วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ดัน "พิโก้ ไฟแนนซ์" สู้หนี้นอกระบบ ปล่อยกู้ฉุกเฉินไม่ค้ำประกัน-ชง ครม.ไฟเขียว

“อภิศักดิ์” ลงดาบเงินกู้นอกระบบ เสนอ “บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 ปราบปรามขั้นเด็ดขาด หลังกระทรวงการคลังเสนอ ครม. ตั้งพิโก้ ไฟแนนซ์ ปล่อยกู้ฉุกเฉินทุกกรณี อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลังจากตั้งนาโนไฟแนนซ์มาเกือบ 2 ปี ปล่อยกู้ได้เพียง 100 ล้านบาท

นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้ ผลการศึกษามาตรการช่วยเหลือประชาชน กรณีที่ต้องการเงินกู้ฉุกเฉิน ตามคำสั่งของนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ เสร็จเรียบร้อย และพร้อมที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาในเร็วๆนี้ เพราะถือเป็นมาตรการเร่งด่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และลดความเหลื่อมล้ำให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ และมีภาระจ่ายดอกเบี้ยให้แก่เจ้าหนี้นอกระบบสูงถึง 20-30% ต่อเดือน หรือประมาณ 60% ต่อปี

“แนวความคิดของกระทรวงการคลังเรื่องแก้หนี้นอกระบบ คือ ต้องการลดภาระหนี้และบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน โดยเฉพาะกรณีที่ต้องการใช้เงินฉุกเฉิน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่า เล่าเรียนบุตร เป็นต้น เพราะสิ่งเหล่านี้ ประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ หรือคนระดับฐานราก ไม่ได้เตรียมความพร้อมเอาไว้ล่วงหน้า แต่เมื่อเกิดเหตุการณ์ ไม่คาดฝัน มีความจำเป็นต้องใช้เงิน ไม่รู้จะพึ่งพาใคร ก็หันไปกู้เงินนอกระบบในอัตราดอกเบี้ยแพงเกินกว่ากฎหมายกำหนด”

นายอภิศักดิ์กล่าวว่า ปัจจุบันกฎหมายกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ไม่เกิน 18% โดยในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้พยายามแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบด้วยการออกนาโนไฟแนนซ์ หรือเงินกู้สำหรับรายย่อย ในวงเงินกู้สูงสุดไม่เกิน 100,000 บาท อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน แต่เงินกู้ดังกล่าวจะต้องนำไปใช้เพื่อการประกอบอาชีพ หรือลงทุนในกิจการเท่านั้น ทำให้ยอดการกู้ของนาโนไฟแนนซ์มีเพียงแค่หลัก 100 ล้านบาทเท่านั้น ในช่วงปีเศษที่ผ่านมา เนื่องจากเงื่อนไขดังกล่าวไม่ตรงกับความต้องการของประชาชน ที่ต้องการเงินกู้ในเงื่อนไขที่ผ่อนปรนมากกว่านาโนไฟแนนซ์

ดังนั้น กระทรวงการคลังจึงเสนอให้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่คือ พิโก้ ไฟแนนซ์ หรือ “สินเชื่อรายจิ๋ว” (Pico Finance) วงเงินกู้รายละไม่เกิน 50,000 บาท อัตราดอกเบี้ยสูงสุดไม่เกิน 36% โดยจะปล่อยกู้กรณีฉุกเฉิน เช่น ค่าเล่าเรียนบุตร ค่ารักษาพยาบาล โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยกระทรวงการคลังจะออกกฎระเบียบใหม่ เพื่อเปิดโอกาสให้เจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบ เข้ามาจดทะเบียนกับกระทรวงการคลัง ภายใต้เงื่อนไขทุนจดทะเบียนไม่น้อยกว่า 5 ล้านบาท คิดอัตราดอกเบี้ยไม่เกิน 36% ต่อปี

“การตั้งพิโก้ ไฟแนนซ์ เพื่อต้องการดึงเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบให้เข้ามาอยู่ในระบบ เพื่อลดดอกเบี้ยที่จัดเก็บในอัตราแพง ลงมาเหลืออยู่ที่ระดับไม่เกิน 36% ต่อปี ซึ่งวิธีการนี้ จะช่วยลดภาระอัตราดอกเบี้ยที่จ่ายให้แก่เงินกู้นอกระบบลงมาได้หลายเท่าตัว และยังทำให้มีเงินเหลืออยู่ในกระเป๋าเพิ่มมากขึ้น”

ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังจะเชิญชวนเจ้าพ่อเจ้าแม่เงินกู้นอกระบบให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ด้วยการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ ภายใต้เงื่อนไขของพิโก้ ไฟแนนซ์ ซึ่งหากเจ้าแม่เจ้าพ่อเงินกู้นอกระบบรายใดไม่ยอมเข้าสู่ระบบ จะมีบทลงโทษที่เด็ดขาดคือ การประกาศใช้มาตรา 44 ของนายกรัฐมนตรี เพื่อปราบปรามเงินกู้นอกระบบให้หมดไป นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังสั่งให้ธนาคารเฉพาะกิจ 2 แห่งคือ ธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ตั้งหน่วยงานใหม่ คือ “Business Unit” เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องหนี้นอกระบบโดยตรง โดยแต่ละธนาคารจะมีผลิตภัณฑ์พิเศษที่ให้บริการประชาชน ที่ต้องการเงินกู้ฉุกเฉินเหมือนกับพิโก้ ไฟแนนซ์ ส่วนเงื่อนไขและอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของฝ่ายบริหารของแต่ละธนาคาร ซึ่งขณะนี้ธนาคารออมสินได้ข้อสรุปที่จะปล่อยกู้ในอัตราดอกเบี้ย 0.75-1% ต่อเดือน หรือ 20-22% ต่อปี

ด้านนายฐากร ปิยะพันธ์ ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านกรุงศรีคอนซูมเมอร์ และผู้บริหารสายงานดิจิตอล แบงกิ้ง และนวัตกรรม ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในช่วงไตรมาส 2 ปีนี้ สินเชื่อบุคคลของธนาคารเติบโต 6-7% สูงกว่าเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 0% หรือไม่เติบโตเลยเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

ขณะที่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุด เอ็นพีแอลเดือน มิ.ย.59 ลดลงอีก 0.15% เมื่อเทียบกับเดือน พ.ค.59

“ตอนนี้เรื่องสินเชื่อบุคคล ผมสบายใจมากขึ้น ยอดสินเชื่อบุคคลไตรมาส 2 กลับมาเติบโตดีจากเดิมคาดว่าจะไม่เติบโต แต่กลับเติบโต 6-7% ขณะที่ในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 อัตราการเติบโตของสินเชื่อบุคคลจะสูงมาก และทำให้ยอดสินเชื่อบุคคลในปีนี้เติบโตสูงกว่าเป้าหมาย โดยน่าจะสูงถึง 7-8% จากเดิมที่มองว่าไม่เติบโต ซึ่งการที่สินเชื่อบุคคลเพิ่มขึ้น เป็นไปได้ว่าลูกค้าที่เป็นมนุษย์เงินเดือนขาดสภาพคล่อง จึงหันมาใช้บริการสินเชื่อบุคคลมากขึ้น แต่ก็ไม่น่ากลัว เนื่องจากตัวเลขหนี้เสียลดลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลุ่มพนักงานโรงงาน หรือพนักงานที่อยู่ในสายการผลิต ธนาคารและบริษัทในเครือไม่ได้จับกลุ่มลูกค้านี้อยู่แล้ว”

สำหรับธุรกิจบัตรเครดิต อัตราการใช้จ่ายยังเป็นปกติ แม้ว่าเศรษฐกิจจะไม่ดี แต่ไม่มีผลกระทบต่อการใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต ขณะที่เอ็นพีแอลของบัตรเครดิตยังทรงตัวอยู่ที่ 1.4% แต่เอ็นพีแอลของสินเชื่อบุคคลอยู่ที่ 3.1-3.2% โดยพอร์ตสินเชื่อรายย่อยอยู่ที่ 128,000 ล้านบาท ส่วนกรณีที่บริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด (เครดิตบูโร) เปิดให้สหกรณ์เข้ามาเป็นสมาชิกเครดิตบูโร ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และต้องเร่งดำเนินการดึงสหกรณ์เข้ามาเป็นสมาชิกให้มากขึ้นด้วย เพื่อให้สถาบันการเงินมีข้อมูลมากพอต่อการตัดสินใจอนุมัติสินเชื่อ แม้ว่าในช่วงแรกยอดได้อนุมัติสินเชื่อจะน้อยลง แต่ก็เป็นสิ่งที่ดีต่อระบบธนาคาร เพราะสินเชื่อที่อนุมัติไปแล้ว เป็นหนี้เสียน้อยลง

ส่วนนายสุรพล โอภาสเสถียร ผู้จัดการใหญ่ เครดิตบูโร กล่าวว่า เครดิตบูโรได้พัฒนาระบบเครดิต สกอริ่ง (Credit Scoring) ทั้งของบุคคล และผู้ประกอบการขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ด้วยมาตรฐานสากล ซึ่งจะเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอีได้รับบริการสินเชื่อที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้มากขึ้น.

“อภิศักดิ์” ลงดาบเงินกู้นอกระบบ เสนอ “บิ๊กตู่” ใช้มาตรา 44 ปราบปรามขั้นเด็ดขาด หลังกระทรวงการคลังเสนอ ครม. ตั้งพิโก้ ไฟแนนซ์ ปล่อยกู้ฉุกเฉินทุกกรณี อัตราดอกเบี้ย 36% ต่อปี ไม่ต้องมีหลักทรัพย์ค้ำประกัน หลังจากตั้งนาโนไฟแนนซ์ 19 ก.ค. 2559 04:53 ไทยรัฐ