้งไม่มีการขายซองเอกสาร เมื่อถึงวันประมูลรังนกฯ ในวันที่ 10 มีนาคม 2559 ปรากฏว่ามีบริษัท เค.โอ.ซี. อิมฟอตเอ็กฟอต จำกัด เข้ายื่นซองประมูลฯในราคา 270 ล้านบาทเพียงบริษัทเดียว

ผล...ทำให้คณะกรรมการรังนกฯต้องล้มเลิกการประมูลออกไปเพราะการประมูลราคาต่ำกว่าราคากลาง

คณะกรรมการรังนกฯจึงประชุมเพื่อกำหนดราคากลางในการสัมปทานรังนกฯอีกครั้ง ครั้งนี้มีเหตุขัดใจกันเล็กน้อยหนึ่ง ก่อนลงมติได้เสนอให้นายวิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง และนายสุรินทร์ เพชรสังข์ รอง ผวจ.พัทลุง ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการรังนกฯ ออกจากที่ประชุมและมีมติกำหนดราคากลางที่ 275 ล้านบาท

แรงสะเทือนที่ตามมา วิสุทธิ์ออกมาแฉถึงพฤติกรรมคณะกรรมการรังนกฯบางรายที่มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม...มุ่งเน้นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าส่วนรวม จนนำไปสู่การชุมนุมประท้วงการกำหนดราคากลาง 275 ล้านบาท ของพี่น้องชาวพัทลุงกว่า 2,500 คน เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2559 ณ สนามศาลากลางจังหวัดพัทลุง

ฉายไฟส่องพิรุธต่อไป...หลังจากที่เปลี่ยนราคากลางจาก 275 ล้านบาท ไปเป็น 450 ล้านบาท และกำหนดยื่นซองเสนอราคาประมูลรังนกฯ โดยวิธีพิเศษ ในวันที่ 25 เมษายน 2559 ปรากฏว่า ...มีบริษัทรังนกฯเข้ายื่นซองประมูลรังนกฯโดยวิธีพิเศษ จำนวน 3 ราย

ประกอบด้วย บริษัท รังนกอ่าวไทย จำกัด เสนอราคา 450 ล้านบาท บริษัท จิราธาร เอเยนซีส์ จำกัด เสนอราคา 352 ล้านบาท และบริษัท เค.โอ.ซี. อิมฟอตเอ็กฟอต จำกัด เสนอราคา 250 ล้านบาท แต่เนื่องจากทั้ง 3 บริษัทกระทำผิดเงื่อนไขการประมูลรังนกฯ จึงถูกคณะกรรมการรังนกฯตัดสิทธิ์ไปทั้ง 3 บริษัท

จนนำไปสู่การฟ้องร้องต่อศาลปกครอง กระทรวงมหาดไทย แม่ทัพภาค 4 ในเวลาต่อมา

ต่อมา...ในวันที่ 24 พฤษภาคม 2559 การยื่นซองประมูลรังนกฯโดยวิธีพิเศษ ก็เกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ปรากฏว่าบริษัท จิราธาร เอเยนซีส์ จำกัด เสนอราคา 429 ล้านบาท บริษัท สยามเนสท์ 2559 จำกัด เสนอราคา 450 ล้านบาท และบริษัท เค.โอ.ซี.ฯ เสนอราคา 418,322,520 บาท แต่ปัญหาก็เกิดขึ้นอีกเมื่อบริษัทสยามเนสท์ฯ เขียนตัวเลข 450,000,000 บาท แต่เขียนตัวอักษรเป็น เงินสี่ร้อยห้าสิบบาท จึงถูกคณะกรรมการรังนกฯตัดสิทธิ์

ในขณะที่บริษัท จิราธาร เอเยนซีส์ จำกัด ก็ถูกตัดสิทธิ์เช่นกันเพราะยื่นเอกสารการประกันซองอันเป็นเท็จ...“บริษัท เค.โอ.ซี.ฯ” จึงเข้ายื่นหนังสือขอใช้สิทธิ์เป็น “ผู้ชนะการประมูล” ในครั้งนี้ จนความวุ่นวายเกิดขึ้น

เพื่อแก้ปัญหา คณะกรรมการรังนกฯจึงประชุมกันอีกครั้ง ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2559 โดยทางนายโอภาส บุญช่วย อัยการจังหวัดพัทลุง ได้เสนอให้บริษัทสยามเนสท์ฯ เป็นผู้ชนะในการประมูลครั้งนี้ ด้วยเหตุผลว่าการพิจารณาคดีอาญาต้องยึดตัวอักษรอย่างเคร่งครัด ส่วนคดีแพ่งต้องดูที่เจตนารมณ์

หากผู้แสดงเจตนารมณ์ยืนยันว่า...ต้องการสิ่งไหน ก็ให้ถือสิ่งนั้นเป็นสำคัญ

“การที่บริษัทสยามเนสท์ฯเกิดสิ่งผิดพลาดและยังยืนยันว่าการประมูลรังนกฯในวงเงิน 450 ล้านบาทนั้นเป็นเหตุผลที่รับฟังได้ คงไม่มีใครนำเงิน 90 ล้านบาท...มาประกันเงินประมูลรังนกฯเพียง 450 บาท เพราะเงิน 450 บาทนำไปซื้อกุ้งก้ามกรามเพียง 1 กิโลกรัม ก็ยังซื้อไม่ได้”

ในขณะที่คณะกรรมการรังนกฯอีกฝ่ายหนึ่ง ได้เสนอให้ยึดเงื่อนไขตามประกาศคณะกรรมการรังนกฯเป็นสำคัญ โดยไม่เห็นด้วยกับแนวคิดของนายโอภาสด้วยคะแนนเสียง 7/3 เสียง และ พล.ต.ต.สิทธิพน ธรรมสถิตย์พร ผบก.ภ.จ.พัทลุง ก็ได้ประกาศว่ามติดังกล่าวถือว่าการประมูลสิ้นสุดแล้ว

“จะไม่มีการลงมติแต่อย่างใด...และจะต้องล้มเลิกการประมูลเหมือนครั้งที่ผ่านมา”

ทว่า วินัย บัวประดิษฐ์ ผวจ.พัทลุง ได้มอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของกรรมการรังนกฯได้นำปัญหานี้ไปศึกษารายละเอียดก่อนที่จะนำไปสู่การลงมติในวันรุ่งขึ้น จนในที่สุดนายวินัยก็ถูก ครม.มีคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย และแต่งตั้งให้ นายวันชัย คงเกษม สำนักปลัดกระทรวงมหาดไทย มาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงในเย็นวันเดียวกัน

น่าสนใจว่า ในการประชุมคณะกรรมการรังนกฯในวันที่ 1 มิถุนายน 2559 ซึ่งมี นายโอภาส บุญช่วย อัยการจังหวัดฯเป็นประธานฯ มติที่ประชุมได้เห็นชอบให้นำคำยืนยันเจตนารมณ์ของบริษัทสยามเนสท์ฯ มาทบทวนอีกครั้งหนึ่ง โดยมติที่ประชุมได้เห็นชอบด้วยเสียงเอกฉันท์

ผล...ทำให้บริษัทสยามเนสท์ฯเป็นผู้ชนะการประมูลด้วยเสียงท่วมท้น 11 เสียง จนถูกบริษัท เค.โอ.ซี.ฯ ยื่นฟ้องร้องต่อ ป.ป.ช. และศาลปกครองในเวลาต่อมา

การลงนามสัญญาการสัมปทานเงินอากรรังนกอีแอ่นฯ ได้ดำเนินการแล้วเมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2559 ณ หอประชุม อบจ.พัทลุง โดยจะสิ้นสุดสัญญาสัมปทานฯในวันที่ 14 มิถุนายน 2564

โดยทางบริษัทสยามเนสท์ฯ ได้นำหลักประกันเงินสดที่ออกด้วยธนาคารแห่งหนึ่งมาประกันสัญญา จำนวน 270 ล้านบาท เงินอากรรังนกฯในงวดแรกในวันทำสัญญาร้อยละ 25 เป็นเงิน 112,500,000 บาท เหลือเงินที่บริษัทจะต้องจ่ายให้กับท้องถิ่นจังหวัดพัทลุง 337,500,000 บาท แบ่งการชำระ 14 งวด งวดละ 24,107,142 บาท...เงินก้อนนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อท้องถิ่นจังหวัดพัทลุงอย่างมากมายทีเดียว

วิสุทธิ์ ธรรมเพชร นายก อบจ.พัทลุง บอกว่า การสัมปทานรังนกฯพัทลุงเป็นแบบอย่างที่ดีในการลุกขึ้นออกมาปกป้องผลประโยชน์ท้องถิ่นมิให้ถูกกลุ่มนายทุนเอารัดเอาเปรียบของพี่น้องประชาชน และเป็นกรณีศึกษาของจังหวัดต่างๆที่มีเกาะรังนก ซึ่งที่ผ่านมาการสัมปทานมีการประมูลรังนกได้ราวร้อยละ 40-50 ของราคากลาง

แต่...จังหวัดพัทลุงมีการประมูลรังนกเกิน 100 เปอร์เซ็นต์

“มหากาพย์รังนกพัทลุง” สะท้อนพลังความสมานสามัคคีของชาวพัทลุง ความไม่ชอบมาพากลในพฤติกรรมคณะกรรมการรังนกฯบางราย ที่มุ่งมั่นปกป้องผลประโยชน์ท้องถิ่นมากน้อยแค่ไหน

ส่วนคำสั่งย้ายด่วนจี๋สายฟ้าแลบ! อดีตผู้ว่าฯวินัย บัวประดิษฐ์ มาจากพิษรังนกเล่นงานหรือไม่นั้น คงไม่มีใครให้คำตอบได้ นอกจาก “รัฐบาล” และ “คสช.”

20 ก.ค. 2559 09:46