วันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชีวิตคนไทยมีมูลค่าเท่าไหร่

เมื่อวานนี้ผมนำข้อมูลเสวนาของ คุณณภัทร จาตุศรีพิทักษ์ ลูกชาย ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มาเขียนเรื่อง “ไม่แข่งยิ่งแพ้ในยุค Big Data” ผมนำมาเพียงนิดเดียว เพื่อให้เห็นภาพว่า รัฐบาลสามารถนำ “บิ๊กดาต้า” ไปใช้ประโยชน์ในการทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดได้อย่างไร จะสร้างสังคมที่มีสวัสดิการสูงสุดได้อย่างไร

ที่สำคัญรัฐต้องสร้าง “บิ๊กดาต้า” ขึ้นมาก่อน และข้อมูลเหล่านี้รัฐต้องให้ประชาชนเข้าถึงได้ฟรี เพราะประชาชนเสียภาษีให้รัฐแล้ว ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่าข้อมูลซ้ำอีก

ณภัทร ได้พูดถึงผู้สูงอายุกับบิ๊กดาต้าว่า ในอนาคตต้องเตรียมรับมือกับคนรุ่นต่อๆไป จะมีอายุยืนยิ่งขึ้นไปอีก ยิ่งกว่าที่เรานึกคิดในตอนนี้เสียอีก การใช้บิ๊กดาต้าเข้ามาช่วยใน ด้านสาธารณสุข จะเยอะมาก ดูเหมือนทุกอย่างจะต้องพึ่งภาครัฐ เขาไม่ห่วงเอกชน ห่วงภาครัฐมากกว่า อย่างใน สหรัฐอเมริกา รัฐเป็นห่วงเรื่อง “สุขภาพคนแก่” จะเป็นอย่างไร เขามีทีมงานเก็บข้อมูลสาธารณสุขเยอะมาก เก็บหมดเลย

ข้อมูลบิ๊กดาต้าใหญ่ยักษ์เลย ทั้งข้อมูลที่เก็บโดยโรงพยาบาล โดยระบบเซ็นเซอร์ที่วัดได้ว่า คุณออกเดินไป มีมลพิษเท่าไหร่ วัดได้ระดับจุดเลย สูดเข้าไปเท่าไหร่

ที่เขาทำแบบนี้ เพราะเขาเห็นค่าของชีวิตคน ไม่ว่าจะเป็นคนแก่หรือเด็ก “เขาตีมูลค่าชีวิตคนในอเมริกาโดยเฉลี่ยที่ 7–9 ล้านดอลลาร์” นี่คือเหตุผลที่เขาให้ความสำคัญเกี่ยวกับบิ๊กดาต้าในการพัฒนาคน ทำอย่างไรให้คนชราแล้วยังมีผลิตภาพ ทำอย่างไรให้คนของเขามีชีวิตอย่างมีความสุข

เห็นตัวเลขแล้วผมก็ต้องร้อง โอ้มายก๊อด เอา 35 บาทต่อดอลลาร์คูณเข้าไป มูลค่าชีวิตคนอเมริกันตกคนละ 245–315 ล้านบาท สูงลิ่วจนคนไทยสุดเอื้อม

แล้ว มูลค่าชีวิตคนไทยมีราคาคนละเท่าไหร่ ผมคิดว่า กระทรวงสาธารณสุข น่าไปลองทำตัวเลขมาดูนะ อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่า มูลค่าชีวิตคนไทยในแต่ละรัฐบาล ไม่ว่ายากดีมีจน เพื่อเป็นข้อ เตือนสติรัฐบาล นักการเมือง ว่าควรจะให้ความเอาใจใส่ ดูแลทุกข์สุขของประชาชน คุณภาพชีวิตของประชาชน ความคิดเห็นของประชาชน เหมือนรัฐบาลสหรัฐฯที่ดูแลคนของเขา คนไทยทุกคนก็เสียภาษีเลี้ยงรัฐบาลเหมือนกัน ไม่ใช่เป็นลูกไล่หรือคนในปกครอง อย่างที่ผู้ปกครองบ้านเมืองทุกรัฐบาลคิดกันเอาเอง

ผมนำเรื่องนี้มาเล่าสู่กันฟัง เพราะเพิ่งอ่านข่าว “คนชรา” หรือ “ผู้สูงอายุ” ในสังคมไทยที่มีรัฐมนตรีสองกระทรวงให้สัมภาษณ์ อยากให้ท่านทราบข้อมูลเหล่านี้ด้วย เพื่อนำไปพิจารณาปรับปรุง การดูแลผู้สูงอายุไทย ให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีความสุขมากขึ้น

ข่าวแรก คุณอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รัฐมนตรีคลัง ให้สัมภาษณ์การลงทะเบียนเพื่อรับสวัสดิการรัฐ ระหว่างวันที่ 15 กรกฎาคม-15 สิงหาคม โดยเชิญชวนให้ผู้สูงอายุที่รับเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ 600 บาท และผู้สูงอายุที่มีรายได้ปีละกว่า 100,000 บาท ลงทะเบียนด้วย เพื่อเชื่อมโยงการจ่ายเบี้ยยังชีพคนชราผ่านระบบพร้อมเพย์

ในเดือนสิงหาคม กระทรวงการคลัง จะเสนอ ครม.ออกมาตรการรองรับสังคมสูงอายุ เช่น ให้บริษัทเอกชนนำค่าจ้างผู้สูงอายุทำงานไปลดหย่อนภาษีได้สองเท่า ให้ผู้สูงอายุนำบ้านไปเป็นหลักทรัพย์เพื่อกู้ยืมเงินมาใช้ในยามชรา การแปลงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นภาคบังคับ เป็นต้น

อีกข่าว คุณอภิรดี ตันตราภรณ์ รัฐมนตรีพาณิชย์ ไม่รู้ไปได้ ไอเดียเบๆใสๆ มาจากไหน แถลงว่า จะผลักดันให้ไทยเป็น “ศูนย์กลางธุรกิจบริการดูแลผู้สูงอายุของโลก” เพราะไทยมีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม สามารถตอบโจทย์ผู้สูงอายุจากทั่วทุกมุมโลกได้

ไม่รู้คิดได้ยังไง ผู้สูงอายุคนไทยด้วยกัน รัฐบาลยังดูแลไม่ทั่วถึง ไม่มีข้อมูลด้วยซ้ำ กระทรวงการคลัง ต้องเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อรับเบี้ยเลี้ยงคนชราเดือนละ 600 บาท ตกวันละ 20 บาท ข้าวแกงจานเดียวยังซื้อไม่ได้ แล้ว คุณอภิรดี จะไปเอา “ผู้สูงอายุต่างชาติ” เข้ามา แย่งบริการสาธารณสุขที่มีอยู่น้อยนิดไปจากผู้สูงอายุไทยอีก แล้ว คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุไทยละครับ จะเอาพวกเขา 10 กว่าล้านคน ไปทิ้งไว้ที่ไหน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

20 ก.ค. 2559 09:40