วันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตั้ง สศช.น้ำสู่ความยั่งยืน "เอสซีจี" ชู 5 ยุทธศาสตร์แก้ภัยแล้ง-น้ำท่วม

เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผุด 5 แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประเทศไทยในระยะยาว ชูแนวคิดจัดตั้งหน่วยงานหลักเหมือน สศช. ให้ทำหน้าที่แบบครบวงจร หรือ สศช.น้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการดำเนินงาน

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า เอสซีจี ได้เป็นเจ้าภาพจัดงานสัมมนาเรื่อง การบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของประเทศไทย (Thailand Sustainable Water Management Forum 2016) โดยความร่วมมือของเอสซีจี มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่า การบริหารจัดการน้ำภายในประเทศ เป็นสิ่งที่ต้องลงมือทำตั้งแต่วันนี้ เพื่อรักษาสมดุลของการใช้น้ำให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน มีปริมาณเพียงพอ ทั้งเพื่อเป็นการบริโภคและอุปโภคของคนไทยทั้งประเทศ

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า ขณะนี้ประเทศไทยไม่ได้เผชิญกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ แต่ปัญหาอยู่ที่การบริหารจัดการน้ำที่ยังไม่ดีพอ ทำให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างปริมาณน้ำที่มีกับความต้องการใช้ และอีก 10 ปีข้างหน้าหรือปี 2569 ความต้องการน้ำของประชากรไทยจะเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 100,000 ล้านลูกบาศก์เมตร (ล้าน ลบ.ม.) เรื่องสำคัญเร่งด่วนที่หน่วยงานที่มีหน้าที่รับผิดชอบ ต้องลงมือทำคือการทบทวนวิธีการใช้น้ำโดยแนวทางบริหารจัดการน้ำควรดำเนินการใน 5 แผนยุทธศาสตร์ เพื่อเสนอให้รัฐบาลรับไปพิจารณา

ทั้งนี้ แผนดังกล่าว หากจะเกิดขึ้นเป็นผลสำเร็จ ต้องได้รับความร่วมมือจากชาวชุมชนต้นน้ำ หรือประชาชนที่อาศัยในลุ่มน้ำหรือแม่น้ำสาขาต่างๆ ของประเทศไทย ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย

1. การจัดตั้งหน่วยงานหลัก ที่จะมีบทบาทหน้าที่เหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) มีการทำงานแบบเดียวกับ สศช. แต่แยกเรื่องหน้าที่ความรับผิดชอบ หรือเรียกง่ายๆว่า สศช.น้ำ เพื่อให้การบริหารงานมีความคล่องตัว โดยเป็นสำนักงานเลขา ที่บริหารแบบรวมศูนย์ ทำหน้าที่วางแผนเรื่องการจัดการน้ำทั้งระยะสั้นและระยะยาว

2. การขอความร่วมมือให้ชุมชนในพื้นที่ตามลุ่มน้ำต่างๆ เกิดความตื่นตัวเรื่องการจัดการน้ำภายในชุมชน สามารถพึ่งพาตนเองได้ โดยไม่ต้องรอรับความช่วยเหลือจากหน่วยงานภาครัฐ โดยขณะนี้ มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ และสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร ได้เข้าไปส่งเสริมให้ประชาชน มีความรู้ด้านข้อมูลน้ำและนำข้อมูลไปบริหารจัดการน้ำ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำและน้ำท่วมด้วยตนเอง ล่าสุดมีชุมชนเข้าร่วมรวม 600 โครงการทั่วประเทศ สามารถนำไปปฏิบัติจนประสบความสำเร็จ พร้อมขยายผลไปยังพื้นที่ต่างๆทั่วประเทศในอนาคต

3. ทบทวนเรื่องกฎหมาย กฎระเบียบ ในเขตป่าไม้ ป่าสงวน อุทยานแห่งชาติต่างๆ ที่มีความแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ ทำให้มีข้อจำกัดเรื่องการพัฒนาป่า ที่ชาวบ้านให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก 4.การฟื้นฟูประสิทธิภาพแหล่งน้ำเดิมและคูคลอง แหล่งน้ำบาดาลให้เกิดระบบใช้และระบบเติมพร้อมกัน ไม่ปล่อยทิ้งให้เสื่อมโทรม เน้นเรื่องการบูรณะของเก่าแทนการสร้างใหม่ 5. จัดให้มีระบบและเครื่องมือบริหารการใช้น้ำให้เกิดประสิทธิภาพ เช่น การประหยัดน้ำและการใช้น้ำซ้ำ เช่นน้ำในนาข้าวที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้แทนการปล่อยทิ้ง

ทั้งนี้ น้ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวิถีชีวิตของคนไทยมาตั้งแต่อดีต ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศมีอาชีพเกษตรกรรม ใช้น้ำเพื่อการเพาะปลูก ดำรงชีพและสร้างรายได้ ประเทศไทยเคยได้ชื่อว่าเป็นเวนิสตะวันออก ใช้แม่น้ำลำคลองเป็นทางสัญจร ซึ่งจากประเทศที่นับว่ามีแหล่งน้ำที่อุดมสมบูรณ์ คนไทยจึงขาดความตระหนักในการใช้ทรัพยากรน้ำและคิดว่าทรัพยากรน้ำมีอย่างไม่จำกัด (Unlimited) ทำให้การใช้น้ำขาดประสิทธิภาพและขาดการอนุรักษ์แหล่งน้ำ พื้นที่ป่าไม้มีแนวโน้มลดลงทุกปี ทำให้ประเทศไทยประสบปัญหาขาดแคลนน้ำ และเกิดน้ำท่วม

นายรุ่งโรจน์กล่าวว่า จากแนวโน้มดังกล่าว ณ เวลานี้ ประเทศไทยไม่สามารถคิดแก้ปัญหาเรื่องน้ำแบบเดิมและทำแบบเดิมเหมือนในอดีตได้ เพราะจะต้องปรับตัวและปรับปรุงระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศไทยให้ดีในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับประเทศ จนถึงระดับชุมชน ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำ ในทุกภาคส่วน ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคการอุปโภคบริโภค ภาคอุตสาหกรรม มีการเปลี่ยนทัศนคติ และอุปนิสัยในการใช้น้ำของคนไทย รวมถึงปรับปรุงผังเมือง จัดทำพื้นที่เพื่อทำการเกษตรกรรมให้เหมาะสมกับพื้นที่และแหล่งน้ำ เพื่อดึงความสมบูรณ์กลับมา ให้มีน้ำใช้อย่างพอเพียง ยั่งยืน เพื่อไม่ให้มีปัญหา
น้ำท่วม น้ำแล้ง อีกต่อไป

“เมื่อเร็วๆนี้ ผมได้ไปดูงานเรื่อง การ บริหารจัดการน้ำของประเทศอิสราเอล ก็ได้พบปะกับบริษัทที่ผลิตน้ำประปา และหน่วย
งานที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการน้ำของประเทศ ได้เห็นแผนการบริหารจัดการน้ำ ที่เขาสามารถแก้ปัญหาจากประเทศที่ขาดน้ำ ทำให้มีน้ำเพียงพอ มีน้ำสำรองไม่มีวันหมด โดยการ นำน้ำที่มีอยู่ลงไปเก็บไว้ในแหล่งน้ำใต้ ดิน และการทำน้ำทะเลให้เป็นน้ำจืดที่สามารถดื่มได้ โดยมีต้นทุนที่ถูกมากเพียง 10-11 บาทต่อลูกบาศก์เมตร รวมทั้งยังมีหลักสูตรให้นักเรียน ปลูกผังวัฒนธรรมการใช้น้ำตั้งแต่เด็กๆ เพื่อให้ประชาชนตระหนักว่าน้ำเป็นทรัพยากรที่มีค่า”

ดังนั้น เอสซีจี และมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ จึงมีความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางในการระดมรวบรวมพละกำลังภาคเอกชนเข้าไปประสานงานกับรัฐบาล เพื่อดำเนินการแผนยุทธศาสตร์ 5 ข้อนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ เพื่อประโยชน์สุขที่จะเกิดขึ้นบนแผ่นดินนี้.

เอสซีจี-มูลนิธิอุทกพัฒน์ในพระบรมราชูปถัมภ์ ผุด 5 แผนยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนเพื่อแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำของประเทศไทยในระยะยาว ชูแนวคิดจัดตั้งหน่วยงานหลักเหมือนสศช. ให้ทำหน้าที่แบบครบวงจร หรือ สศช.น้ำ เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ 19 ก.ค. 2559 04:43 19 ก.ค. 2559 04:45 ไทยรัฐ